Follow us      
  
  

หนังสือพิมพ์แนวหน้า [ วันที่ 05/06/2562 ]
สุขภาพปากและฟัน อีกประเด็นรับมือ สังคมสูงวัย

 "สังคมสูงวัย" คือภาวะที่สังคมหนึ่งมีประชากรสูงวัยมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งสำหรับประเทศไทยนั้นในปี 2559 ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 16.5 และคาดการณ์ว่าในปี 2573 จะเพิ่มเป็นร้อยละ 26.6 โดยสิ่งที่ต้องให้ความ สำคัญอย่างมากคือ "สุขภาพ" เพราะหากผู้สูงอายุ เจ็บป่วย ค่ารักษาพยาบาลจะมากกว่าคนในวัยทำงานอย่างมาก
          ทั้งนี้ "สุขภาพในช่องปาก" ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าห่วง โดยจากการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากประเทศไทยปี 2560 พบว่าผู้สูงอายุวัย 60-75 ปี สูญเสียฟันทั้งปากร้อยละ 8.7 และเพิ่มเป็นร้อยละ 31 ในวัย 80-85 ปี สาเหตุ จากโรคฟันผุและโรคปริทันต์ ซึ่งโรคดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม และคุณภาพชีวิต ของผู้สูงอายุ แม้ว่าผู้สูงอายุจะมีสิทธิ์รับบริการด้านสุขภาพช่องปาก ทั้งด้านส่งเสริมป้องกัน รักษา และฟื้นฟู แต่ปัญหาคือไม่สามารถเข้าถึงบริการ เพราะเดินทางลำบาก ไม่มีคนพาไป รอคิวนาน เนื่องจากต้องเข้ารับบริการในภาครัฐเท่านั้น
          ทพญ.วรางคนา เวชวิธี ทันตแพทย์เชี่ยวชาญ สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กล่าวในงาน "เวทีวิชาการผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อข้อเสนอเชิงนโยบาย ประกอบการจัดทำแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ประเด็นสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุไทย" ว่า สิ่งที่ควร ดำเนินการในแผน 3 คือ 1.ต้องให้ผู้สูงอายุดูแลตนเองได้เพื่อไม่ให้โรคกลับมาอีก 2.หน่วยบริการควรมีระบบบริการรองรับครบวงจร โดยเทียบเคียงกับงานดูแลเด็กที่มีการตรวจตั้งแต่แม่เริ่มตั้งครรภ์ กระทั่งเด็กเติบโตและเข้าโรงเรียน
          "ในส่วนการให้ข้อมูลทำได้ 2 ช่องทาง คือ ผ่านชมรมผู้สูงอายุในชุมชนและระบบออนไลน์ ขณะนี้ ให้ข้อมูลผ่านชมรมและวัด out put (เอาท์พุท) ว่าเข้าถึง ข้อมูลมากน้อยแค่ไหน อีกขาหนึ่งคือพัฒนาระบบบริการรองรับ ทันตาภิบาลเป็นช่องทางสำคัญ เพราะผู้สูงอายุเดินทางไกลไม่สะดวก อยากให้มีทันตาภิบาล ดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งต้องผลักดันการพัฒนาองค์ความรู้ เกี่ยวกับผู้สูงอายุด้วย" ทพญ.วรางคนา กล่าวเช่นเดียวกับ ทพญ.ชื่นตา วิชชาวุธ นักวิชาการอิสระ เปิดเผยถึงจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.นครศรีธรรมราช โดยพบว่า "ชมรมผู้สูงอายุ หรือโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นสถานที่ที่ผู้สูงอายุกลุ่มติดสังคมมาเข้าร่วมกิจกรรม" หลายแห่งมีการให้ความรู้เรื่องสุขภาพช่องปาก มีทันตาภิบาลเป็นกำลังสำคัญในการดูแลรักษา รวมทั้งออกเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุติดเตียง ขณะที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บางแห่ง มีทันตแพทย์หมุนเวียนไปปฏิบัติงาน แต่เน้นการรักษาไม่ใช่ป้องกัน
          จึงเสนอแนะว่า 1.เร่งผลิตทันตาภิบาล/ นักวิชาการสาธารณสุขด้านทันตสาธารณสุข ลงไปใน รพ.สต.เพิ่มอีกปีละกว่า 1,500 คน เพื่อให้มีจำนวนเพียงพอในระดับตำบล 2.เพิ่มการเข้าถึงบริการโดยระบบบริการรัฐร่วมเอกชน ให้ผู้สูงอายุรับบริการจากคลินิกได้ ตามสิทธิที่ยังขาดการบริการ ได้แก่ อุด ขูด ถอน ใส่ฟันเทียม รากฟันเทียม โดยไม่ต้องร่วมจ่าย 3.ทันตแพทยสภา กระทรวงอุดมศึกษาวิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงสาธารณสุข พัฒนาหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต และสาธารณสุขศาสตรบัณฑิต ในเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุโดยเฉพาะ
          4.ให้กระทรวงสาธารณสุข องค์กรปกครองท้องถิ่น รวมถึงกรุงเทพมหานคร พัฒนาระบบบริการ ทันตกรรมสำหรับผู้สูงอายุทุกกลุ่ม ตั้งแต่บริการ ทันตสาธารณะสุขในชุมชนที่สามารถค้นหาภาวะผิดปกติและส่งต่อไปยังระบบที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างชุมชน ไปยัง รพ.สต., โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์ เป็นเครือข่ายบริการปฐมภูมิที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
          และ 5.ให้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุดมศึกษาวิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนงบประมาณเพื่อประเมินผลติดตามสถานการณ์เรื่องทันตสุขภาพของประชาชนไทยกลุ่มต่างๆ ทุก 2 ปี เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันในการวางแผนการดำเนินงานพัฒนาระบบบริการทันตสุขภาพ โดยมีเป้าหมายให้ผู้สูงอายุไทย สามารถมีฟันไว้ใช้จำนวน 20 ซี่ แม้จะมีอายุถึง 80 ปี
          ด้าน นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้จัดการโครงการ การทบทวนสถานการณ์ความต้องการระบบและเครื่องมือ ที่จะตอบสนองต่อปัญหาของผู้สูงอายุในประเทศไทยและการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง กล่าวว่า การทำวิจัยประเด็นสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุไทยเพื่อเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งสำหรับแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ซึ่งเป็นแผนระยะ 20 ปี จะเริ่มในปี 2565 (ปัจจุบันอยู่ในแผนฯ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2545 - 2564) ได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย
          ในเวทีเสวนา ผู้เข้าร่วมเสวนามีข้อเสนอแนะ บางประเด็น อาทิ ทพ.ธงชัย วชิรโรจน์ไพศาล เลขาธิการ มูลนิธิเครือข่ายพัฒนาศักยภาพผู้นำสร้างสุขภาวะ กล่าวว่า การเข้าถึงบริการอาจทำเป็นเป็น mobile service ให้คนไข้ลงทะเบียนไว้ และมีรถทันตกรรมเคลื่อนที่ ไปให้บริการในพื้นที่ ส่วนการพัฒนาหลักสูตรสำหรับทันตแพทยศาสตรบัณฑิต ในเรื่องผู้สูงอายุ ควรทำเป็น คอร์สสั้นๆ เพื่อปรับให้ร่วมสมัยตลอดเวลา เพราะความรู้ ด้านทันตกรรมในผู้สูงอายุเปลี่ยนแปลงเร็วมาก
          ทพ.พิชัย อัศวินใจเพ็ชร ตัวแทนจากสมาคมทันตแพทย์เอกชนไทย เสนอว่าว่าถ้าสามารถให้ภาครัฐร่วมดำเนินการกับเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม จะแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการได้ "จำนวนทันตแพทย์ในประเทศไทยเทียบกับคนไข้สมดุลกัน เพียงแต่ทันตแพทย์ส่วนใหญ่ทำงานภาคเอกชน" หากมีกฎหมายระบุให้ภาคเอกชน ต้องแบ่งเวลามาร่วมงานกับภาครัฐร้อยละ 15-20 จะทำให้ คนไข้เข้าถึงบริการมากขึ้น
          ทพ.ทรงวุฒิ ดวงรัตนพันธุ์ อาจารย์คณะ ทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ควรกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นสถานบริการใกล้บ้านอย่าง รพ.สต. หรือเทศบาล เพื่อให้มีงบประมาณดำเนินการและพัฒนาบุคลากร รวมทั้งมีโจทย์ ของตนเอง ไม่ใช่ถูกกำหนดจากส่วนกลาง เช่น อายุ 80 ปี ต้องมีฟันเหลือ 20 ซี่ ซึ่งในสภาพความเป็นจริงเป็นไป ไม่ได้
          "ผู้สูงอายุในต่างจังหวัดแม้มีฟันไม่ถึง 20 ซี่ แต่เขาอาจมีความสุขดี ผมอยากให้เราเห็นภาพใหญ่ ไม่ควรเอาตัวชี้วัดเป็นเป้าหมายหรือบังคับให้พื้นที่ เช่น ผู้สูงอายูใส่ฟันปลอมครบกี่ปาก ส่วนกลางต้องปรับท่าทีและกระจายอำนาจให้เขตสุขภาพดูแล และ มีเป้าหมายของตัวเอง ผมคิดว่าหัวใจสำคัญสุดคือ เราต้องพัฒนาคน พัฒนาทันตบุคลากร พัฒนาสหวิชาชีพ และพัฒนาประชาชน" ทพ.ทรงวุฒิ กล่าว

 pageview  1156489    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved