HISO - เรื่องเล่าข่าวเด่น

  
   Follow us      
  
หนังสือพิมพ์ข่าวสด [ วันที่ 13/02/2555 ]
รณรงค์ชายไทย'รัก'ไร้รุนแรง

         ความรักของหนุ่มสาว หรือสามีภรรยาในหลายๆ คู่ อาจพบว่า "ความรัก"นั้น แฝงไว้ด้วย "ความรุนแรง"ไม่เว้นแม้แต่คู่ที่รักกันมาก ความรุนแรงอาจเพิ่มมากขึ้นตามมาด้วย

          ในโอกาสเทศกาลแห่งความรัก "14 กุมภาฯวันวาเลนไทน์"มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดเสวนา "บทเรียนชีวิต...เมื่อความรุนแรงซ่อนแฝงในความรัก"พร้อมจัดเดินขบวนรณรงค์เรียกร้องให้ผู้ชายยึดมั่นในความรักที่ไร้ความรุนแรง บริเวณย่านสยามสแควร์
          นายจะเด็จ เชาวน์วิไลผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เปิดเผยว่า มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลรวบรวมผลสำรวจ "ทัศนคติผู้ชายกับความรุนแรงที่ซ่อนแฝงในความรัก"ระหว่างวันที่1-10 ก.พ.2555 จากกลุ่มตัวอย่างเพศชาย อายุ12-35 ปี จำนวน 1,000 ราย ใน 10 จังหวัดทั่วประเทศ แบ่งเป็นสถานภาพโสด ร้อยละ 56.8 มีแฟนแล้วแต่ยังไม่ได้สมรส ร้อยละ 24.7 แต่งงานแล้ว ร้อยละ 15.6 และหย่าร้าง ร้อยละ 2.9
          พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า กลุ่มตัวอย่างมากกว่าร้อยละ 43.3 ระบุว่าผู้ชายมีสิทธิ์หึงหวง ไม่ให้แฟนหรือภรรยาออกนอกบ้านหรือคุยกับผู้อื่นและอีกกว่าร้อยละ 31 ระบุว่า "ผมมีคนอื่นได้แต่คุณห้ามมีคนอื่น"
          นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 36.1 หรือ 1 ใน 3 ยังเชื่อว่าผู้หญิงต้องแสดงออกถึงความรักด้วยการยอมมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่ร้อยละ 23.5 มองว่าเป็นโอกาสดีที่จะแสดงความรักด้วยการยอมมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์
          ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ผู้ชายร้อยละ 21.3 เชื่อว่าลูกผู้ชายตัวจริงต้องกินเหล้าเคล้านารี ทั้งนี้กว่าร้อยละ 36.5 มองว่าการดื่มในวันวาเลนไทน์กระตุ้นให้มีเพศสัมพันธ์
          อย่างไรก็ตามผลสำรวจครั้งนี้ยังมีมิติด้านดีที่พบว่า ผู้ชายถึงร้อยละ 82.4 ไม่นิยมความรุนแรง มองว่าการทำร้ายร่างกายคนที่รักเป็นสิ่งไม่ถูกต้องและผิดกฎหมาย
          นายจะเด็จกล่าวต่อว่า วัยรุ่นสมัยนี้ยังมีค่านิยมเรื่องความรักว่าต้องมีเพศสัมพันธ์บางคนถึงขั้นมีพนันในกลุ่มเพื่อนว่าสามารถมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนนั้นคนนี้ได้ไหมหรือมองความรักคือการพาเข้าโรงแรม เป็นวิธีคิดที่เป็นปัญหาใหญ่ซึ่งต้องเร่งแก้ไข โดยการปรับเปลี่ยนทัศนคติผู้ชายว่าอย่ามองความรักเป็นไปในทางฉวยโอกาสหรือแสดงความเป็นเจ้าของ ความหึงหวง แต่ต้องมองความรักที่ต้องซื่อสัตย์ ไม่ทำร้ายครอบครัวหรือคนรัก เสียสละแบ่งปัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันต้องสอนทักษะชีวิตให้ผู้หญิงรู้จักปฏิเสธ รวมถึงการสอนเพศศึกษาต้องทำเป็นนโยบายจริงจัง
          "การแก้ปัญหาโดยตามไปห้ามไปเฝ้า ควบคุมเยาวชน ตรวจดูตามโรงแรมม่านรูด การสั่งเคอร์ฟิวห้ามเยาวชนออกจากบ้าน เป็นการตามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การแก้ปัญหาที่ดีคือการรณรงค์ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและทัศนคติทั้งผู้ชายผู้หญิงและสังคม"
          ด้าน นายพรณรง ปั้นทอง อายุ 46 ปี แกนนำผู้ชายต้นแบบศูนย์การเรียนรู้ ลด ละ เลิกเหล้า: ลดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กบ้านคำกลางจ.อำนาจเจริญ เล่าถึงเหตุการณ์ที่ใช้ความรุนแรงเป็นตัวตัดสินชีวิตว่า ตนเริ่มดื่มเหล้าตั้งแต่ช่วงอายุ 15 ปี และเริ่มดื่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จากหน้าที่การงานที่เป็นถึงระดับหัวหน้า มีรายได้เพิ่มมากขึ้น 500-1,000 บาทต่อวัน มีรถประจำตำแหน่ง ส่วนใหญ่จึงเป็นการดื่มเหล้าเคล้านารีกับเพื่อนร่วมงานตามร้านอาหาร ชอบแสดงความเก่งกล้า เอาแต่ใจตัวเอง อารมณ์ร้อนและชอบใช้ความรุนแรง แม้จะแต่งงานมีลูก 2 คนแล้ว แต่ก็ยังไม่ทิ้งพฤติกรรมเดิมคือรักสนุก ไม่มีความรับผิดชอบ มีผู้หญิงในเวลาเดียวกันถึง 3 คน เคยมีผู้หญิงตบตีกันเพราะแย่งตนเอง แต่กลับมองว่าเป็นเรื่องสนุกมาโดยตลอด
          จนกระทั่งวันหนึ่งต้องตกงาน เพราะพิษเศรษฐกิจ ไม่มีเงินใช้จ่าย เริ่มมีปัญหาสุขภาพเพราะผลจากการดื่มเหล้าหนัก จึงตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน
          "การที่ได้มาเป็นแกนนำผู้ชายต้นแบบนั้น เพราะได้เห็นตัวอย่างของกำนันที่หมู่บ้านมาทำงานช่วยเหลือผู้หญิงที่เดือดร้อน ทำให้ผมคิดถึงสิ่งที่เคยทำไม่ดีกับผู้หญิงหลายคนเพื่อไถ่บาปที่ผมเคยทำกับผู้หญิงไว้ จึงตัดสินใจเลิกดื่มเหล้าจนสำเร็จ ทุกวันนี้ตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และใช้ประสบการณ์ชีวิตที่เคยพลาดเป็นอุทาหรณ์ให้คนรุ่นต่อไป"
          ขณะที่ นายเอ (นามสมมติ) อายุ 20 ปีเยาวชนจากศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก เล่าว่า ตนใช้ชีวิตคู่ตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนอารมณ์รุนแรง หวาดระแวงหงุดหงิด โมโหง่าย และชอบทำร้ายแฟนเป็นประจำ บางครั้งควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ก็ชกต่อยตบตีในที่สาธารณะ เพียงเพราะระแวงว่าแฟนจะนอกใจไปมีผู้ชายคนอื่น
          ตอนนั้นคิดว่าเรามีคนอื่นได้แต่แฟนห้ามมีเพราะเป็นผู้หญิงจึงไม่สมควร เมื่อเราทำร้ายเขาบ่อยครั้งบวกกับความไม่เข้าใจกันทำให้ต้องเลิกรากันไป กระทั่งวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์พลิกผลัน ตนต้องโทษในคดียาเสพติดและต้องมาใช้ชีวิตในศูนย์แห่งนี้
          "หากย้อนเวลากลับไปได้คงจะไม่ทำตัวแบบนี้ จะเคารพสิทธิของผู้หญิง รักดูแลให้เกียรติเขา เพราะที่ผ่านมาเขารักผมและยอมผมมาตลอด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นทำให้ผมได้รับบทเรียนว่าความรุนแรงไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไร ถ้าผมยังเป็นเหมือนเดิมชีวิตนี้ก็จะไม่เหลือใคร การได้มาอยู่ที่บ้านกาญจนาภิเษกทำให้ผมเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม แตกต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง"
          เพื่อความรักที่ยั่งยืนและปราศจากความรุนแรง ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ยังแนะนำ 10 วิธี ปรับเปลี่ยนความคิด ทัศนคติ ค่านิยม เพื่อให้เกิดความรักที่ให้เกียรติกัน ดังนี้ 1.ตั้งสติ เมื่อมีความโกรธหรือหึงหวง 2.ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ เพราะไม่ช่วยแก้ปัญหา 3.พูดคุยสร้างความเข้าใจ หากมีเรื่องค้างคาใจควรคุยกันอย่างเปิดใจ 4.สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน 5.เคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน 6.นึกถึงใจเขาใจเรา 7.รักเดียวใจเดียว ไม่เอาเปรียบผู้อื่น 8.ไม่ใช้ของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดเป็นทางออก 9.สร้างกติกาการอยู่ร่วมกัน และ10.เมื่อถึงที่สุดแล้วหากไม่สามารถประคองความรักคู่กันได้ ต้องคิดว่าไม่ใช่คู่เราและต้องจากกันด้วยดี
 

pageview  1174287    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved