HISO - เรื่องเล่าข่าวเด่น

  
   Follow us      
  
หนังสือพิมพ์แนวหน้า [ วันที่ 07/06/2564 ]
กระจายวัคซีนครบทุกจังหวัดเดินหน้าตามแผนกทม.เปิด 25 จุด/ฉีดวันละ 7 หมื่น

เรือนจำติดเชื้อเพิ่มอีก604รายตรวจแคมป์ก่อสร้างกลางกรุงพบไม่ผ่านเกณฑ์เฉียดร้อยแห่งเอกชนเล็งเปิดราคา'โมเดอร์นา'ไทยป่วยใหม่2,671คน/ดับ23ศพ
          ไทยติดเชื้อวันเดียว 2,671 ราย ตายเพิ่ม 23 ศพ สะสม 1,236 คน โคม่า 1,209 คน ใส่ท่อหายใจ 361 คน ศบค.ห่วงกัมพูชาทะลักเข้าประเทศวันเดียว 76 ราย มี 16 ราย ลักลอบผิดกฎหมาย  ย้ำเปิด 23 ช่องทาง ใน 22 จว.ให้คนไทยกลับ  กทม. เฝ้าระวัง 63 พื้นที่ เจอใหม่อีก 5 แห่งใน 4 เขตทั้งตลาด-แคมป์ก่อสร้าง เผยผลตรวจคัดกรองแคมป์คนงานไม่ผ่านเกณฑ์มากถึง 97 จุดสั่งปรับปรุงด่วน  ด้านนายกฯ ตรวจเยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ- ผู้ประกันตน ม.33 ที่เริ่มปูพรมฉีดพร้อมกันทั่วประเทศ 7 มิ.ย. ปรับแผนกระจายวัคซีนส่งรายจังหวัดแบบรายสัปดาห์ ยันไม่เลื่อน อนุทินแจงวัคซีนทยอยมาต้องค่อยๆ ให้บริการ ที่หมดเร็วเพราะพื้นที่เร่งฉีดก่อนลอตใหม่มา  ผู้ว่าฯอัศวินยันความพร้อม 25 จุดบริการวัคซีนนอกรพ.ที่เริ่มดำเนินการจันทร์นี้ โดยฉีดได้ 7 หมื่นคนต่อวัน และวันที่ 7-14 มิ.ย. ได้ฉีดแอสตราฯ
          เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน  นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. แถลงสถานการณ์ประจำวันว่า  ไทยมีผู้ติดเชื้อใหม่ 2,671 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 1,984 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 1,095 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 889 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในเรือนจำ 604 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 83 ราย ทำให้มียอด ผู้ติดเชื้อสะสม 177,467 ราย หายป่วย เพิ่มเติม 2,242 ราย หายป่วยสะสม 126,517 ราย อยู่ระหว่างรักษา 49,714 ราย
          ตายเพิ่ม23-โคม่า1,209คน
          ทั้งนี้ มีผู้ป่วยอาการหนัก 1,209  ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 361 ราย มีรายงาน ผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 23 ราย เป็นชาย 12 ราย หญิง 11 ราย อยู่ใน กทม. 13 ราย สมุทรปราการ 4 ราย ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา นครศรีธรรมราช สระบุรี สระแก้ว ระยอง จังหวัดละ 1 ราย ทำให้มีผู้เสียชีวิตสะสม 1,236 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มีผู้ติดเชื้อ สะสม 173,717,565 ราย เสียชีวิตสะสม 3,736,092 ราย
          ติดเชื้อตปท.พุ่ง83-หนีเข้าเมืองอื้อ
          นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า  สำหรับผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 83 ราย ในจำนวนนี้มี 76 ราย มาจากกัมพูชา โดย 16 ราย ลักลอบเข้าเมืองผ่านช่องทางธรรมชาติ ขณะที่ตลอด 24 ชั่วโมง มีผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายได้ 173 ราย ศบค.จึงเน้นย้ำว่าคนไทยที่ต้องการกลับประเทศ ขอให้เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย โดยลงทะเบียนออนไลน์ หรือขอหนังสือรับรองจากสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่แต่ละประเทศเพื่อจะเข้ามาได้ หากเข้ามา แล้วไม่พบเชื้อจะให้กักตัวในสถานกักตัวของรัฐ 14 วัน หากพบเชื้อส่งรักษาที่โรงพยาบาล ทั้งนี้ เรามีจุดผ่านแดนที่อนุญาตให้ประชาชนกลับเข้าประเทศ 23 ช่องทาง ใน 22 จังหวัด
          5จว.เดิมป่วยพุ่ง-โผล่อีกรง.ปากน้ำ
          ส่วน 5 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อใหม่สูงสุด ได้แก่  กทม. 675 ราย สมุทรสาคร 288 ราย เพชรบุรี 196 ราย นนทบุรี 163 ราย สมุทรปราการ 124 ราย โดยพบ คลัสเตอร์ใหม่ที่เขตอุตสาหกรรมฟอกหนัง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ โดยมีผู้ติดเชื้อ รายใหม่ 16 คน  อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรค เสนอภาพพบผู้ติดเชื้อในต่างจังหวัด พบความเชื่อมโยงกับพื้นที่ที่มีการติดเชื้ออยู่แล้ว หลายจังหวัดที่มีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ พบว่าเชื่อมโยงกับกทม. ดังนั้น การควบคุมโรค จึงไม่ได้อยู่ที่พื้นที่อย่างเดียว แต่มาจากบุคคลที่เคลื่อนย้าย การที่เราจะมีมาตรการอะไรจึงส่งผลต่ออีกด้านหนึ่งเสมอ ฉะนั้น มาตรการที่เกิดขึ้นแห่งหนึ่ง ย่อมมีผลกระทบต่อคน สังคม และจังหวัดอื่นตามมา
          กทม.จับตา63พื้นที่-เจอใหม่5แห่ง
          นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ในกทม. มีพื้นที่ต้องเฝ้าระวัง 63 แห่ง พบใหม่ 5 แห่งใน 4 เขต ได้แก่ ตลาดเทวราชหรือตลาดเทเวศร์ เขตดุสิต ชุมชนเพชรบุรีซอย 10 เขตราชเทวี แคมป์ก่อสร้างบริษัทซิโน-ไทย เขตลาดพร้าว ชุมชนมาชิม และชุมชนเฉลิมอนุสรณ์ เขตวัฒนา
          แคมป์คนงานไม่ผ่านเกณฑ์97จุด
          นอกจากนี้ กทม.รายงานว่า การตรวจตลาดและประเมินสุขาภิบาลของตลาดที่ขึ้นทะเบียนกับกทม.ไว้แล้ว 102 แห่ง ส่วนแคมป์คนงานก่อสร้าง 409 แห่ง ตรวจไปแล้ว 367 แห่ง พบว่าผ่านแกณฑ์ 270 แห่ง ไม่ผ่านการเกณฑ์ 97 แห่ง ซึ่งในส่วนมาตรการนายจ้างต้องปรับปรุงการวางแผนเตรียมความพร้อมเมื่อพบผู้ป่วย ปรับปรุงเรื่องข้อมูลข่าวสารที่ต้องสื่อสารกับลูกจ้าง โดยเฉพาะ เรื่องภาษา ปรับปรุงที่นั่งรับประทานอาหารที่ไม่จัดเตรียมไว้ให้ ทำให้แรงงานต้องไปนั่งจับกลุ่มกัน ปรับปรุงห้องน้ำที่ยัง ไม่เหมาะสม รวมถึงการป้องกันการรวมตัวกันทำกิจกรรมสังสรรค์ดื่มกินหลังเลิกงาน
          โฆษกน้อมรับผิด-ไร้เจตนาปิดบัง
          นพ.ทวีศิลป์กล่าวด้วยว่า  โควิด-19 อยู่กับเรามาปีกว่า เรายึดหลักและรับนโยบายมาจากนายกรัฐมนตรีในฐานะ ผอ.ศบค. บางครั้งชุดข้อมูลไม่ชัดเจน แต่ไม่ได้มีเจตนาปกปิด และขอให้เครดิตกับผู้ทำงานเบื้องหลัง ที่ทำกัน 24 ชั่วโมงไม่ได้หยุดเพื่อให้ได้ข้อมูลมารายงานประชาชน ส่วนอะไรไม่ถูกต้องตนขอน้อมรับไว้ ข้อมูลส่วนใหญ่ 99% ไม่มีเจตนาจะปกปิด แต่บางครั้งมีความ ไม่เรียบร้อยของข้อมูล ซึ่ง ผอ.ศบค.เน้นว่าให้ยึดความถูกต้อง ทันการณ์ ทันเวลา โดยเอาความถูกต้องขึ้นก่อน และถ้าทันการณ์และ ทันเวลาได้จะดี ระบบข้อมูลอาจจะช้าหน่อย แต่ความเร่งรีบเราต้องบอกประชาชนให้ได้ โดยเร็ว เราทำทุกอย่างเต็มที่และดีที่สุด
          ยันไม่เลื่อนฉีด-หมดเพราะเร่งฉีด
          ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข (สธ.)กล่าวถึงกรณีมีโรงพยาบาลจำนวนหนึ่งประกาศเลื่อนให้บริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ หน่วยบริการเร่งฉีดให้เร็ว จนไม่สอดคล้องกับจำนวนที่ได้รับ  เมื่อหมดก็ต้องรอลอตใหม่เข้ามา นับเป็นความหวังดี ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของวัคซีนที่จะทยอยมา ต้องจัดสรรให้ดี มิเช่นนั้นจะหมดก่อนที่ลอตต่อไปจะลงมาถึง แต่ขอย้ำว่า คนไทยได้รับวัคซีนทั่วถึงตามเป้าของรัฐบาลแน่นอน ตนมอบให้สำนักงานสาธารณสุข ไปทำความเข้าใจแล้ว วันที่ 7 มิถุนายนต้องให้บริการวัคซีนแก่ประชาชน ทาง สธ.พร้อมช่วยแก้ไขสถานการณ์
          เดือนเดียวไม่เสร็จ-วัคซีนมาเป็นลอต
          "บางคนได้ฉีดช้าบางคนก็เร็ว เพราะวัคซีนจะเข้ามาเป็นลอตๆ ไม่ได้เข้ามา รวดเดียวหมด จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้บริการเสร็จภายใน 1 เดือน ขอให้ประชาชนเข้าใจความเป็นจริง ทั้งนี้ การให้บริการได้วางแผนไว้แล้ว ที่ผ่านมาให้บริการกลุ่มเสี่ยง และคนมีโรคประจำตัว ในอนาคตจะให้บริการ กว้างขวางขึ้น สำหรับการจัดสรรวัคซีนลงแต่ละพื้นที่ คำนวณตายตัว ด้วยการนำจำนวนวัคซีนที่มีมาหารจำนวนจังหวัด จากนั้น จะมาคำนวณกับจำนวนประชากรแต่ละพื้นที่ ไปจนถึงสถานการณ์แต่ละจังหวัด ขอย้ำว่าหากเป็นพื้นที่สีแดง ต้องได้วัคซีนมากกว่าพื้นที่อื่นแน่นอน เป็นหลักควบคุมโรคทั่วไป" นายอนุทินกล่าว
          แอสตราฯ1.8ล้านโดสกระจายหมดแล้ว
          ผู้สื่อข่าวถามถึงการกระจายวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่ไทยเพิ่งได้รับมา 1.8 ล้านโดส นายอนุทินกล่าวว่า กระจายลงพื้นที่ แล้ว เพราะมีความต้องการสูง จากนี้ผู้ผลิตมีหน้าที่ส่งมอบให้ทันตามสัญญา และต้อง หารือกับกรมควบคุมโรค เพื่อวางแผนให้บริการประชาชนให้สอดคล้องกับจำนวนวัคซีนที่ได้รับเมื่อวัคซีนลงไปถึงพื้นที่ ให้เป็นบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัด และ สสจ.จังหวัดกระจายวัคซีนในพื้นที่ ซึ่งแต่ละจังหวัดล้วนมีวิธีที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ระหว่างนั้นกระทรวงต้องรอให้ผู้ผลิตส่งวัคซีนเข้ามาเพิ่ม ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ และความปลอดภัยอย่างละเอียด จึงจะให้บริการประชาชนตาม ขั้นตอน สำหรับวัคซีนทางเลือก สธ.สนับสนุน ให้เกิดขึ้น โดยจะช่วยเหลือการขึ้นทะเบียนหากมีขอเข้ามา จากนั้นเป็นหน้าที่ของ เอกชนหารือกับผู้ผลิต เพื่อนำมาให้บริการในประเทศ จะเห็นว่าภาครัฐสนับสนุนการ นำเข้าวัคซีนที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน
          รพ.บุษราคัมรับป่วย1.6พันคน-หาย818
          นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยถึงการดำเนินงาน ของรพ.บุษราคัม หลังเปิดรักษาผู้ป่วย โควิดโดยเฉพาะ ตั้งแต่ระยะที่ 1 วันที่ 14 พฤษภาคม 1,083 เตียง และระยะที่ 2 วันที่ 28 พฤษภาคม 1,076 เตียง รวมเตียงรักษาผู้ป่วยโควิดกว่า 2,000 เตียง ภาพรวมถือว่าระบบบริหารจัดการดูแลผู้ป่วยเรียบร้อยดี ขณะนี้ มีผู้ป่วยเข้ารักษารวม 1,600 ราย รักษาหายกลับบ้านแล้ว 818 ราย อยู่ระหว่างรักษา 706 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยกลุ่มอาการเล็กน้อย 420 ราย กลุ่มอาการปานกลาง 286 ราย ส่วนผู้ป่วยอาการหนัก หรือมีอาการปอดอักเสบที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่งต่อรักษา 76 ราย ได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชนทั้ง 25 แห่ง รับรักษาดูแลผู้ป่วยเต็มประสิทธิภาพ เพื่อลดความสูญเสีย นอกจากนี้ ยังมีบุคลากรทางการแพทย์จิตอาสาจากโรงพยาบาลทั้งในเขตกทม. และต่างจังหวัด ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาช่วยกันดูแลผู้ป่วย
          ทั้งนี้ โรงพยาบาลภาครัฐและเอกชนทั้ง 25 แห่ง ได้แก่ 1. รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 2. รพ.ศิริราช 3. รพ.พลังแผ่นดิน 4. รพ.เอกชน 5. รพ.ศรีธัญญา 6. สถาบันโรคทรวงอก 7. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี 8. สถาบันประสาทวิทยา 9. รพ.วชิรพยาบาล 10. รพ.กลาง 11. รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ 12. รพ.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อ.องครักษ์ จ.นครนายก 13. รพ.พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี 14. รพ.สามโคก จ.ปทุมธานี 15. รพ.นครนายก 16. รพ.พระนครศรีอยุธยา 17. รพ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา 18. รพ.สิงห์บุรี 19. รพ.ปทุมธานี 20. รพ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี 21. รพ.สระบุรี 22. รพ.ราชบุรี 23. รพ.เจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี 24. รพ.พหลพลพยุหเสนา จ.กาญจนบุรี และ 25. รพ.สมุทรปราการ
          นายกฯตรวจฉีดวัคซีนบางซื่อ7มิ.ย.
          ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก รัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เตรียมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ และศูนย์ฉีดวัคซีนผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกรุงเทพฯ ที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง วันที่  7 มิถุนายน โดยศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อมีเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้อย่างน้อยวันละประมาณ 10,000 คน ซึ่งดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ จากที่เริ่มดำเนินการเบื้องต้นตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม ส่วนการเปิดบริการจริงเต็มรูปแบบวันที่ 7 มิถุนายน จะเปิดให้บริการประชาชนที่ลงทะเบียนนัดหมายล่วงหน้าก่อนแล้วเท่านั้น เพื่อความชัดเจนว่าประชาชนที่เดินทางมาที่สถานีกลางบางซื่อ จะได้รับการฉีดวัคซีนตามกำหนดที่นัดหมายแน่ และลดความแออัดของสถานที่ฉีดวัคซีน อีกด้วย
          ฉีดผู้ประกันตนม.33ในกทม.45จุด
          นายอนุชากล่าวต่อว่า สำหรับการฉีดวัคซีนให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกรุงเทพฯนั้น กระทรวงแรงงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการบริการฉีดวัคซีนแก่ผู้ประกันตน มาตรา 33 เพื่อควบคุมการระบาดในสถานประกอบการ รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่แก่แรงงานภาคธุรกิจ เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว สร้างความเชื่อมั่น ให้ภาคเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป  โดยเริ่มฉีดตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายนให้ ผู้ประกันตนที่แจ้งความประสงค์รับวัคซีนไว้กับฝ่ายบุคคลของสถานประกอบการในพื้นที่กรุงเทพฯและได้บันทึกลงระบบ e - service  ของสำนักงานประกันสังคมไว้แล้ว ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมกำหนดจุดฉีดไว้ 45 จุดทั่วกรุงเทพฯ  มีศักยภาพฉีดได้วันละ 50,000 คน สำหรับการฉีดวัคซีนให้ประชาชนกลุ่มอื่นที่นัดหมายไว้ก่อนแล้วนั้น ดำเนินการได้ทั่วประเทศตามแผนเดิม ส่วนการจัดส่งวัคซีนจากส่วนกลางไปสถานที่ฉีดวัคซีนทั่วประเทศ ปรับให้เหมาะสม กับสถานการณ์ จากเดิมที่ส่งให้จังหวัดเป็นรายเดือนได้ปรับเป็นแบบรายสัปดาห์ตามสถานการณ์แทน
          บางซื่อพร้อมเปิดฉีดคนทั่วไป7มิ.ย.
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สถานีรถไฟกลางบางซื่อ พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ ผู้บังคับการตำรวจรถไฟ (ผบก.รฟ.) จัดเตรียมพื้นที่พร้อมรองรับประชาชนที่กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข ร่วม บูรณาการกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ปูพรมเปิดให้ประชาชนเริ่มฉีดวัคซีนวันแรก 7 มิถุนายน ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื่อ ตั้งแต่เวลา 09.00 - 20.00 น. ซึ่งนายกฯจะลงพื้นที่มาตรวจเยี่ยมด้วย พล.ต.ต.อำนาจ กล่าวว่า วันที่ 7 มิถุนายน นอกจากจัดเตรียมสถานที่แล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สธ. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม
          พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) สั่งกองบังคับการตำรวจรถไฟ(บก.รฟ.) จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟ อำนวยความสะดวกประชาชนเดินทางมายังสถานีกลางบางซื่ออีกด้วย โดยประชาชนสามารถเดินทางมาด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงิน รถขนส่งมวลชนสาธารณะ จัดรถประจำทาง ขสมก. 3 เส้นทาง ได้แก่ ท่าน้ำบางโพสถานีเตาปูนสายสีม่วง, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว, BTS สถานีหมอชิต หรือ รถไฟฟ้าใต้ดินสถานี สวนจตุจักร, สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (เป็นวงรอบ) รวมไปถึงจุดจอดรถที่สามารถรับได้ถึง 1,500 คัน
          25จุดฉีดนอกรพ.-ฉีด7หมื่นคน/วัน
          อีกด้านหนึ่ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมหน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ณ สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอสว่า จุดบริการฉีดวัคซีนนอก โรงพยาบาล ณ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เขตหลักสี่ ซึ่งเป็น 1 ใน 25 หน่วยความร่วมมือบริการฉีดวัคซีนกรุงเทพมหานครหอการค้าไทย และโรงพยาบาลธนบุรี ตั้ง เป้าหมายบริการฉีดวัคซีน 1,000 - 2,000 คน/วัน ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น.วันนี้ ทดสอบระบบให้กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ บุคลากร ด่านหน้า อาสาสมัคร ซึ่งพร้อมให้บริการวัคซีนตามขั้นตอน  โดยประชาชนที่ลงทะเบียนจองฉีดวัคซีนโควิดผ่านระบบ "ไทยร่วมใจ" ขอให้มาตามวัน เวลาสถานที่ที่นัดหมาย ตามที่ระบบส่ง sms ไปให้ ไม่ต้องกังวลว่ามาแล้วจะไม่ได้ฉีด ยืนยันมาตามนัดจะได้ฉีดทุกคน 100% โดยวันที่ 7 - 14 มิถุนายน จะได้ฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ การให้บริการ ฉีดวัคซีนของกรุงเทพมหานคร จากเดิมตั้งเป้าฉีดวัคซีนทั้ง 25 แห่ง สามารถบริการได้ 38,000 - 50,000 คน/วัน ขณะนี้สามารถเพิ่มศักยภาพรองรับประชาชนได้ 70,000 คน/วัน ทั้งนี้ ขึ้นกับจำนวนวัคซีนที่จะได้รับจัดสรร
          รพ.เอกชนถกราคากลางวัคซีนโมเดอร์นา
          ขณะที่นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี เลขาธิการสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยว่า นายกสมาคมฯได้หารือกับองค์การเภสัชกรรม ซิลลิค ฟาร์มา ผู้นำเข้าวัคซีน โมเดอร์นา และมีความคืบหน้าแล้ว โดยวันที่ 7 มิถุนายน จะหารือร่วมกับสมาชิกสมาคม โรงพยาบาลเอกชน เพื่อแจ้งและกำหนดราคา
          ทั้งนี้ มีรายงานจากสมาคมฯว่า ราคาต้นทุนวัคซีนจะอยู่ที่ประมาณโดสละ 1,200 บาท ยังไม่รวมค่าบริการและค่าประกัน หากรวมค่าใช้จ่ายและค่าวัคซีน 2 โดส คาดว่า ราคาไม่เกิน 4,000 บาท และสมาคม โรงพยาบาลเอกชนจะพยายามลดราคาลงมาอีก เบื้องต้น สมาคมฯสั่งซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรม ประมาณ 10 ล้านโดส อาจได้รับวัคซีนตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป หรือเร็วกว่านั้น
          ขณะที่นายศรัณยู ชเนศร์ รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทในเครือรพ.กล้วยน้ำไท กล่าวยอมรับว่าเลือกไม่สั่งซื้อวัคซีนทางเลือก แต่ให้บุคลากรของ โรงพยาบาลเข้าช่วยเหลือรัฐบาลฉีดวัคซีนพื้นที่เสี่ยง และระบบประกันสังคมแทน
          เรือนจำติดเพิ่ม604รายรักษาหาย270คน
          นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เผยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเรือนจำและทัณฑสถาน ข้อมูลวันที่ 5 มิถุนายน  เวลา 16.00 น. มีผู้ต้องขังติดเชื้อรายใหม่ จำนวน 604 ราย รักษาหายเพิ่ม 270 ราย ทำให้มีผู้ต้องขังติดเชื้อที่ยังอยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ 13,926 ราย ภาพรวมสถานการณ์การแพร่ระบาดในเรือนจำและทัณฑสถาน พบว่ามีเรือนจำ/ทัณฑสถาน ที่ไม่พบการ แพร่ระบาดเพิ่ม รวมเป็นจำนวน 126 แห่ง และพบการแพร่ระบาดลดลงเหลือจำนวน 12 แห่ง เนื่องจาก เรือนจำ/ทัณฑสถาน 2 แห่ง พบว่าไม่มีการแพร่ระบาดภายใน  ทั้งนี้  ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้ มีเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้เล็กน้อย จากการสวอบตรวจหาเชื้อซ้ำในเรือนจำที่ยังพบการระบาด เพื่อยืนยันผลซ้ำและการคัดแยกผู้ติดเชื้อให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อันจะช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดอัตราผู้ป่วยหนัก ตลอดจนผู้ป่วย ที่จะเสียชีวิตได้ในที่สุด ซึ่งแม้จะมีตัวเลข ที่สูงขึ้นจากเดิม แต่หากเทียบกับการสวอบ ในระยะแรก จะพบว่าเริ่มมีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ ลดลงจากเดิม
          ด้านการดำเนินการฉีดวัคซีน นายอายุตม์ฯ กล่าวว่า ได้ฉีดวัคซีนในเรือนจำ /ทัณฑสถานแล้ว 5 แห่ง เสร็จแล้ว 2 แห่ง และอยู่ระหว่างการฉีดวัคซีน 3 แห่ง คือ เรือนจำกลางสมุทรปราการ ที่จะดำเนินการแล้วเสร็จในวันนี้ ส่วนเรือนจำพิเศษพัทยา และทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี จะดำเนินการแล้วเสร็จในวันที่ 7 มิถุนายน 2564 ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย


pageview  1182104    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved