Follow us      
  
  

ไทยโพสต์ [ วันที่ 29/11/2561 ]
อย.แจงเหตุใดจึงปรับยาแก้ภูมิแพ้ ลอราทาดีน พ้นกลุ่มอันตราย

 อย.แจงกรณีปรับยาแก้แพ้ "ลอราทาดีน" ออกจากยาอันตรายหรือควบคุมพิเศษ เพราะต้องการให้ประชาชนเข้าถึงยา พบมีผลข้างเคียงน้อยมาก แต่ยังเฝ้าระวังความปลอดภัย กำหนดต้องรายงานคณะกรรมการยาทุก 6 เดือน และ 12 เดือน
          ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แถลงข่าวกรณีปรับสถานะยาแก้แพ้ "ลอราทาดีน" โดย นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า จากการที่ อย.ได้มีการปรับยา "ลอราทาดีน" ซึ่งเป็น ยารักษาโรคภูมิแพ้ จากยาอันตรายเป็นยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือควบคุมพิเศษ และจะปรับเฉพาะขนาดบรรจุแผงละไม่เกิน 10 เม็ด กล่องละไม่เกิน 2 แผงเท่านั้น เนื่อง จากโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ในปัจจุบันพบได้มาก ซึ่งในต่างประเทศบางประเทศพบถึง 30% ของประชากร ส่วนในประเทศไทยพบในช่วง 10-30% ของประชากร โรคนี้การวินิจ ฉัยค่อนข้างง่าย มักจะเป็นตั้งแต่วัยเด็ก แต่ปัญหาคือการเข้าถึงยายังไม่ดีมากนัก หากไปรอรับยาที่ รพ.อาจต้องใช้เวลานาน ซึ่งยาลอราทาดีนในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกส่วนใหญ่จะเป็นยาสามัญประจำบ้านสามารถซื้อในร้านขายยาทั่วไปได้ จึงได้มีการหยิบยกประเด็นของยาตัวนี้ขึ้นมาพิจารณาเรื่องการเข้าถึงยาในประชาชน รวมทั้งผลข้างเคียงที่อาจต้องระวัง พบว่าผลข้างเคียงน้อยมาก อาการรุนแรงแทบไม่มีเลย อาการง่วงนอนน้อยมาก แต่ข้อควรระวังที่พบน้อยมากคือ ทำให้เกิดการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ ข้อควรระวัง ขนาดยาในคนที่เป็นโรคตับ โรคไต และในบางคนจะทำให้เจริญอาหารขึ้น โดยอนุกรรมการพิจารณาประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในโรคภูมิแพ้ ทั้งอาจารย์ประจำภาควิชา แพทย์ และเภสัชศาสตร์ มาให้ความคิดเห็นและมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และนำเข้าสู่คณะกรรมการยาแล้ว และอยู่ระหว่างส่งเรื่องให้รัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการก็มีคณะกรรมการกลั่นกรองในหลายๆ ด้าน รวมทั้งมีตัวแทนทางฝั่งประชาชน ตัวแทนผู้ประกอบการในทุกด้านมาพูดคุยกัน
          นพ.สุรโชคกล่าวว่า ยาภูมิ แพ้กลุ่มเดิมที่เราใช้กันคือ คลอเฟนิ รามีน ซึ่งเหมาะกับคนที่เป็นโรคหวัด แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้า ใจผิดมาใช้ในโรคภูมิแพ้ ซึ่งมีผลข้างเคียงคือ ทำให้มีการง่วงนอนมาก ปากแห้ง คอแห้ง อาการภูมิแพ้กลับจะรุนแรงมากขึ้น ส่วนยาที่มีการปรับ จะเหมาะกับโรคภูมิ แพ้ ซึ่ง อย.ก็ได้มีการกำหนดให้มีการเขียนข้อความว่ายานี้เหมาะกับคนที่เป็นภูมิแพ้ ไม่เหมาะกับคนที่ เป็นน้ำมูกจากไข้หวัด และทางเภสัช กรสามารถขายยาในผู้ป่วยที่มาซื้อยา หรือกลุ่มที่เดิมจะต้องไปในโรงพยาบาล และกลุ่มที่ใช้ยาไม่ตรงกับโรคก็จะสามารถมาซื้อในร้านขายยาได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การเข้าถึงยาของประชาชนจะได้ถูกต้อง ขณะเดียวกันก็ต้องมีการเฝ้าระวังเรื่องความปลอดภัย อย.ก็มีหน่วยงานที่เฝ้าระวังโรคที่เกิดความแทรก ซ้อนจากยา ซึ่งก็ได้มีการกำหนดหลังจากที่ยาเปลี่ยนสถานะว่าจะต้องมารายงานคณะกรรมการยาในทุก 6 เดือน และ 12 เดือน
          ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนี้รวมถึงร้าน ขย.2 ด้วย มีความห่วงกังวลว่าอาจไม่มีเภสัชกรมาแนะนำการใช้ยา นพ.สุรโชคกล่าวว่า นอกจากการปรับสถานะแล้ว เรามีเอกสารกำกับยาสำหรับประชาชนในทุกกล่องยา ซึ่งจะมีข้อความแนะนำถึงผลข้างเคียง และข้อควรระวังว่ามีอะไรบ้าง แต่ทั้งนี้เรามีความคาดหวังว่าประชาชนจะมีความเข้าใจในยาตัวนี้มากขึ้น และไปซื้อในร้านที่มีเภสัชอยู่ อย่างไรก็ตาม การปรับสถานะเราสามารถสื่อไปทางสื่อต่างๆ หากอยู่ในกลุ่มยาอันตรายจะไม่สามารถสื่อได้ แต่ในการออกสื่อก่อนจะออกทุกบริษัทต้องมาขออนุญาต อย.ก่อน เพื่อมาดูข้อความเหมาะสม
          "ถ้าถามว่าทำไม ถ้าต้องการ ให้ประชาชนเข้าถึง ทำไมถึงปรับเฉพาะขนาดบรรจุแผงละไม่เกิน 10 เม็ด กล่องละไม่เกิน 2 แผงเท่านั้น ก็ขอบอกว่ายานี้กินได้แค่ 10-20 เม็ด สามารถกินต่อไปได้เรื่อยๆ จริงๆ ยานี้ในรายที่เป็นเรื้อรังจะต้องกินติดต่อกันเป็นเดือนๆ ดังนั้นหากมีอาการดีขึ้นก็จะกลับมาซื้อต่อ หากไม่ดีขึ้นผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าก็จะได้เปลี่ยนหรือไปหาหมอ ไม่ต้องรอให้ยาหมดก่อน เช่น กรณีที่ซื้อไปทีละมากๆ ดังนั้นเราจึงคิดว่า ขายทีละ 10-20 เม็ดก็น่าจะพอ" นพ.สุรโชคกล่าว.

 pageview  1150436    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved