HISO - เรื่องเล่าข่าวเด่น

  
   Follow us      
  
หนังสือพิมพ์แนวหน้า [ วันที่ 30/06/2563 ]
สธ.ย้ำการ์ดห้ามตกไร้ติดเชื้อ34วัน-อย่าประมาท

  เตือนปฏิบัติเข้ม5มาตรการเจอผู้ป่วยไข้หวัดมากกว่า5คนรีบแจ้งจนท.สาธารณสุขทันทีโพลล์ห่วงแผนรับมือเปิดเรียนข่าวดีต่อเนื่อง ไม่พบผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ในประเทศไทยติดต่อกันเป็นวันที่ 34 และไม่พบติดเชื้อในสถานที่กักตัวของรัฐ แต่กระทรวงสาธารณสุขเตือนประชาชนอย่าประมาท การ์ดอย่าตก  ต้องเคร่งครัด 5 มาตรการสาธารณสุขต่อเนื่อง ทั้งใส่แมส ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่าง ทางสังคม หลีกเลี่ยงที่คนแออัด กินร้อน ช้อนตัวเอง เนื่องจากสภาพอากาศ เปลี่ยน เสี่ยงป่วยไข้หวัดง่าย ชี้หากพบ คนป่วยไข้หวัดเป็นกลุ่มมากกว่า 5 คน ใน 1 สัปดาห์ แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขด่วน เพื่อเข้าไปตรวจสอบ ขณะที่โพลล์ระบุผู้ปกครองกังวลมาตรการป้องกันโควิด-19 ฝากให้โรงเรียนวางมาตรการป้องกันให้ชัดเจน
          เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค.แถลงสถานการณ์แพร่ระบาดในประเทศไทยประจำวัน
          ไทยไม่พบติดเชื้อในปท.-ที่กักตัว
          โดยวันนี้ไม่พบตัวเลขผู้ติดเชื้อ รายใหม่ในประเทศ และผู้ติดเชื้อใน สถานที่กักตัวของรัฐ ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 3,162  ราย มีผู้ป่วยหายป่วยเพิ่มอีก 13 ราย หายป่วยสะสม 3,053 ราย ซึ่งไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ ยอดสะสมคงที่ 58 ราย และไม่มี ผู้ป่วยติดเชื้อภายในประเทศติดต่อกัน 34 วัน
          สำหรับสถานการณ์ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อ 10,081,545 ราย และเสียชีวิต 496,866 ราย โดยวันเดียวกันนี้เป็นวันแรกที่ตัวเลข ผู้ป่วยติดเชื้อทั่วโลกพุ่งสูงทะลุ 10 ล้านคน ส่วนคนไทยที่ตกค้างในต่างประเทศและ จะเดินทางถึงประเทศไทยวันเดียวกันนี้  5 เที่ยวบิน 593 ราย ในวันที่ 29 มิถุนายน มี 3 เที่ยวบิน 491 ราย
          ไม่พบติดเชื้อในปท.ต่อเนื่องวันที่34
          ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ว่า วันนี้ประเทศไทยไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มในประเทศต่อเนื่องเป็นวันที่ 34 และไม่มีผู้ป่วยกลับบ้านได้ ทำให้สถานการณ์ คงเดิมคือ มีผู้ป่วยสะสม 3,162 ราย รักษาหายกลับบ้าน 3,053 ราย หรือคิดเป็น ร้อยละ 96.55 ของผู้ป่วยทั้งหมด ยังเหลือผู้ป่วยที่ยังรักษาอยู่ในโรงพยาบาล 51 ราย หรือร้อยละ 1.61 ผู้เสียชีวิตสะสม 58 ราย โดยระยะหลังผู้ติดเชื้อของไทยเป็นผู้ที่ เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ ซึ่งประเทศที่คนไทยเดินทางกลับมาและพบผู้ติดเชื้อสูงสุดคือ อินโดนีเซีย คูเวต ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) และอินเดีย ตามลำดับ
          สำหรับสถานการณ์ทั่วโลกวันนี้ มีผู้ติดเชื้อรายใหม่รวม 10,081,545 ราย เพิ่มขึ้น จากเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 176,582  ราย โดยประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุด 3 อันดับแรกคือ สหรัฐ บราซิล และอินเดีย ส่วนในทวีปเอเชียจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมสูงสุดคือ อินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศ ตามลำดับ ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับ 95 ของโลก
          สธ.เตือนอย่าประมาทการ์ดอย่าตก
          นพ.โสภณกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในประเทศมา ระยะหนึ่งแล้ว ขอให้ประชาชนอย่าประมาท การ์ดอย่าตก ต้องเข้มงวดการป้องกัน ตัวเอง สวมหน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้า ที่มีความจำเป็นที่ต้องใส่และพกติดตัวตลอดเวลา ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่างและหลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในที่แออัดมีคนรวมกันจำนวนมาก  กรณีที่ไม่สามารถเว้นระยะห่างได้ให้หลีกเลี่ยงการพูดคุยและสวมใส่หน้ากากตลอดเวลา และหมั่นสังเกตอาการ ป่วยของตนเอง หากป่วยไม่ควรออกนอกบ้าน ไปในที่สาธารณะ
          พบป่วยไข้หวัด5คน/สัปดาห์แจ้งสธ.
          นอกจากนี้ ผู้ให้บริการ เช่น ห้างร้าน หน่วยงาน ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนนานาชาติ สถาบันกวดวิชา กองถ่าย ยังคงต้องเข้มมาตรการป้องกันโรคต่อไป ทั้งนี้ ช่วงนี้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจป่วยเป็นหวัดได้ง่ายขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ทำร่างกายให้อบอุ่น นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ร่วมกับการใส่หน้ากาก ล้างมือ บ่อยๆ จะช่วยป้องกันโรคได้ ทั้งนี้ หากพบคนป่วยไข้หวัด ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปภายใน 1 สัปดาห์ในสถานที่เดียวกัน ให้รีบแจ้ง หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อสอบสวน หาสาเหตุการป่วย และควบคุมป้องกันโรค
          ต่างชาติยกไทยอันดับ1-ปชช.ร่วมมือ
          ขณะที่นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีประเมิน และจัดอันดับประเทศไทยอยู่ในอันดับ 1 ของประเทศที่ป้องกันไวรัสโควิด-19 ที่ดีที่สุดในโลก ว่า เป็นเกียรติของไทยมาก ถ้าดูสถานการณ์ในประเทศไทยถือว่ามาตรการที่ทำมาประสบความสำเร็จสูงมาก แต่ก็มีประเด็นที่เรายังปรับปรุงได้อีก ที่ผ่านมาไทยมีผู้ป่วยเพิ่มมากระยะหนึ่ง ก่อนค่อยๆ ลดลง ความสำเร็จจุดนี้คิดว่าเพราะประชาชนร่วมมือกับมาตรการรัฐดีมาก  ถ้าไม่คงคุมโรคนี้ยาก โรคคงไม่หยุด เราเห็นว่าไวรัสโควิด-19 หยุดชัดเจนเมื่อคนไทยเริ่มหยุดอยู่บ้านมากขึ้น ดูจากจำนวนคนใช้บริการรถไฟฟ้าเหลือเพียง 20% และทุกคนใส่หน้ากากผ้า เมื่อออกมานอกบ้าน ล้างมือ เหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เราควบคุมโรค ได้สำเร็จ
          กม.โรคติดต่อไม่พอคุมโควิดจี้ทบทวน
          นพ.ธนรักษ์กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินควบคุมสถานการณ์ด้วยนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ปิดน้อยมาก ที่ชัดเจนคือปิดพรมแดน ซึ่งต่างประเทศเรียกการปิดกิจการของไทยว่าเป็นแบบซอฟต์ ล็อกดาวน์ถ้าเทียบกับต่างประเทศถือว่า เราปิดเบามาก อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องดูระยะยาว การจะคุมสถานการณ์โรคได้ ทุกส่วนต้องร่วมมือกัน ชั่งน้ำหนักให้ได้
          ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ไวรัส โควิด-19 คลี่คลายมากแล้ว ถ้ายกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินและใช้เพียงพ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 อย่างเดียว เพียงพอหรือไม่ นพ.ธนรักษ์กล่าวว่า ไม่พอ เนื่องจากพ.ร.บ.โรคติดต่อ ยังมีข้อจำกัดในการใช้ บางอย่าง เช่น กฎหมายให้อำนาจผู้ว่าราชการ มีอำนาจดำเนินการ แต่กรรมการใหญ่ ไม่มีอำนาจเหนือผู้ว่าฯ ถ้าผู้ว่าฯ ต่างคนต่างทำ จะลำบากมาก ประกาศเคอร์ฟิว ไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจที่ส่วนกลาง ถ้าเรามีอำนาจที่ส่วนกลางคณะกรรมการโรคติดต่อต้องทำอะไรได้ทุกอย่าง เกือบจะเท่าๆ กับศบค. ทั้งนี้ คิดว่าต้องทบทวนพ.ร.บ. โรคติดต่อมากอยู่เหมือนกัน
          โพลล์ชี้พ่อแม่กังวลมาตรการป้องกัน
          ขณะที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เผยผลสำรวจความเห็นของผู้ที่มีบุตรหลานที่กำลังเปิดภาคเรียนทั่วประเทศ 1,253 คน สำรวจระหว่างวันที่ 23-27 มิถุนายน พบว่า ร้อยละ 73.68 ระบุมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการป้องกันโควิด-19 และร้อยละ 70.04 ระบุว่า กังวลเกี่ยวกับการเรียนของบุตรหลาน/เรียนผ่านออนไลน์ นอกจากนี้ ยังฝากถึงสถานศึกษาว่า ให้กำหนดมาตรการป้องกันโควิด-19 ให้ชัดเจน ดูแลเอาใจใส่เด็กใกล้ชิด จัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม รักษาความสะอาด พ่นยาฆ่าเชื้อ ส่วนสิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาลคือ ให้มีมาตรการป้องกันโควิด-19 ที่ชัดเจน สนับสนุนการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ จัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสถานศึกษาทุกแห่ง สนับสนุนค่าใช้จ่ายผู้ปกครอง
          ด้านกรมอนามัย แนะผู้ปกครองหากไม่มั่นใจมาตรการของโรงเรียน ผู้ปกครอง สามารถส่งข้อสังเกตผ่านช่องทางแพลตฟอร์ม Thai Stop COVID ที่ใช้ร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับ กระทรวงสาธารณสุข โดยทันทีที่ข้อมูลถึงโรงเรียนจะถึงแพทย์ด้วย ซึ่งจะลงไปดูว่ามาตรการเพียงพอหรือไม่สำหรับเด็ก ยืนยันความมั่นใจว่ากระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ทำงานร่วมกันอย่างเข้มงวด หากเกิดกรณีเด็กในโรงเรียนติดเชื้อขึ้นมา มีระบบดูแลทันที และมีระบบจำกัดวงของการระบาด
          หาดเจ้าไหมทดสอบระบบก่อนเปิด1กค.
          อีกด้านหนึ่ง หลายสถานที่ท่องเที่ยว ต่างเตรียมความพร้อมเปิดให้บริการประชาชน หลังมีการคลายล็อกระยะที่ 4 แล้ว โดย นายณรงค์ คงเอียด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ หาดเจ้าไหม พร้อมหัวหน้าทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจังหวัดตรัง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ทดสอบการทำงานก่อนเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทาง เข้ามาท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติ หาดเจ้าไหม ตามคำสั่งของรมว.ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้อุทยาน แห่งชาติทั่วประเทศเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม
          จำกัดนทท.เข้าอุทยานไม่เกิน1.6พันคน
          นายณรงค์เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่อุทยานฯตั้งแต่ตรวจจำนวนนักท่องเที่ยว การวัดอุณหภูมิ ต้องไม่เกิน 37.3 องศา และบริการเจลล้างมือ การจ่ายเงินเข้าอุทยาน ซึ่งค่าธรรมเนียมเข้า อุทยานฯหาดเจ้าไหม และต้องสแกนคิวอาร์โค้ด ไทยชนะทั้งเข้าและออกจากอุทยานฯ และให้ลงชื่อพร้อมกับเบอร์โทรศัพท์ เพื่อที่สามารถติดต่อได้ ทั้งนี้ อุทยานฯหาดเจ้าไหม จะเปิดให้ท่องเที่ยว 3 พื้นที่ คือ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม หาดปากเมงและหาดหยงหลิง กำหนดให้นักท่องเที่ยว เข้ามาท่องเที่ยว 1,600 คน หากนักท่องเที่ยวมาเกินกำหนด นักท่องเที่ยวต้องรอให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาก่อน ออกจากพื้นที่ก่อน จึงจะเข้าไปท่องเที่ยวได้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ถือเป็นการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่


pageview  1174207    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved