Follow us      
  
  

ประชาชาติธุรกิจ [ วันที่ 09/09/2564 ]
ชั้น 5 ประชาชาติ แก้โควิดด้วยวิธีประชาธิปไตย ดีกว่า รวมอำนาจ

ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล หนักหน่วง ตลอด 4 วัน คนที่อยู่ในบัญชีซักฟอก ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม
          นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม
          นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์
          เป้าใหญ่ฝ่ายค้านอยู่ที่การอภิปรายกล่าวหา "พล.อ.ประยุทธ์" และ "อนุทิน ชาญวีรกูล" จากการบริหารสถานการณ์ โควิด-19 ผิดพลาด ฉีกแผนจัดซื้อ "วัคซีนลวงโลก-เส้นใหญ่-เน้นสาย สัมพันธ์" จนถึงปมเงินทอน วัคซีนAntigen Test Kit ข้อกล่าวหาของรัฐมนตรีคนอื่น ประเด็นอื่น ๆ ประหนึ่งเป็นเพียงเรื่องประกอบฉาก
          ฟากฝ่ายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์- อนุทิน ลุกขึ้นมาตอบเป็นช่วง ๆ ตอบ เคลียร์-ไม่เคลียร์ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคล
          ที่แน่ ๆ พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่ในตำแหน่งนายกฯต่อไป
          แต่อีกด้าน หนังสือ Ten Lessons for a Post-Pandemic ชื่อภาษาไทย "บทเรียนเพื่อโลกหลังการระบาด" ของ "ฟารีด ซาคาเรีย" นักเขียน คอลัมนิสต์ และนักวิจารณ์การเมืองของ The Washington Post
          ได้วิเคราะห์ "บทเรียน" เรื่อง "คุณภาพของรัฐบาล" เทียบระหว่างสหรัฐ กับอีกหลาย ๆ ประเทศ ที่รับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19
          "ฟารีด" ยกตัวอย่างความล้มเหลว ของระบบสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกา ช่วงที่ถูกโควิด-19 โจมตีระลอกแรก ยุคประธานาธิบดีชื่อว่า "โดนัลด์ ทรัมป์"
          แม้ระบบสาธารณสุขของสหรัฐก่อนเกิดโควิด-19 ได้รับการจัดอันดับจาก มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ที่เผยแพร่ดัชนีความมั่นคงด้านสุขภาพโลก ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ว่าประเทศใดเตรียมความพร้อมดีที่สุดเพื่อรับมือการระบาด หรือการระบาดใหญ่
          แน่นอนว่า สหรัฐถูกยกให้เป็นอันดับที่ 1 แต่กลายเป็นเรื่องตลกร้ายเมื่อสถานการณ์ จริงมาถึง เพราะพลเมืองสหรัฐติดเชื้อ โควิด-19 กว่า 25% ของผู้ติดเชื้อทั่วโลก ทั้งที่ประชากรสหรัฐมีแค่ 5% ของประชากรโลก
          ฟารีดฉายภาพว่า ปัญหาคือ "ทรัมป์" ไม่สามารถทำให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางทั้งหมด ร่วมมือกันต่อสู้โควิด-19 ได้ เกิดความล้มเหลวของหน่วยงานสาธารณสุข CDC ในการแจกจ่ายอุปกรณ์ตรวจเชื้อที่ผิดพลาด
          องค์การอาหารและยาก็เตะถ่วง การใช้กระบวนการเร่งด่วน ที่จะอนุญาต ให้ห้องปฏิบัติการเอกชนผนึกช่องว่าง การตรวจหาเชื้อ ระบบตรวจเชื้อล้มเหลว เพราะตรวจเชื้อหลายสิบครั้งมีคุณภาพแตกต่างกันไป
          และรัฐบาลกลางก็มอบอำนาจหน้าที่และระเบียบมากมายให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ จนเกิดความใหญ่ เทอะทะ และซับซ้อนองค์กร เป็นรัฐซ้อนรัฐ จนทำให้ล้มเหลวทั้งกระดาน
          เปรียบเทียบกับจีน ที่คนภายนอก เห็นว่า สามารถควบคุมโรคได้รวดเร็วและอยู่หมัด เพราะมีรัฐบาลเทคโนแครต ที่ทรงพลัง ล็อกดาวน์ได้ทันท่วงที สามารถเนรมิตโรงพยาบาลใหม่ 2 แห่ง เสร็จภายในไม่ถึง 2 สัปดาห์ เพื่อแยกกักตัวผู้ป่วย
          แต่แท้จริงแล้ว จีนก็มีข้อผิดพลาดร้ายแรง เพราะความที่ระบอบการเมืองเข้มแข็งและพาวเวอร์ฟูล ภายใต้รัฐบาล และพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในยุคของ "สี จิ้นผิง" กลับปกปิดความร้ายแรงของ การระบาดของโควิด-19 ในช่วงแรก ให้เหลือ น้อยที่สุด ย้ายบุคลากรทางการแพทย์ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ
          เข้มงวดในการตีพิมพ์บทความวิทยาศาสตร์ของโควิด-19 เป็นเนื้อแท้ ของระบอบการเมืองจีน ที่ต้องการควบคุม ข้อมูลข่าวสารอย่างเบ็ดเสร็จ
          "ฟารีด" ยกตัวอย่างอีกว่า เมื่อพิจารณา ข้อมูลเกี่ยวกับการระบาดทั้งหมดที่บันทึก ไว้ตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา ของนิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ พบว่า รัฐบาลเผด็จการมัก รับมือการแพร่ระบาดผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง
          โดยทั่วไปรัฐบาลประชาธิปไตยจัดการกับ การระบาดได้ดีกว่า ทำให้อัตราการเสียชีวิต ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับประเทศเผด็จการที่มีรายได้ระดับเดียวกัน
          เขายังยกความคิดของ "อมาตยา เซน" นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ชาวอินเดีย พบว่ารัฐบาลประชาธิปไตยมีแนวโน้มตอบสนองต่อภาวะอดอยากได้ดีกว่ารัฐบาล เผด็จการ เพราะกุญแจสำคัญในการป้องกัน การลุกลามก็คือข่าวสารที่ไหลเวียนอย่างเสรี แรงกดดันนี้จึงตกไปอยู่กับเจ้าหน้าที่รัฐ-นักการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้ง
          ที่ทำไม่ดี ก็ไม่มีโอกาสกลับเข้าสู่ สภา เพราะประชาชนไม่เลือก เฉกเช่น โดนัลด์ ทรัมป์ ที่อยู่ในอำนาจแค่ 4 ปี ไม่อาจครองทำเนียบขาวได้เป็นสมัยที่สอง
          หรือญี่ปุ่นที่เจอการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าจนอ่วนไม่แพ้ประเทศไทย การฉีดวัคซีนก็ล่าช้าเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว
          แรงกดดันทำให้ "โยชิฮิเดะ ซูงะ" นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง หลังขึ้นตำแหน่งมาเพียง 1 ปีเท่านั้น
          ดังนั้น การแก้ไขโควิด-19 ด้วยวิธีประชาธิปไตย ย่อมดีกว่าการบริหารแบบรวบอำนาจ-เผด็จการ

 pageview  1183234    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved