 |
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง [ วันพุธ ที่ 23 เดือน กันยายน 2552 ] |
|
| ภาคเหนือแชมป์ โรคฟันตกกระ ชี้เหตุแหล่งน้ำดื่มมีฟลูออไรด์สูง |
หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าปริมาณของสารฟลูออไรด์ที่เราได้รับอยู่ทุกวันนี้จะมีผลต่อสุขภาพของฟันและกระดูกของเราเป็นอย่างมาก ล่าสุดกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มีการตรวจพบโรคฟันตกกระในเด็กและฟลูออไรด์เป็นพิษต่อกระดูกในผู้สูงอายุ ในหลายจังหวัดแถบภาคเหนือของไทยซึ่งสาเหตุเกิดจากแหล่งน้ำที่ใช้บริโภคมีระดับฟลูออไรด์สูงเกินมาตรฐาน คือเกินกว่า 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตรตามเกณฑ์มาตรฐานที่กรมอนามัยกำหนด
น.พ.โสภณ เมฆธน รองอธิบดีกรมอนามัย ได้เล่าถึงปัญหาปริมาณฟลูออไรด์ในแหล่งน้ำบริโภคที่สูงเกินมาตรฐานซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคฟันตกกระในเด็กว่า จากการสำรวจเมื่อปี 2550 ที่ผ่านมาโดยกองทันตสาธารณสุข กรมอนามัยพบว่า ในพื้นที่ภาคเหนือแถบจังหวัดลำพูน อุตรดิตถ์และพะเยา พบมีประชากรเป็นโรคฟันตกกระในพื้นที่ถึงร้อยละ 22, 9 และ 20.4 ตามลำดับ และในปัจจุบันยังพบว่า โรคนี้ได้มีการกระจายตัวในภาคอื่นๆ ของประเทศทั้งในเขตภาคกลางและภาคใต้ ซึ่งอาการฟันตกกระเป็นความผิดปกติของฟันที่เกิดจากการได้รับฟลูออไรด์สูงเกินเกณฑ์มาตรฐานที่ระดับ 0.7 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยเฉพาะในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 8 ปี ซึ่งลักษณะของฟันตกกระจะสังเกตได้จากผิวฟันมีสีขาวขุ่นเหมือนชอล์ก ในรายที่เป็นรุนแรงผิวฟันจะเห็นเป็นสีน้ำตาล เป็นหลุมหรือกระเทาะไม่สามารถรักษาให้หายกลับสู่สภาวะปกติได้ การแก้ปัญหาเพื่อให้ฟันสามารถใช้งานได้คือ ทำครอบฟัน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องทำอย่างน้อย 2-4 ซี่ ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในราคาสูงถึงรายละ 8,000-16,000 บาท ดังนั้นการให้ความรู้แก่ประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาและสาเหตุของฟันตกกระ และเข้าใจถึงประโยชน์และโทษของฟลูออไรด์ รวมถึงวิธีการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องโดยให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ท.ญ.สุรัตน์ มงคลชัยอรัญ ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษกลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคด้านทันตสุขภาพ กองทันตสุขภาพ กรมอนามัย อธิบายว่า การแก้ปัญหาโรคฟันตกกระในพื้นที่ภาคเหนือในขณะนี้กรมอนามัยได้พยายามรณรงค์ให้ประชาชนในพื้นที่ส่งตัวอย่างน้ำที่ใช้บริโภคเข้ารับการตรวจประเมินค่าปริมาณฟลูออไรด์ที่กองทันตสาธารณสุข กรมอนามัยอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งซึ่งเสียค่าใช้จ่ายไม่มากมีราคาไม่เกิน 100 บาทและเมื่อพบพื้นที่มีปัญหาฟลูออไรด์เกินมาตรฐานและพบประชากรเป็นโรคฟันตกกระ ก็จะมีการจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลและจะกระตุ้นให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งประปาชุมชนและหมู่บ้านเข้ามาร่วมกันดูแลแก้ไขปัญหา ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือ ให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำจากแหล่งน้ำที่มีฟลูออไรด์ และจัดหาแหล่งน้ำใหม่โดยต้องมีการตรวจวัดระดับฟลูออไรด์ในแหล่งน้ำเหล่านั้นก่อนนำมาใช้ และควรเลือกเฉพาะแหล่งน้ำที่มีค่าฟลูออไรด์ต่ำ นอกจากนี้ยังแนะนำให้ประชาชนบริโภคน้ำฝน และน้ำผิวดิน แทนน้ำบาดาล โดยมุ่งเน้นในพื้นที่ที่มีปัญหารุนแรงเป็นหลัก ซึ่งการรณรงค์ให้ความรู้ได้เน้นเฉพาะกลุ่มของผู้ปกครองและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อเป็นการป้องกันในเบื้องต้น
เพราะสารฟลูออไรด์เป็นสารที่ไม่มีสี ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น จึงสังเกตได้ยาก การตรวจหาทำได้เฉพาะในแล็ปทดลองเท่านั้น ปัญหาฟันตกกระในเด็กจะเห็นได้อย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อเด็กมีอายุ 10-12 ปีไปแล้ว นั่นหมายถึงการได้รับสารฟลูออไรด์สะสมในร่างกายเป็นเวลานานและไม่สามารถรักษาอาการฟันตกกระให้กลับมามีสภาพปกติเหมือนเดิมได้ นอกจากนี้ในกลุ่มของผู้สูงอายุยังได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจากอาการฟลูออไรด์เป็นพิษต่อกระดูกทำให้เกิดอาการปวดข้อ ปวดกระดูก ข้อต่อต่างๆ เริ่มติด ขาโก่ง งอ ผิดรูปร่าง ร่างกายเคลื่อนไหวลำบากและพิการในที่สุด
ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ในเขตกิ่งอำเภอภูกามยาว จ.พะเยา ที่เคยพบปริมาณฟลูออไรด์ในระดับ 2.9 มิลลิกรัมต่อลิตรพบว่า ได้มีการแก้ไขปัญหาฟันตกกระในพื้นที่ของสถานีอนามัย 3 แห่ง คือ สถานีอนามัยตำบลดงเจน สถานีอนามัยตำบลแม่อิง และสถานีอนามัยบ้านเจน และมีพื้นที่เสี่ยงอยู่ในข่ายเฝ้าระวังแห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างดำเนินการคือ ในเขตตำบลห้วยแก้ว ซึ่งการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาให้บรรลุผล เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาในเขตพื้นที่ตำบลดงเจนที่เปิดโอกาสให้ชาวชุมชนเลือกตัดสินใจแก้ไขปัญหาโดยใช้วิธีให้ทุกครัวเรือนหันมาบริโภคน้ำฝน พร้อมกับได้รับการสนับสนุนจาก อบต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอบรมให้ความรู้แก่ชาวบ้านรวมทั้งจัดหาโอ่งน้ำโดยจัดตั้งเป็นกองทุนโอ่งให้ชาวบ้านสามารถผ่อนชำระได้เป็นรายเดือน ทำให้ระดับความชุกของโรคฟันตกกระที่พบในชุมชนจากเดิมเมื่อปี 2541 ที่อยู่ในระดับ 6 มากกว่าเกณฑ์ในระดับสูงสุดซึ่งอยู่เพียงแค่ระดับ 4 ในปัจจุบันระดับของโรคลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2-3 จากตัวอย่างดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนนั้นถือเป็นพลังสำคัญนั่นหมายถึง เมื่อชุมชนเข้มแข็งก็จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นประสพผลสำเร็จได้ด้วยดี
| |
|
|
|
 |
| |