หน้าแรก

 
  

 



สุขภาพคนไทย 2551
( อ่านรายงานทั้งหมด )

 



ThaiHealth 2008
( อ่านรายงานทั้งหมด )

 



การสาธารณสุขไทย 2548 - 2550
( อ่านรายงานทั้งหมด )

 



สุขภาพคนไทย 2550
( อ่านรายงานทั้งหมด )

 



ThaiHealth 2006
( อ่านรายงานทั้งหมด )

 



สุขภาพคนไทย 2549
( อ่านรายงานทั้งหมด )

 



ThaiHealth 2006
( อ่านรายงานทั้งหมด )

 



สุขภาพคนไทย 2548
( อ่านรายงานทั้งหมด )

 



ThaiHealth 2005
( อ่านรายงานทั้งหมด )

 



การสาธารณสุขไทย
2544 - 2547
( อ่านรายงานทั้งหมด )

 



Thailand Health Profile
2001 - 2004
( อ่านรายงานทั้งหมด )

 



การสำรวจสภาวะสุขภาพอนามัยของ
ประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย
ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2546 - 2547
( อ่านรายงานทั้งหมด )

 



สถานการณ์การแพทย์แผนไทย
การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์
ทางเลือก ประจำปี พ.ศ. 2548 - 2550
( อ่านรายงานทั้งหมด )

 













โรคจิตชอบสะสมสมบติบ้า



 

               เคยคิดไหมว่า ในจำนวนจดหมาย และไปรษณียภัณฑ์ที่เราได้รับมาตลอด ชีวิตนั้น ถ้าไม่โยนทิ้งไปเสียบ้าง จะมีจำนวนมากมายแค่ไหน ผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้ เห็นจะเป็น กระทาชายนาย แพทรีซ มัวร์ นักสะสมผู้รักสันโดษชาวนิวยอร์ก วัย 43 ปี


               ทุกๆ วันมัวร์จะรอรับพัสดุไปรษณีย์ที่เจ้าหน้าที่นำมาส่ง อันประกอบด้วย หนังสือพิมพ์ ตำรา นิตยสาร แค็ตตาล็อก และใบปลิวเชิญชวนต่างๆ รับมาแล้วก็นำไปเก็บรวบรวมไว้ โดยนำของที่ได้ใหม่ไปตั้งรวมไว้กับของเก่าตามประสาผู้นิยมการสะสม แต่ก็ไม่ได้จัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อเวลาผ่านไป วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า พัสดุเหล่านี้ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ จนกระทั่งมันกองสูงท่วมหัวไปจรดเพดาน แล้วขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ จนเต็มห้องเช่าไร้หน้าต่างขนาดเก้าตารางเมตรของเขา ปลายปี 2546 ภูเขาเอกสารนี้ก็เกิดถล่มทลายลงมาทับพ่อเจ้าประคุณมัวร์ในขณะที่เขากำลังยืนอยู่ เขาต้องยืนอยู่สองวันเต็มๆ กว่าเพื่อนบ้านจะได้ยินเสียง ร้องอู้อี้ๆ ให้ช่วย เจ้าของห้องเช่าต้องเอาชะแลงงัดห้องเข้าไป
แล้วหลังจากนั้นอีกหนึ่งชั่วโมง บรรดาเพื่อนบ้านและนักผจญเพลิงซึ่งทำหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย จึงเข้ามาช่วยกันขุดเอานายมัวร์ขึ้นมาจากกองกระดาษและส่งเขาไปรับการรักษา


               หนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวเอกสารถล่มให้ข้อสังเกตไว้ว่า มัวร์ยังโชคดีกว่า โฮเมอร์ และ แลงลีย์ คอลล์เยอร์ สองพี่น้องยอดนักสะสม ทั้งสองใช้เวลากว่า 40 ปี สะสมสิ่งของที่หมดประโยชน์แล้วจนแน่นคฤหาสน์ที่เมืองฮาร์เลม สิ่งของที่ว่า ได้แก่ หนังสือพิมพ์ ต้นคริสต์มาสเก่าๆ เก้าอี้โยก เปียโนสิบกว่าหลัง และแม้แต่รถยนต์ที่ถอดเป็นชิ้นๆ แล้ว ข่าวเล่าว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2490 มีผู้พบโฮเมอร์เสียชีวิตเนื่องจากไม่ได้ รับประทานอาหาร และอีก 18 วันต่อมา คนงานของเทศบาลนครฮาร์เลมจึงพบศพของแลงลีย์ในสภาพถูกสัมภารกกลบทับเสียมิดชิด


                เป็นเวลานานทีเดียวที่นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อว่า การเก็บสะสมสมบัติที่หยุดไม่ได้เช่นนี้เป็นเพียงกลุ่มอาการย่อยของโรคจิตชนิดย้ำคิดย้ำทำ (obsessive-compulsive disorder) แต่จากการศึกษาใหม่พบว่า มันอาจเป็นโรคอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนโรคใดๆ ที่เกิดในวงจรของ
สมอง ปัจจุบันเมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นมาทำวิจัยเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน
เพื่อแก้ปัญหาของคนนับพันที่มีพฤติกรรมแบบนายมัวร์ และเป็นการช่วยเจ้าของห้องเช่าหรือบรรดา
ญาติมิตรของผู้ที่ชอบสะสมสมบัติบ้าให้รับมือกับคนที่มีอาการแบบนี้ได้


               ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ตั้งทฤษฎีว่า โรคชอบสะสมสมบัตินี้เป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่เกิดวิปริตผิดเพี้ยนไป อันที่จริงแล้วในอาณาจักรสัตว์ สัญชาตญาณการสะสมสิ่งของเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และมีวิวัฒนาการมาอย่างชัดเจน ตัวอย่างของยอดนักสะสมตัวยงคือ นกเจย์สีเทาแห่งอาร์กติก ซึ่ง ทอม เวต นักชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยมลรัฐโอไฮโอ เมืองโคลัมบัส เล่าถึงพฤติกรรมของนกชนิดนี้ไว้ว่า เนื่องจากมันต้องการหลักประกันว่าจะมีอาหารเพียงพอสำหรับฤดูหนาว อันมืดมิดและยาวนาน มันจึงต้องบินไปบินมาเป็นจำนวนถึงแสนครั้ง เพื่อคาบเอาลูกเบอร์รี่ แมงมุม และแมลงต่างๆ มาเก็บตุนเอาไว้ นอกจากนี้การเก็บตุนอาหารอาจเป็นกลยุทธ์ของสัตว์เพื่อดึงดูดใจเพศตรงข้ามให้มาผสมพันธุ์ก็เป็นได้ ดังเช่น นกวีตเทียร์สีดำตัวผู้ ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณภูเขาที่แห้งแล้งของทวีปยุโรป เอเชีย และแอฟริกา มันต้องใช้เวลาและแรงงานมากพอสมควรทีเดียวในการขนก้อนหินหนักๆ มากองไว้ก่อนถึงฤดู ผสมพันธุ์ ตัวที่มีหินกองใหญ่ที่สุดจะมีโอกาสได้ผสมพันธุ์มากกว่าตัวอื่นๆ ซึ่ง เวต อธิบายว่า “พฤติกรรมเช่นนี้เรียกว่า ความสามารถในการหาทรัพยากร และเป็นวิถีทางที่จะโฆษณาให้นกตัวเมียรู้ว่า มันเป็นผู้ที่เหมาะสมในการสืบสายพันธุ์อย่างแท้จริง”


               พฤติกรรมการสะสมสำหรับสัตว์ต่างๆ เป็นเรื่องที่มีเหตุมีผล แต่การสะสมสมบัติบ้าของ
มนุษย์กลับเป็นการแสดง ออกถึงความเจ็บป่วย ในกรณีที่ถึงขั้นร้ายแรง นักสะสมอาจเอาสิ่งของอัดเข้าไปในบ้านทั้งหลังจนกระทั่งจะนอนเตียงก็นอนไม่ได้ โต๊ะที่มีก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เพราะมีของวางเต็มไปหมด กระทั่งห้องทั้งห้องก็ไม่มีที่เหลือไว้ให้เดิน จะ เชิญเพื่อนมาเที่ยวบ้านก็ทำไม่ได้ บิลเก็บเงินต่างๆ ที่ส่งมาก็มากจนจำไม่ได้แล้ว คนเหล่านี้ไร้ระเบียบวินัยจนไม่สามารถ จะทำงานทำการได้เหมือนคนอื่นๆ เมื่อแก่ตัวลงและความจำเริ่มเลอะเลือน เขาอาจจะจำไม่ได้เลยว่าเคยเก็บสะสมอะไรมาบ้าง ดังเช่นชายชราวัย 61 ปีคนหนึ่ง ซึ่งมารับการบำบัดที่ศูนย์บำบัดกลุ่มคลัตเทอร์เวิร์กช้อป ในเมือง
ฮาร์ตฟอร์ด รัฐคอนเนตทิคัต เขาเป็นคนที่ชอบเก็บสะสมหนังสือ กระดาษ และใบปลิวโฆษณาต่างๆ ของสะสมนั้นมีมากมาย มหาศาลจนแม้แต่ภรรยาของเขาเองก็เหลือที่จะทนได้ การณ์ปรากฏว่าในกองพะเนินเหล่านั้น มีเช็คค่าขายบ้านมูลค่าเป็นเลขถึงหกหลักของพ่อแม่เขาอยู่ด้วย แต่หาไม่พบเสียแล้ว เขาเล่าว่า “คุณคงนึกไม่ออกว่าผมรู้สึกอับอายแค่ไหน ที่ต้องเชิญทนายความมาพบแล้วขอให้เขาออกเช็คให้ใหม่อีกฉบับ”


               คนที่เป็นโรคแบบนี้มีมากแค่ไหน และเหตุใดจึงเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันในคนบางคน? ตอบยากจริงๆ เพราะในแง่หนึ่ง นักสะสมมักเก็บงำนิสัยนี้ไว้เป็นความลับ อย่างไรก็ดี นักวิจัยค้นพบรูปแบบที่น่าสนใจหลายประการ เช่น พฤติกรรมการชอบสะสมนั้นมักจะเป็นทั้งครอบครัว ดังที่ แรนดี โอ.
ฟรอสต์ นักจิตวิทยาที่วิทยาลัยสมิตกล่าวไว้ว่า “คนที่มีปัญหาแบบนี้มักจะมีญาติในลำดับแรก เช่น พ่อหรือแม่ เป็นก่อน ดังนั้นจึงอาจเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรืออาจเป็นผลจากการเจริญรอยตาม
แบบอย่าง”


               นักสะสมสมบัติบ้ามักจะเป็นคนอารมณ์อ่อนไหว เขาจะเชื่อมโยงคุณค่าทางอารมณ์กับ
สมบัติส่วนใหญ่ที่เขาเก็บสะสมไว้ อย่างเช่น การเก็บถ้วยกาแฟกระดาษที่ใช้แล้ว หรือปฏิทินที่ข้ามปีไปแล้ว ในเรื่องนี้ นิโคลัส มอลต์บี นักจิตวิทยาผู้บำบัดนักสะสมสมบัติบ้าที่สถาบันลีฟวิ่ง เมืองฮาร์ตฟอร์ด อธิบายว่า “คนไข้เหล่านี้จะถือว่าของสะสมของตนมีคุณค่าแบบเดียวกับที่คุณเห็นว่าเครื่องเพชรของคุณมีค่ายังไงยังงั้นแหละ” นักสะสมสมบัติบ้ามักจะเป็นคนฉลาดเฉลียว มีการศึกษาดี และโดยทั่วไปเป็นคนที่คิดอะไรซับซ้อนพอดู ซึ่ง ฟรอสต์ให้ข้อสังเกตว่า “เขาเหล่านี้จะมีวิธีคิดที่สร้างสรรค์กว่าพวกเรา
เยอะในเรื่องของการใช้ประโยชน์จากของสะสม”


               นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ถ้ามอง อย่างพื้นฐานที่สุด คนไข้โรคชอบสะสม ไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิงในการตัดสินใจ ฟรอสต์เล่าถึงคนไข้คนหนึ่งที่มีนิสัยชอบสะสมว่า เขาอ่านพบบทความในนิตยสารท่องเที่ยว แล้วก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทิ้งบทความนั้นเสียหรือ เก็บไว้ดี หากจะเก็บควรเก็บในหัวข้อการท่องเที่ยว หรือหัวข้อของประเทศที่ บทความนั้นกล่าวถึง เมื่อตัดสินใจไม่ได้ก็เลยทำ
สำเนาเสียหลายๆ ชุดแล้วเก็บไว้กับทุกหัวข้อเสียเลย


                การตัดสินใจไม่ถูกนี้แผ่ขยายไปถึงชีวิตในด้านอื่นๆ ด้วย นักสะสมจะตัดสินใจไม่ได้ว่าควรทำอะไร ดังนั้นในแต่ละวันพวกเขาจะคิดสร้างโครงการต่างๆ กว่าสิบโครงการ ศ. สัญชัย สักเสนา
ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองลอสแองเจลิส กล่าวว่า “แล้วพวกเขาก็กระโดดข้ามจากโครงการนั้นไปโครงการนี้ให้วุ่นไปหมด” นอกจากนี้ คนไข้จะมีปัญหาตัดสินใจไม่ถูกว่าควรพูดมากพูดน้อยเท่าไรจึงจะเหมาะสม ศาสตราจารย์กล่าวอีกว่า “พวกเขาจะพูดมากจนเกินความจำเป็น เมื่อคุณถามอะไรสักอย่าง เขาจะตอบจนละเอียดยิบ เกินกว่าคำตอบธรรมดาๆ ที่เราตอบกัน”


               การรักษาโรคชอบสะสมจะต้องรักษาอีกแนวทางหนึ่ง ไม่เหมือนโรค ย้ำคิดย้ำทำ เพราะโรคชอบสะสมไม่ตอบสนองต่อการรักษาโดยใช้ยาต้านอาการซึมเศร้า และคนไข้จะมีความสุขกับ สิ่งของที่อยู่รายรอบตัว ในเรื่องนี้ มอลต์บีอธิบายว่า “โรคชอบสะสมจะคล้ายไปทางโรคบ้าการพนันหรือโรค บ้าซื้อของมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่คนไข้ทำแล้วมีความสุข” ยิ่งไปกว่านั้น จาก การสแกนสมองด้วยเครื่องพีอีที (positron-emission tomography : PET) ยังบ่งชี้ว่า โรคชอบสะสมกับโรคย้ำคิดย้ำทำมีลักษณะที่แตกต่างกัน ชัดเจน จากงานวิจัยของ ศ. สักเสนาที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านจิตเวชศาสตร์ของ อเมริกา ฉบับเดือนมิถุนายน รายงานว่า บริเวณที่เรียกว่า ซิงกูเลต ไจรัส ในโครงสร้างของสมองส่วนกลาง จากด้านหน้าไปถึงด้านหลัง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและการตั้งสมาธิ สมองส่วนนี้ของคนไข้โรคชอบสะสมจะแสดงระดับการทำงานต่ำกว่า คนปกติธรรมดา แต่ในคนไข้โรคย้ำคิดย้ำทำซึ่งไม่ได้เป็นโรคชอบสะสมจะไม่แสดงลักษณะนี้ออกมาเลย ในทางตรงกันข้ามสมอง
บริเวณที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความกังวลจะแสดงการทำงานในระดับสูงมาก หากเขาต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับอันตราย ความสกปรกปนเปื้อน และความเป็นระเบียบเรียบร้อย


               มีงานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ของมหาวิทยาลัยแห่งไอโอวาสนับสนุนสิ่งที่ ศ. สักเสนาค้นพบ ซึ่งได้ศึกษากลุ่มบุคคลที่ทุกข์ทรมานจากอาการบาดเจ็บในส่วนต่างๆ ของสมอง อันสืบเนื่องมาจากโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับระบบประสาท ผลการวิจัยบ่งชี้ว่า คนไข้จำนวนสิบสามคนไม่เคยแสดงอาการมาก่อนเลยว่ามีแนวโน้มที่จะชอบเก็บสะสม จนกระทั่งเกิดอาการบาดเจ็บที่สมองส่วนหน้าจนถึงสมองส่วนกลาง บริเวณซึ่งเป็นซิงกูเลต ไจรัสส่วนหน้า หลังจากนั้น คนไข้จึงกลายเป็นเหยื่อของอาการที่นักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า “การ คลั่งสะสมสิ่งของที่ไร้ประโยชน์จำนวนมหาศาล”


               ศ. สักเสนากล่าวถึงข้อเสนอแนะของงานวิจัยว่า ในการรักษาด้วยยาแก่คนไข้โรคชอบ
สะสมสมบัติ แพทย์ควรจะพิจารณาออกนอกขอบเขตของโรคย้ำคิดย้ำทำไปเลย สำหรับตัวเขาเองวางแผนที่จะทำการทดลองด้วยยากระตุ้นที่ปกติจะให้แก่คนไข้ที่เป็น โรคขาดสมาธิ เขากล่าวว่า “เราจะ
ลองใช้ยาริทาลิน และยาซึ่งช่วยเพิ่ม ความรับรู้ในคนไข้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ เป้าหมายของเราคือ
กระตุ้นความตั้งใจและทำให้คนไข้มีสมาธิดีขึ้น โดยดูผลของยานี้ว่าจะช่วยให้คนไข้มีอาการดีขึ้นหรือไม่”


               ในเวลาเดียวกันฟรอสต์และ เกล สเตเกที แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน กำลังศึกษาวิธีการ
บำบัดคนไข้เพื่อให้เกิดพฤติกรรมการรับรู้อย่างแท้จริง ฟรอสต์กล่าวว่า เราจะเน้นพฤติกรรมสามอย่าง
ต่อไปนี้ คือ คนไข้ต้องรู้จักจัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ ต้องรู้ว่าควรจะซื้อหาสิ่งของใหม่ๆ เข้ามาได้มากน้อยแค่ไหน และส่วนสำคัญที่สุด คือ ต้องรู้จักทิ้งสิ่งของต่างๆ ไปบ้างตามระยะเวลาที่ผ่านไป ขณะนี้นักวิจัยกำลังพัฒนารูปแบบการรักษาซึ่งใช้เวลาประมาณหกเดือน อันเป็นระยะเวลาที่คนไข้จะต้องต่อสู้กับจิตใจของตนเอง โดยการทิ้งสมบัติหรือสิ่งของบางอย่างออกไป


               มอลต์บีเห็นด้วยว่า การบำบัดโดยผู้มีประสบการณ์สูงจะช่วยให้ คนไข้โรคชอบสะสม
วิเคราะห์ความคิดของตัวเองขณะที่พิจารณาเลือกสิ่งของได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เขากล่าวว่า “ปัญหานี้ไม่ได้แก้ง่ายๆ เพียงแค่ทำความสะอาด ไม่ใช่เพียงแค่เข้ามารื้อสมบัติบ้าแล้วขนออกไปทิ้ง เพราะคนไข้ก็จะเก็บสะสมใหม่อีก คุณต้องแก้ปัญหาให้ลึกลงไปถึงจุดที่คนไข้เกิดการตัดสินใจเลยทีเดียว” แปลและเรียบเรียงจาก Conspicuous Compulsion, Discover,






ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ที่มา : โดย..เจมินี
แปลและเรียบเรียงจาก Conspicuous Compulsion, Discover
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต






 












หน้าแรก | เกี่ยวกับแผนงาน | เครือข่ายและกิจกรรม | ผลผลิตและรายงาน | ข้อมูลสถิติ | การจัดการความรู้ | หน่วยงาน | ติดต่อแผนงาน | เจ้าหน้าที่ดูแลระบบ
แนะนำแผนงาน | ข่าวกิจกรรม | เกาะติดกิจกรรมเด่น | หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | ผลผลิตและรายงาน| รายงานสุขภาพ| ก้าวใหม่กับ HISO | สถานการณ์สุขภาพประเทศไทย
การวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพ | สถานการณ์ข่าวสุขภาพ | เรื่องเล่าข่าวสุขภาพ | สื่อข้อมูลสุขภาพ | แบบสำรวจสุขภาพ | webbord | คำถามที่พบบ่อย | สมุดเยี่ยมชม | บริการข้อมูล