HISO - เรื่องเล่าข่าวเด่น

  
   Follow us      
  
หนังสือพิมพ์มติชน [ วันที่ 01/07/2562 ]
5เทคนิคปฏิเสธเนียนๆ เลี่ยง ติดเหล้า บุหรี่

  สิ่งยั่วยุในสังคมขณะนี้ ทำให้ "วัยรุ่น" เสี่ยงถูกชักนำเข้าสู่วงอบายมุขได้ง่าย ซึ่งประเด็นนี้เป็นข้อกังวลของจิตแพทย์ เนื่องจากพบว่าเยาวชนอายุ 13-17 ปี มีปัญหาติดเหล้า-บุหรี่ มากขึ้น
          ทั้งนี้ นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา กล่าวว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ระบบต่างๆ ในร่างกายยังพัฒนาไม่สมบูรณ์และมีการเปลี่ยนแปลงมากมายทั้งร่างกายจิตใจ สังคม ทำให้ยากต่อการคาดเดาในอนาคต ล่าสุดในปี 2561 จากรายงานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย ทั่วประเทศมีกลุ่มวัยรุ่นอายุ 1-20 ปี จำนวน 8 ล้านกว่าคน ส่วนใหญ่อยู่ในระบบการศึกษา
          "อย่างไรก็ดี จากสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมขณะนี้ นับว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากมีสิ่ง ยั่วยุมากมาย ทั้งจากการโฆษณา และจากเน็ตไอดอลต่างๆ อาจทำให้วัยรุ่นเสี่ยงมีพฤติกรรมไปในทางที่ไม่เหมาะสมได้ง่าย ที่สำคัญคือ การใช้สารเสพติด เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ซึ่งมีผลเกิดการเสพติด ทำลายความสามารถของสมองโดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความจำ เสียการเรียน และมีผลทำให้เกิดโรคทางจิตเวช เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล โรคจิตเภทได้ และอาจเป็นประตูไปสู่การใช้สารเสพติดอื่นๆ ตามมา" นพ.กิตต์กวีกล่าว ทางด้าน พญ.สายสุดา สุพรรณทอง จิตแพทย์ประจำ รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ กล่าวว่า ผลการศึกษาของกรมสุขภาพจิตล่าสุดในปี 2559 ในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา อายุ 13-17 ปี มีปัญหาติดเหล้าและบุหรี่รวม 3 แสนกว่าคน โดยติดบุหรี่ (Tobacco dependence) ร้อยละ 2.4 หรือประมาณ 93,000 คน จากกลุ่มวัยนี้ที่มีจำนวนเกือบ 4 ล้านคน และติดเหล้า (Alcohol dependence) ร้อยละ 6.4 หรือมีประมาณ 240,000 คน พบในผู้ชายมากกว่า ผู้หญิง 2-4 เท่าตัว
          "จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยติดสุราที่เข้าบำบัดรักษาอาการทางจิตที่ รพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ ล่าสุด ปีนี้ พบมีอายุน้อยที่สุดเพียง 20 ปีเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถรักษาให้สมองกลับมาเหมือนเดิมได้" พญ.สายสุดากล่าว และว่า โอกาสพฤติกรรมความเสี่ยงของวัยรุ่นแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การเลี้ยงดู สภาพครอบครัว พื้นฐานทางอารมณ์ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อน เนื่องจากวัยรุ่นส่วนใหญ่จะผูกพันกับเพื่อนมาก จะเรียนรู้ทักษะทางสังคมรวมถึงการยอมรับค่านิยมต่างๆ แนวคิดการปฏิบัติมาจากเพื่อน
          พญ.สายสุดากล่าวว่า ในช่วงเปิดเทอมใหม่นี้เป็นโอกาสที่วัยรุ่นจะได้พบทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ในโรงเรียน อาจถูกชักชวนไปในทางที่ไม่เหมาะสมได้ และบางครั้งวัยรุ่นเองไม่ได้คิดอะไรให้รอบคอบ เพราะเกรงใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือไม่กล้าปฏิเสธเพราะกลัวเพื่อนโกรธ เป็นต้น จึงจำเป็นต้องมีความรู้และมีทักษะการปฏิเสธหากถูกเพื่อนชักชวนไปในทางที่ไม่ดี เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิต ประจำวันอย่างปลอดภัย เป็นผลดีต่อตนเอง
          อย่างไรก็ดี พญ.สายสุดาแนะนำ 5 เทคนิคปฏิเสธเพื่อนให้ได้ผลและไม่เสียเพื่อนว่า 1.ให้ใช้การปฏิเสธอย่างจริงจัง ทั้งท่าทาง คำพูดและน้ำเสียง เพื่อแสดงความตั้งใจอย่างชัดเจน เนื่องจากการปฏิเสธเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ทุกคนควรเคารพและยอมรับ 2.ให้ใช้ความรู้สึกเป็นข้ออ้างประกอบเหตุผลด้วย เช่น ไม่สบาย หมอสั่งห้าม จะทำให้ฝ่ายชักชวนโต้แย้งได้ยากขึ้น 3.ควรบอกปฏิเสธให้ชัดเจน เช่น ไปไม่ได้หรอก ไม่ชอบ ขอไม่ไปด้วย 4.การขอความเห็นชอบและแสดงอาการขอบคุณเมื่อผู้ชวนยอมรับการปฏิเสธเพื่อเป็นการรักษาน้ำใจของผู้ชวน เช่น พูดว่าคงไม่ว่านะ คงเข้าใจนะ เป็นต้น และ 5.ให้ออกจากสถานการณ์นั้น กรณีเป็นสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นที่ไม่น่าไว้วางใจหรืออาจเป็นอันตราย ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาน้ำใจแต่อย่างใด เพียงใช้การปฏิเสธอย่างสุภาพ แล้วออกไปจากสถานการณ์โดยเร็ว
          "หากปฏิเสธแล้ว แต่เพื่อนยังพูดเซ้าซี้ ชักชวน หรือพูดสบประมาท อาจจะสร้างความสับสน ไขว้เขวได้ ทั้งนี้ คำพูดที่มักใช้กันบ่อยมี 6 ประเภท ได้แก่ 1.พูดดูถูก เช่น กลัวใช่ไหม ไม่กล้าจริงนี่นา 2.การโต้แย้ง เช่น พูดว่าคนรุ่นใหม่เขาทำกันอย่างนี้ทุกคน ใครๆ ก็ทำกันทั้งนั้น 3.ใช้คำข่มขู่ เช่น ถ้าไม่ทำเจ็บแน่ 4.การพยายามกลบเกลื่อนมองไม่เห็นปัญหา เช่นพ่อแม่ไม่ว่าหรอก ไม่มีใครรู้หรอก 5.การอ้างเหตุผลเข้าข้าง เช่น เธอโตแล้วนะ อย่าเป็นเด็กอยู่เลย และ 6.การพยายามออกนอกเรื่อง เช่น พูดว่า เพิ่งรู้ว่าเวลาเธอโมโหแล้วสวยจัง เป็นต้น ก็ไม่ควรหวั่นไหวหรืออย่าใจอ่อนกับคำพูดเหล่านั้น เพราะจะทำให้ขาดสมาธิได้ ขอให้ยืนกรานการปฏิเสธโดยให้เลือกใช้ 3 เทคนิคอย่างใดอย่างหนึ่ง พร้อมบอกลาแล้วเดินจากไปทันที 1.ปฏิเสธซ้ำ โดยไม่ต้องใช้ข้ออ้าง 2.ต่อรองและเบนความสนใจ โดยชวนเพื่อนไปทำกิจกรรมอย่างอื่นแทนเช่น พูดว่าเรากลับบ้านกันดีกว่า เดี๋ยวพ่อแม่จะเป็นห่วง หรือ 3.ผัดผ่อนยืดเวลาออกไปเพื่อให้ผู้ชวนเปลี่ยนความตั้งใจ เช่น พูดว่า เอาไว้วันหลังดีกว่า ตอนนี้ยังไม่ว่าง เป็นต้น" พญ.สายสุดากล่าว
          ทั้งนี้ เทคนิคการปฏิเสธเพื่อนข้างต้น วัยรุ่นสามารถใช้ในกรณีถูกชวนให้กระทำเรื่องอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อตัวเองได้อีก เช่น ชวนเล่นเกมพนัน ชวนมีเพศสัมพันธ์ ชวนร่วมแก๊งรถซิ่ง ฯลฯ ได้ด้วย


pageview  1161488    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved