เรื่องเล่าข่าวสุขภาพ | สมรรถภาพร่างกาย | สุขภาวะทางจิต | สุขภาพกับความงาม | สื่อกับสุขภาพ | สมุนไพรเพื่อสุขภาพ | ธรรมะกับสุขภาพ






รู้รักสามัคคีโลกนี้จะน่าอยู่ (เสฐียรพงษ์ วรรณปก)







 

เคยปรารภกับลูกศิษย์ที่มาเยี่ยมในวันหนึ่งว่า นิทาน “ยายกะตา” ที่พ่อแม่เล่าให้ลูกหลานฟังสนุกสนานนั้น ดูให้ดีท่านแฝงแง่คิดในทางธรรมอย่างคมขำไม่น้อย

ลูกศิษย์แย้งว่า อาจารย์คิดมากไปหรือเปล่า นิทานก็คือนิทาน โบราณท่านเล่าให้ลูกหลานฟังสนุกๆ เท่านั้น ไม่น่าจะมีอะไรลึกไปกว่านั้น

ผมบอกว่าไม่รู้สิ อาจเพราะผมคิดมากไปเองก็ได้ เราช่วยกันทบทวนนิทานอีกสักครั้งดูไหม ว่าแล้วเราก็นำนิทาน “ยายกะตา” มาอ่านด้วยกัน คราวนี้อ่านไปพินิจไป


“ยายกะตา ปลูกถั่วปลูกงาให้หลานเฝ้า หลานไม่เฝ้า กามากินถั่วกินงา
ยายมา ยายก็ด่า ตามา ตาก็ตี
หลานร้องไห้ไปหานายพรานไปช่วยยิงกา นายพรานว่า กงการอะไรของข้า
หลานจึงไปหาหนู ขอให้หนูช่วยกัดสายธนูของนายพราน หนูว่า กงการอะไรของข้า
หลานไปหาแมว ขอให้แมวช่วยไล่กัดหนู แมวว่า กงการอะไรของข้า
หลานไปหาหมา ขอให้หมาไปกัดแมว หมาว่า กงการอะไรของข้า
หลานไปหาค้อน ขอให้ค้อนไปตีหัวหมา ค้อนว่า กงการอะไรของข้า
หลานไปหาไฟ ขอให้ไฟไปไหม้ค้อน ไฟว่า กงการอะไรของข้า
หลานไปหาน้ำ ขอให้น้ำช่วยดับไฟ น้ำว่า กงการอะไรของข้า
หลานไปหาตลิ่ง ขอให้ตลิ่งพังทับน้ำ ตลิ่งว่า กงการอะไรของข้า
หลานไปหาช้าง ขอให้ช้างไปพังตลิ่ง ช้างว่า กงการ


หลานไปหาแมลงหวี่ ขอให้แมลงหวี่ไปช่วยตอมตาช้าง
แมลงหวี่รับอาสาหลานจะไปตอมตาช้าง ช้างจึงยอมไปพังตลิ่ง
ตลิ่งไปพังทับน้ำ น้ำไปช่วยดับไฟ
ไฟไปไหม้ค้อน ค้อนไปตีหัวหมา
หมาไปไล่กัดแมว แมวไปไล่กัดหนู
หนูไปกัดสายธนูของนายพราน นายพรานจึงรับอาสาหลานไปยิงกาให้


แล้วกาก็ไม่มากินถั่วกินงาอีกต่อไป ทีนี้ยายมายายก็ไม่ด่า ตามาตาก็ไม่ตี เจ้าหลานรักอีกต่อไป หลานก็เลย happy ที่ได้เพิ่มชั่วโมงโทร. เอ๊ย happy ที่ปัญหาหมดไป เป็นที่รักของตากะยายเหมือนเดิม พออ่านแล้วพิจารณาไปด้วย มันไม่ใช่แค่นิทานอ่านเล่นสนุกๆ แล้วละครับ กลายเป็นกลยุทธ์ กลวิธีแก้ปัญหาตนเอง กระทั่งปัญหาสังคมได้อย่างดี


มองในแง่การเกิดขึ้นของปัญหาหรือของทุกข์ จะเห็นว่า ทุกข์มันเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยหลายอย่าง ในกรณีของหลานนี้ ถั่วงาที่ตากะยายปลูกไว้ ที่ตากะยายมอบภาระให้หลานเฝ้า มันถูกกามากินหมด หลานก็เกิดทุกข์ระดับหนึ่งแล้ว พอยายกะตามาเห็นเข้า ก็ด่าว่าเจ้าหลานชายที่เหลวใหลไม่เฝ้าถั่วงาให้ดี ปล่อยกามากินหมด ด่าไม่ด่าเปล่า แถมยังหวดก้นอีกต่างหาก เราจะเห็นกระแสของการเกิดขึ้นของปัญหาสืบเนื่องกัน


ทุกข์เกิดแล้วครับ และดูดีๆ ทุกข์ที่เกิดนี้มิใช่เกิดเพราะเหตุเดียว มันเกิดเพราะเหตุและปัจจัยหลายอย่างมารวมกันเข้า ตามหลักที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด”


ปัจจัยหรือเงื่อนไขที่เป็นปัญหาในเรื่องนี้ มิใช่เพียงการที่หลานถูกตากะยายตีอย่างเดียว รวมถึง ถั่วงาที่ปลูกด้วย (ถ้าไม่มีถั่วงา ปัญหาการถูกตีก็ไม่เกิด) รวมถึงกาที่มากินถั่วด้วย (ถ้ามีแต่ถั่วงา ไม่ถูกกากิน ก็ไม่ถูกตี) รวมถึงความบกพร่องต่อหน้าที่ดูแลถั่วงาไม่ดีของหลานด้วย (ถ้าดูแลดีไม่บกพร่องต่อหน้าที่ กาก็ไม่สามารถกินถั่วงาได้) อ้อ รวมไปถึงตายกะยายด้วยแหละ (ถ้าไม่มีตากะยาย ถ้าตากะยายไม่ปลูกถั่วงา ก็ไม่ต้องเป็นภาระของหลานที่จะต้องเฝ้า)


สรุปแล้ว สิ่งที่ให้เกิดทุกข์ หรือปัญหาไม่ใช่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียวมันรวมถึงหลายอย่างมาประกอบกันเข้า ซึ่งภาษาพระเรียกว่า “เหตุปัจจัย” (เหตุและปัจจัย)

เหตุ คือเหตุเด่น เงื่อนไขที่สำคัญ
ปัจจัย คือเงื่อนไขประกอบอื่นๆ



มองเพียงแค่เหตุอย่างเดียว ไม่สามารถเข้าใจปัญหาได้แจ่มแจ้ง ครบถ้วน ต้องมองปัจจัยหรือเงื่อนไขประกอบอื่นๆ ด้วย จึงจะชัดเจน และต้องให้ความสำคัญแก่ปัจจัยทุกอย่างเหมือนๆ กันด้วย การมองอย่างนี้เรียกว่า มองแบบปัจจยสัมพันธ์ คือมองเหตุปัจจัยครบถ้วน ปัจจยสัมพันธ์ ก็คือวิธีการมองแบบ “อิทัปปัจจยตา” นั้นเอง พูดอีกนัยหนึ่งก็คือเป็นเรื่องเดียวกัน พูดหลายชื่อให้งงไปยังงั้นเอง


ที่นี้เมื่อทุกข์หรือปัญหาเกิดแล้ว หลานพระเอกในนิทานนี้ ก็หาทางแก้ทุกข์หรือวิธีแก้ปัญหา จึงไปหาหนู ด้วยความเชื่อว่า ถ้าหนูไปกัดสายธนูของนายพราน นายพรานจะช่วยยิงกาไม่ให้กามากินถั่วงาได้ แต่เรื่องมันไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยซะแล้ว เพราะหนูแกตั้งเงื่อนไขตั้งเยอะแยะ ต้องให้ตำแหน่งรัฐมนตรีเท่านั้นเท่านี้ เอ๊ย แกปฏิเสธไม่ช่วยด้วยพูดตัดไมตรีว่า “กงการอะไรของข้า” หรือ “ไม่ใช่เรื่องของกู” กระบวนการแก้ปัญหาจึงต้องลากยาวต่อไป


หลานไม่ละความพยายาม ไปขอร้องแมวให้ช่วยกัดหนูให้ทีซิ แมวพอฟังปัญหาแล้วก็ร้องเหมียวๆ หนีไป “กงการอะไรของข้า”

ไปหาใครก็ได้รับปฏิเสธหมด

ข้อความนี้แสดงถึงอะไร แสดงถึงการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด แก้ไม่ครบเหตุปัจจัยนั้นเอง

จนกระทั่งไปขอร้องแมลงหวี่ แมลงหวี่พอได้ฟังปัญหาของหลานแล้ว เข้าใจและเห็นใจหลานที่มีความทุกข์ แมลงหวี่จึงรับอาสาไปตอมตาช้างให้หลาน พอแมลงหวี่ร้องว่า “Yes, I"ll help you, boy (ฮิฮิ)” เท่านั้น กระบวนการแก้ปัญหาก็วิ่งฉิวไปเรื่อยๆ ติดต่อเป็นสาย จนกระทั่งหนูจะไปกัดสายธนูนายพราน นายพรานรับอาสาไปยิงกาให้ แล้วกาก็ไม่มากินถั่วกินงาอีกต่อไป

สังเกตดีๆ การแก้ปัญหาที่ผิดทาง ถึงจะใช้ความพยายามมาก ใช้ทรัพย์สินมากมาย ลงทุนมากมายใหญ่โตสักปานใด ก็ไม่สามารถแก้ได้ ยิ่งแก้ปัญหายิ่งพัวพันยุ่งหยิง บางทีแทนที่จะแก้ได้ กลับผูกปมปัญหาใหม่ยุ่งยากและซับซ้อนกว่าเดิมก็มี ท่านจึงเปรียบเป็นรูปธรรมเหมือนช้าง (ตัวโต ตาเล็ก) สัตว์ตัวสุดท้ายที่หลานไปขอร้อง และถูกปฏิเสธ

แมลงหวี่ ตัวเล็กนิดๆ เปรียบได้กับ “สติ” เมื่อเกิดสติฉุกคิด และยับยั้งชั่งใจได้ แสดงว่ามาถูกทางแล้ว สติเกิดปัญญาก็เกิดตามมา เมื่อเกิดปัญญา ปัญหาไม่ว่าใหญ่หรือเล็กก็จะแก้ได้ในที่สุด ดังแมลงหวี่ช่วยหลานแก้ปัญหาในนิทาน “ยายกะตา” นี้แล

มีข้อสังเกตแถมอีกนิดก็คือ ถ้าบุคคลในสังคมแต่ละคนรู้จักใช้สติปัญญาช่วยกันคนละไม้ละมือ ย่อมสามารถช่วยแก้ปัญหาประเทศชาติได้ ถ้าคิดว่าเราตัวเล็กนิดเดียวจะไปช่วยอะไรได้แล้วก็ปล่อยไป ปัญหาที่มีก็เลยหมักหมม เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เพราะต่างก็คิดว่า ธุระไม่ใช่ ไม่ช่วยกันเอาภาระ แต่ถ้าทุกคนคิดว่า ตนแม้จะเล็ก มีความสามารถจำกัด ก็ยังช่วยเหลือสังคมได้ ดุจแมลงหวี่ตัวเล็กๆ ยังผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาให้เด็กน้อยในนิทานได้

รู้รักสามัคคี ช่วยกันคนละไม้ละมือ มีหรือโลกนี้จะไม่น่าอยู่ แม่นบ้อครับ ?







ขอขอบคุณที่มา :  http://www.dhammajak.net
                           ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต





 













 
๏ปฟ












เธซเธ™เน‰เธฒเนเธฃเธ | เน€เธเธตเนˆเธขเธงเธเธฑเธšเนเธœเธ™เธ‡เธฒเธ™ | เน€เธ„เธฃเธทเธญเธ‚เนˆเธฒเธขเนเธฅเธฐเธเธดเธˆเธเธฃเธฃเธก | เธœเธฅเธœเธฅเธดเธ•เนเธฅเธฐเธฃเธฒเธขเธ‡เธฒเธ™ | เธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเธ–เธดเธ•เธด | เธเธฒเธฃเธˆเธฑเธ”เธเธฒเธฃเธ„เธงเธฒเธกเธฃเธนเน‰ | เธซเธ™เนˆเธงเธขเธ‡เธฒเธ™ | เธ•เธดเธ”เธ•เนˆเธญเนเธœเธ™เธ‡เธฒเธ™ | เน€เธˆเน‰เธฒเธซเธ™เน‰เธฒเธ—เธตเนˆเธ”เธนเนเธฅเธฃเธฐเธšเธš
เนเธ™เธฐเธ™เธณเนเธœเธ™เธ‡เธฒเธ™ | เธ‚เนˆเธฒเธงเธเธดเธˆเธเธฃเธฃเธก | เน€เธเธฒเธฐเธ•เธดเธ”เธเธดเธˆเธเธฃเธฃเธกเน€เธ”เนˆเธ™ | เธซเธ™เนˆเธงเธขเธ‡เธฒเธ™เธ—เธตเนˆเน€เธเธตเนˆเธขเธงเธ‚เน‰เธญเธ‡ | เธœเธฅเธœเธฅเธดเธ•เนเธฅเธฐเธฃเธฒเธขเธ‡เธฒเธ™| เธฃเธฒเธขเธ‡เธฒเธ™เธชเธธเธ‚เธ เธฒเธž| เธเน‰เธฒเธงเนƒเธซเธกเนˆเธเธฑเธš HISO | เธชเธ–เธฒเธ™เธเธฒเธฃเธ“เนŒเธชเธธเธ‚เธ เธฒเธžเธ›เธฃเธฐเน€เธ—เธจเน„เธ—เธข
เธเธฒเธฃเธงเธดเน€เธ„เธฃเธฒเธฐเธซเนŒเธชเธ–เธฒเธ™เธเธฒเธฃเธ“เนŒเธชเธธเธ‚เธ เธฒเธž | เธชเธ–เธฒเธ™เธเธฒเธฃเธ“เนŒเธ‚เนˆเธฒเธงเธชเธธเธ‚เธ เธฒเธž | เน€เธฃเธทเนˆเธญเธ‡เน€เธฅเนˆเธฒเธ‚เนˆเธฒเธงเธชเธธเธ‚เธ เธฒเธž | เธชเธทเนˆเธญเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅเธชเธธเธ‚เธ เธฒเธž | เนเธšเธšเธชเธณเธฃเธงเธˆเธชเธธเธ‚เธ เธฒเธž | webbord | เธ„เธณเธ–เธฒเธกเธ—เธตเนˆเธžเธšเธšเนˆเธญเธข | เธชเธกเธธเธ”เน€เธขเธตเนˆเธขเธกเธŠเธก | เธšเธฃเธดเธเธฒเธฃเธ‚เน‰เธญเธกเธนเธฅ