Follow us      
  
  

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ [ วันที่ 04/09/2562 ]
หวัด-ติดเชื้อ บ่อเกิด โพรงไซนัสอักเสบเรื้อรัง รพ.รามคำแหง รักษาด้วยยา-การผ่าตัดผ่านกล้อง

 

          ผู้ป่วยเข้าใจผิด...คิดว่าเป็นหวัด-ภูมิแพ้
          ฝนมา-ฟ้าฉ่ำ...เหมือนมีเทวดาช่วยโปรยน้ำฟรีลงมาให้ได้ชื่นอก ชื่นใจในทุกภูมิภาคที่ระดับน้ำในเขื่อนเคยวิกฤติ ถึงตอนนี้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นพอให้ใจชื้นขึ้นกว่าเดิม พร้อมๆ กับลดปัญหาเรื่องหมอกควันและฝุ่นละอองในอากาศไปด้วยในตัว ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผู้คนในเมืองใหญ่ที่นอกจากจะได้สูดอากาศอันสดชื่นบริสุทธิ์แล้ว ยังไม่ต้องกังวลกับปัญหาอันจะเกิดกับระบบทางเดินหายใจอีกต่างหาก...
          แต่ที่ต้องระวังก็เห็นจะเป็นเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ ที่มีโอกาส เล่นงานใครต่อใครที่เจอฝนเข้าให้โดยที่เจ้าตัวอาจไม่มีภูมิต้านทานเพียงพอ ก็มีสิทธิโดนรังแกจาก 'โรคหวัด" แถมยังอาจมีอาการไอ จาม หรือไม่ก็มีน้ำมูกตามมาเล่นงานซ้ำเข้าให้
          ดังที่ 'คุณแพต" วัย 30 ปีเศษ มีประสบการณ์มาแล้วหลังจากเกิดอาการคล้ายเป็นหวัดธรรมดาที่เคยเป็นมาหลายครั้ง ประกอบกับมีปัญหาเรื่องภูมิแพ้ติดตัวอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่ได้ติดใจสงสัยเมื่อมีจาม ร่วมด้วยบ่อยครั้ง จนกระทั่งรู้สึกเหมือนมีน้ำมูกมาทำให้หายใจไม่ออกเรื่อยไปจนเข้านอน แล้วก็ยังคงหายใจฝืดอยู่แบบเดิมแม้จะดึกดื่นค่อนคืนไปถึงเช้าแล้วก็ตาม เจ้าตัวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบไป 'โรงพยาบาลรามคำแหง" โดยหวังให้คุณหมอตรวจและให้ยารักษาให้จมูกโล่งจะ ได้ลดทรมานเสียที...
          แต่เมื่อคุณหมอตรวจอย่างละเอียดแล้ว...ได้แจ้งให้ทราบว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นผลจาก 'โพรงไซนัสอักเสบ" โดยมีภาพถ่ายจากการใช้เทคโนโลยีส่องกล้องมาประกอบคำอธิบายถึงการอุดตันที่เกิดขึ้น...ส่วนที่เจ้าตัวรู้สึกว่ามีน้ำมูกและมีสีเหลืองนั้น แท้ที่จริงคือ 'น้ำหนอง" จากการอักเสบของโพรงไซนัสนั่นเอง!!...
          ทราบอย่างนี้แล้ว...ไม่ว่าผู้ป่วยจะเป็น 'คุณแพต" หรือใคร...ก็เชื่อได้เลยว่าต้องให้คุณหมอรักษาโดยไม่รอช้า...
          อักเสบได้ทั้งแบบ...เฉียบพลัน...และเรื้อรัง!!!
          มาดูกันครับว่า 'พญ.นพวรรณ ล่องชูผล" ในฐานะเป็น แพทย์ผู้ชำนาญการด้านหู คอ จมูก ประจำ โรงพยาบาลรามคำแหง ได้ตรวจพบภาวะอาการแบบไหนอย่างไรจึงวินิจฉัยว่าเป็น 'โพรงไซนัสอักเสบ".ซึ่งในเบื้องต้นคุณหมอได้อธิบายให้เข้าใจก่อนว่า 'ไซนัส" หมายถึงโพรงอากาศที่ทุกคนมีอยู่แล้วบริเวณใบหน้า ข้างจมูก แก้ม และฐานกะโหลกศีรษะ ซึ่งเมื่อใดที่เกิดอักเสบก็แปลว่ามีเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือไม่ก็เชื้อรา เข้าไปสร้างปัญหาการอักเสบในโพรงอากาศเหล่านี้
          หากเจอปัญหาแล้วเกิดอาการนานไม่ถึง 4 สัปดาห์ ก็จะเรียกว่า 'ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน"...แต่หากเกิดอาการต่อเนื่องยาวนานกว่า 12 สัปดาห์ ก็จะเรียก 'ไซนัสอักเสบเรื้อรัง" ทำให้ผู้ป่วยปวดโพรงจมูกหรือบริเวณใบหน้า มีอาการคัดจมูกหายใจไม่สะดวก มีน้ำมูก โดยอาจทำให้การรับกลิ่นของผู้ป่วยบางรายต้องผิดเพี้ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการได้กลิ่นที่ลดลง หรือว่ามีกลิ่นเหม็นในบริเวณโพรงจมูก ผู้ป่วยบางคนก็จะมีอาการไอร่วมด้วยเนื่องจากมีน้ำมูกไหลลงคอ...และเมื่อการอักเสบเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นก็จะมีหนองไหลออกมา ซึ่งจะตรวจพบได้โดยอาศัยการซักประวัติกับตรวจร่างกาย รวมถึงการส่องกล้องเข้าไปดูในโพรงจมูก หรือในบางรายอาจต้องส่งไปเข้ารับการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT Scan ร่วมด้วย
          ส่วนในขั้นตอนการรักษานั้น 'คุณหมอนพวรรณ" ระบุว่าแบ่งเป็น 2 วิธี มีทั้ง 'การใช้ยา" และ 'การผ่าตัด" ขึ้นอยู่กับความรุนแรงว่ามากน้อยเพียงใด ซึ่งในแง่ของการรักษาด้วยยาจะมีตั้งแต่ยาปฏิชีวนะ ยาลดอาการคัดจมูก ยาลดน้ำมูกลดอาการแพ้ รวมถึงการใช้น้ำเกลือล้างจมูกและการใช้สเปรย์พ่นจมูกร่วมด้วย...
          กรณีที่ใช้ยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือบางกรณี เช่น มีการติดเชื้อราในโพรงไซนัส ผู้ป่วยควรได้รับการผ่าตัดโดย การผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งไม่มีแผลภายนอก โดยพักฟื้นหลังการผ่าตัดประมาณ 2 วันก็กลับบ้านได้ โดยควรเลี่ยงการยกของหนักหรือการเบ่งแรงๆ เป็นเวลา 1 เดือนเพื่อป้องกันไม่ให้มีเลือดออกในโพรงจมูก หลีกเลี่ยงการขึ้นเครื่องบินเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และไม่ควรว่ายน้ำเป็นเวลา 2 เดือน...
          นอกจากนี้ "คุณหมอนพวรรณ" โรงพยาบาลรามคำแหง ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มมาด้วยว่า...
          '.ไซนัสอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากผู้ป่วยเป็นหวัด จึงควรดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้พ้นจากการเป็นหวัด ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรหลีกเลี่ยงไม่สัมผัสหรืออยู่ใกล้ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อค่ะ.
          อีกอย่างคือ.ไซนัสเป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้ดวงตากับฐานกะโหลกศีรษะ ซึ่งหากมีการอักเสบติดเชื้อที่บริเวณ  นี้นาน ๆ หรือมีการอักเสบติดเชื้อที่รุนแรง เช่นการติดเชื้อรา แล้วหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เชื้อลุกลามเข้า สู่บริเวณดวงตาหรือบริเวณฐานกะโหลกศีรษะซึ่งจะเข้าสู่สมองได้ ดังนั้นหากใครป่วยด้วยอาการหวัดต่อเนื่องเกินกว่า 10 วัน หรือมีอาการดีขึ้นแล้ว.แต่กลับมาเป็นซ้ำอีก รวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ปวดบริเวณใบหน้ามาก หากรักษาด้วยการพักผ่อนประคับประคองแล้วไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลค่ะ.".
          ผู้ป่วยเข้าใจผิด...คิดว่าเป็นหวัด-ภูมิแพ้
          ฝนมา-ฟ้าฉ่ำ...เหมือนมีเทวดาช่วยโปรยน้ำฟรีลงมาให้ได้ชื่นอก ชื่นใจในทุกภูมิภาคที่ระดับน้ำในเขื่อนเคยวิกฤติ ถึงตอนนี้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นพอให้ใจชื้นขึ้นกว่าเดิม พร้อมๆ กับลดปัญหาเรื่องหมอกควันและฝุ่นละอองในอากาศไปด้วยในตัว ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับผู้คนในเมืองใหญ่ที่นอกจากจะได้สูดอากาศอันสดชื่นบริสุทธิ์แล้ว ยังไม่ต้องกังวลกับปัญหาอันจะเกิดกับระบบทางเดินหายใจอีกต่างหาก...
          แต่ที่ต้องระวังก็เห็นจะเป็นเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ ที่มีโอกาส เล่นงานใครต่อใครที่เจอฝนเข้าให้โดยที่เจ้าตัวอาจไม่มีภูมิต้านทานเพียงพอ ก็มีสิทธิโดนรังแกจาก 'โรคหวัด" แถมยังอาจมีอาการไอ จาม หรือไม่ก็มีน้ำมูกตามมาเล่นงานซ้ำเข้าให้
          ดังที่ 'คุณแพต" วัย 30 ปีเศษ มีประสบการณ์มาแล้วหลังจากเกิดอาการคล้ายเป็นหวัดธรรมดาที่เคยเป็นมาหลายครั้ง ประกอบกับมีปัญหาเรื่องภูมิแพ้ติดตัวอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่ได้ติดใจสงสัยเมื่อมีจาม ร่วมด้วยบ่อยครั้ง จนกระทั่งรู้สึกเหมือนมีน้ำมูกมาทำให้หายใจไม่ออกเรื่อยไปจนเข้านอน แล้วก็ยังคงหายใจฝืดอยู่แบบเดิมแม้จะดึกดื่นค่อนคืนไปถึงเช้าแล้วก็ตาม เจ้าตัวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบไป 'โรงพยาบาลรามคำแหง" โดยหวังให้คุณหมอตรวจและให้ยารักษาให้จมูกโล่งจะ ได้ลดทรมานเสียที...
          แต่เมื่อคุณหมอตรวจอย่างละเอียดแล้ว...ได้แจ้งให้ทราบว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นผลจาก 'โพรงไซนัสอักเสบ" โดยมีภาพถ่ายจากการใช้เทคโนโลยีส่องกล้องมาประกอบคำอธิบายถึงการอุดตันที่เกิดขึ้น...ส่วนที่เจ้าตัวรู้สึกว่ามีน้ำมูกและมีสีเหลืองนั้น แท้ที่จริงคือ 'น้ำหนอง" จากการอักเสบของโพรงไซนัสนั่นเอง!!...
          ทราบอย่างนี้แล้ว...ไม่ว่าผู้ป่วยจะเป็น 'คุณแพต" หรือใคร...ก็เชื่อได้เลยว่าต้องให้คุณหมอรักษาโดยไม่รอช้า...
          อักเสบได้ทั้งแบบ...เฉียบพลัน...และเรื้อรัง!!!
          มาดูกันครับว่า 'พญ.นพวรรณ ล่องชูผล" ในฐานะเป็น แพทย์ผู้ชำนาญการด้านหู คอ จมูก ประจำ โรงพยาบาลรามคำแหง ได้ตรวจพบภาวะอาการแบบไหนอย่างไรจึงวินิจฉัยว่าเป็น 'โพรงไซนัสอักเสบ".ซึ่งในเบื้องต้นคุณหมอได้อธิบายให้เข้าใจก่อนว่า 'ไซนัส" หมายถึงโพรงอากาศที่ทุกคนมีอยู่แล้วบริเวณใบหน้า ข้างจมูก แก้ม และฐานกะโหลกศีรษะ ซึ่งเมื่อใดที่เกิดอักเสบก็แปลว่ามีเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือไม่ก็เชื้อรา เข้าไปสร้างปัญหาการอักเสบในโพรงอากาศเหล่านี้
          หากเจอปัญหาแล้วเกิดอาการนานไม่ถึง 4 สัปดาห์ ก็จะเรียกว่า 'ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน"...แต่หากเกิดอาการต่อเนื่องยาวนานกว่า 12 สัปดาห์ ก็จะเรียก 'ไซนัสอักเสบเรื้อรัง" ทำให้ผู้ป่วยปวดโพรงจมูกหรือบริเวณใบหน้า มีอาการคัดจมูกหายใจไม่สะดวก มีน้ำมูก โดยอาจทำให้การรับกลิ่นของผู้ป่วยบางรายต้องผิดเพี้ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการได้กลิ่นที่ลดลง หรือว่ามีกลิ่นเหม็นในบริเวณโพรงจมูก ผู้ป่วยบางคนก็จะมีอาการไอร่วมด้วยเนื่องจากมีน้ำมูกไหลลงคอ...และเมื่อการอักเสบเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นก็จะมีหนองไหลออกมา ซึ่งจะตรวจพบได้โดยอาศัยการซักประวัติกับตรวจร่างกาย รวมถึงการส่องกล้องเข้าไปดูในโพรงจมูก หรือในบางรายอาจต้องส่งไปเข้ารับการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT Scan ร่วมด้วย
          ส่วนในขั้นตอนการรักษานั้น 'คุณหมอนพวรรณ" ระบุว่าแบ่งเป็น 2 วิธี มีทั้ง 'การใช้ยา" และ 'การผ่าตัด" ขึ้นอยู่กับความรุนแรงว่ามากน้อยเพียงใด ซึ่งในแง่ของการรักษาด้วยยาจะมีตั้งแต่ยาปฏิชีวนะ ยาลดอาการคัดจมูก ยาลดน้ำมูกลดอาการแพ้ รวมถึงการใช้น้ำเกลือล้างจมูกและการใช้สเปรย์พ่นจมูกร่วมด้วย...
          กรณีที่ใช้ยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือบางกรณี เช่น มีการติดเชื้อราในโพรงไซนัส ผู้ป่วยควรได้รับการผ่าตัดโดย การผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งไม่มีแผลภายนอก โดยพักฟื้นหลังการผ่าตัดประมาณ 2 วันก็กลับบ้านได้ โดยควรเลี่ยงการยกของหนักหรือการเบ่งแรงๆ เป็นเวลา 1 เดือนเพื่อป้องกันไม่ให้มีเลือดออกในโพรงจมูก หลีกเลี่ยงการขึ้นเครื่องบินเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และไม่ควรว่ายน้ำเป็นเวลา 2 เดือน...
          นอกจากนี้ "คุณหมอนพวรรณ" โรงพยาบาลรามคำแหง ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มมาด้วยว่า...
          '.ไซนัสอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากผู้ป่วยเป็นหวัด จึงควรดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้พ้นจากการเป็นหวัด ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรหลีกเลี่ยงไม่สัมผัสหรืออยู่ใกล้ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อค่ะ.
          อีกอย่างคือ.ไซนัสเป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้ดวงตากับฐานกะโหลกศีรษะ ซึ่งหากมีการอักเสบติดเชื้อที่บริเวณ  นี้นาน ๆ หรือมีการอักเสบติดเชื้อที่รุนแรง เช่นการติดเชื้อรา แล้วหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เชื้อลุกลามเข้า สู่บริเวณดวงตาหรือบริเวณฐานกะโหลกศีรษะซึ่งจะเข้าสู่สมองได้ ดังนั้นหากใครป่วยด้วยอาการหวัดต่อเนื่องเกินกว่า 10 วัน หรือมีอาการดีขึ้นแล้ว.แต่กลับมาเป็นซ้ำอีก รวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง ปวดบริเวณใบหน้ามาก หากรักษาด้วยการพักผ่อนประคับประคองแล้วไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลค่ะ.".

 

 pageview  1161398    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved