HISO - เรื่องเล่าข่าวเด่น

  
   Follow us      
  
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ [ วันที่ 05/02/2555 ]
แฉเล่ห์กลลักลอบนำเข้านํ้ามันทอดซํ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน
          น้ำมันทอดซ้ำยังเป็นภัยสุขภาพใกล้ตัวคนไทย เป็นสารก่อมะเร็งและโรคอ้วนตามมา ขณะที่ภาครัฐยังไม่มีมาตรการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งที่เมื่อจัดระบบแล้วจะทำผลพลอยได้ผลิตเป็นไบโอดีเซลได้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดแถลงข่าว "ยุทธศาสตร์จัดการน้ำมันทอดซ้ำ เพื่อป้องกันมะเร็งและความดันโลหิตสูงในคนไทย"
          นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แต่ละปีคนไทยบริโภคน้ำมันพืชกว่า 800,000 ตัน ส่วนใหญ่นิยมรับประทานอาหารประเภททอด โดยพบว่า มีร้านค้าจำนวนมากที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ เป็นอันตรายต่อสุขภาพเพราะมีสารอันตราย คือ สารโพลาร์ (Polar Compounds) เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และสารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons :PAHs) เป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งพบได้ทั้งในน้ำมันทอดอาหารที่เสื่อมสภาพ และในไอที่ระเหยขณะทอดอาหาร จึงมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ทั้งผู้ขายและผู้บริโภค
          นพ.มงคล กล่าวต่อว่า ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2552 พบคนไทยมีอัตราการป่วยโรคความดันโลหิตสูงถึง 981.48 คนต่อประชากรแสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงมีความสัมพันธ์กับโรคระบบไหลเวียนโลหิต เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจตีบ และเส้นเลือดสมอง เป็นสาเหตุการตายอันดับที่สี่ของคนไทย ส่วนโรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทย มีอัตราป่วย 133.1 คนต่อประชากรแสนคน
          "ขณะนี้พบว่ามีการนำเข้าน้ำมันใช้แล้วจากประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ จำนวนมาก ซึ่งมีการนำไปขายให้ธุรกิจเอสเอ็มอี และนำไปฟอกให้ใสแล้วนำกลับมาขายให้บริโภคใหม่ ซึ่งยังไม่มีกฎหมายควบคุม ฉะนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ควรมีการปรับปรุงกฎหมาย พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 เพื่อให้น้ำมันทอดซ้ำ เป็นวัตถุอันตราย เพื่อสามารถควบคุมไม่ให้นำมาบริโภคซ้ำซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้" นพ.มงคล กล่าว
          ภก.วรวิทย์ กิตติวงศ์สุนทร ผู้ช่วยอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมวิทย์ ร่วมกับ  สสส. และ คคส. ทำงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำร่องหลายแห่ง ดำเนินโครงการปฏิวัติน้ำมันทอดซ้ำ เพื่อสร้างความตื่นตัวในทุกภาค ซึ่งได้ผลอย่างมากช่วยตัดวงจรน้ำมันเสื่อมสภาพไม่ให้เข้ามาในวงจรอาหารได้ หากนำน้ำมันทอดซ้ำไปผลิตเป็นพลังงานทด แทนไบโอดีเซลได้ทั้งหมด ไทยจะมีพลังงานทดแทนใช้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านลิตรต่อปี
          "กรมวิทย์ และเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค สำรวจพบมีกลุ่มพ่อค้าเห็นแก่ได้ออกซื้อน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพจากแหล่งต่าง ๆ นำไปฟอกสีให้ใส ใส่ถุงพลาสติกไม่มีฉลาก แล้วนำกลับมาขายให้กับโรงงานผลิตอาหารขนาดเล็ก โรงงานก๋วยเตี๋ยว ตลอดจนให้กับผู้บริโภคตามตลาดนัด และตลาดสด  หรือที่รู้จักในชื่อ "น้ำมันลูกหมู" ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนอย่างมาก"
          รศ.ดร.ภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้จัดการแผนงาน คคส. กล่าวว่า เครือข่ายภาควิชาการ องค์กรภาครัฐ และภาคประชาสังคม ร่วมจัดทำ "ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางอาหาร : การจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ" เพื่อเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 4 ในวันที่ 2-4 ก.พ.นี้ ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. ยุทธศาสตร์ท้องถิ่นปลอดภัยจากน้ำมันทอดซ้ำ 2. ยุทธศาสตร์ผู้ประกอบการรับผิดชอบต่อสังคม 3. ยุทธศาสตร์พัฒนามาตรการกำกับดูแลและดำเนินทางกฎหมาย 4. ยุทธศาสตร์พัฒนาองค์ความรู้เพื่อการจัดการ และ 5. ยุทธศาสตร์การสร้างความตระหนักรู้ต่อสังคม
          ภก.วรวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนสามารถตรวจสอบน้ำมันพืชก่อนใช้ได้ว่าเป็นน้ำมันมีคุณภาพ หรือไม่ โดยกรมวิทย์ ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คิดค้นชุดตรวจสอบน้ำมันทอดซ้ำ "ซุปเปอร์จิ๋ว" ราคาเพียง 20 บาท รู้ผลเร็วภายใน 2 นาที ได้ผลแม่นยำถึง 99.2% โดยใส่น้ำยาจากชุดทดสอบลงไปในน้ำมันทอดซ้ำแล้วเขย่า หากน้ำมันเปลี่ยนสีเป็นสีชมพู แสดงว่าน้ำมันดังกล่าวยังมีคุณภาพดีอยู่ ซึ่งในอดีตต้องใช้เครื่องตรวจในห้องปฏิบัติการ ราคาถึง 40,000 บาท ใช้เวลานานถึง 4 ชั่วโมง ผู้สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี โทร. 0-4531-2231-3

pageview  1161489    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved