Follow us      
  
  

หนังสือพิมพ์ข่าวสด [ วันที่ 25/12/2562 ]
ด็กบูลลี่ในโรงเรียน แนะ9วิธีรับมือเมื่อลูกโดนแกล้ง

  ปัญหาเด็กนักเรียนรังแก กลั่นแกล้งกันในโรงเรียน หรือการบูลลี่ ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นในสังคมไทย
          จากสถิติของกรมสุขภาพจิต ชี้ว่า ในปี 2561 มีนักเรียนไทยโดนกลั่นแกล้งในโรงเรียนสูงถึง 600,000 คน หรือคิดเป็นอัตราส่วน 40% มากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากญี่ปุ่น ปัจจุบันระดับความรุนแรงของพฤติกรรมการกลั่นแกล้งและปัญหาการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี
          บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS จึงได้จัดกิจกรรมเพื่ออบรมให้ความรู้ แก่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู ที่โรงเรียนทอสี ในหัวข้อ 'คำพูดสร้างสรรค์ สร้างสังคมน่าอยู่ ไม่บูลลี่ในเด็ก' เมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการสานต่อโครงการ 'Shared Kindness คำพูดสร้างสรรค์ สร้างสังคมน่าอยู่'รณรงค์ลดการทำร้ายจิตใจผ่านคำพูด สนับสนุนการส่งต่อคำพูดสร้างสรรค์ในสังคมไทย ปัญหาการล้อเลียนชื่อพ่อแม่ การเรียกชื่อสมมติหรือปมด้อยของเพื่อน การไม่ให้เข้าร่วมกลุ่มเล่น หรือทำกิจกรรมด้วยกัน และการตบหัวหรือการชกต่อยกัน
          นพ.กมล แสงทองศรีกมล ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ผู้ใหญ่มักมองว่าการกลั่นแกล้งกันในเด็กเป็นเรื่องเด็กเล่นกัน เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในมุมของเด็กที่ถูกกระทำนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับเขา เพราะต้องเจอกับปัญหาเดิมๆ ซ้ำๆ ทุกๆ วัน เราควรทำความเข้าใจกันใหม่ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก และส่งผลกระทบต่อจิตใจของเด็กได้ในระยะยาว ดังนั้น ในฐานะพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู จึงไม่ควรนิ่งเฉย ควรเฝ้าสังเกตพฤติกรรม อารมณ์ และดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที
          นพ.กมลได้ฝากเคล็ดไม่ลับ 9 วิธีรับมือ เมื่อเด็กๆ ถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูนำไปปรับใช้เป็นแนวทางดูแลเด็กต่อไป
          1.ทำความเข้าใจว่าการกลั่นแกล้ง คืออะไร การทำความเข้าใจว่าคือสิ่งสำคัญ ที่ทำให้เข้าใจปัญหาของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำมากขึ้น แท้จริงแล้วการกลั่นแกล้งคือนิสัยที่เรียนรู้และเลียนแบบมาจากการเห็นหรือได้ยิน เช่น การพบเจอปัญหาคนในครอบครัวทะเลาะกัน หรือพบเจอคนในชุมชนด่าทอกันด้วยคำพูดหยาบคายทุกวัน จนมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้ผู้กระทำบางรายอาจจะเป็นบุคคลที่ขาดความมั่นใจในตนเอง อิจฉาริษยาผู้อื่น รวมถึงผู้กระทำบางรายอาจจะเคยเป็นผู้ถูกกระทำมาก่อน
          2.กล้าที่จะพูดหรือแสดงความไม่พอใจต่อผู้กระทำ หลายครั้งที่ปัญหาการกลั่นแกล้งเกิดขึ้นกับบุคคล บุคคลหนึ่งมาอย่างยาวนาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ถูกกระทำไม่กล้าที่จะพูด หรือแสดงความไม่พอใจออกมา ทำให้ผู้กระทำไม่รับรู้ว่าผู้ถูกกระทำนั้นมีความรู้สึกอย่างไร จึงกลั่นแกล้งซ้ำๆ เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ การแสดงออกว่าผู้ถูกกระทำไม่พอใจ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้กระทำลดการกลั่นแกล้งลง หรือหยุดกระทำ เนื่องจากได้รู้ถึงความรู้สึกของผู้ถูกกระทำว่า ไม่พอใจ และเสียใจ ตลอดจนรู้ว่าการกระทำของตนสร้างผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำอย่างไรบ้าง
          3.บอกเล่าการโดนกลั่นแกล้งกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู ส่วนใหญ่แล้วปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียน เกิดจากการที่ผู้ถูกกระทำไม่ได้บอกเล่าเรื่องถูกกลั่นแกล้ง จึงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด ดังนั้น เป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ต้องสอนเด็กและลูกหลานไม่ให้เงียบ, เพิกเฉย หรือทนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และจงกล้าที่จะบอกเล่าปัญหาของตนกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครูที่โรงเรียน เพราะปัญหาการถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียนต้องได้รับความร่วมมือจากทุกส่วน เพื่อหาวิธีการรับมือ และหาวิธีการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน
          4.การกลั่นแกล้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ในบางสถานการณ์การกลั่นแกล้งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากว่าถูกกลั่นแกล้งทางร่างกายหรือทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำพูดด่าทอเชื้อชาติหรือเพศสภาพ ใช้กำลังและความรุนแรงรังแก ผู้อื่น หรือแม้แต่การแชร์เรื่องส่วนตัวของผู้อื่นในอินเตอร์เน็ต ล้วนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น หากพบเจอการกลั่นแกล้งที่รุนแรงเช่นนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูสามารถรายงานเรื่องนี้ต่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
          5.อย่ามองว่าตัวเองเป็นปัญหา การมีอัตลักษณ์ที่ต่างจากผู้อื่น เช่น เพศสภาพ เชื้อชาติ รูปร่างหน้าตา ที่ต่างจากผู้อื่น ไม่ใช่ปัญหาของผู้ถูกกระทำเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะทัศนคติของผู้กระทำต่อผู้อื่นต่างหาก สิ่งที่สำคัญคือต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองของตนเองก่อนเป็นอันดับแรก หากลูกของคุณเป็นผู้ถูกกระทำ จงสอนเขาว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด และมันไม่ใช่ปัญหาของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวผู้กระทำเองทั้งสิ้น
          6.มองหาวิธีจัดการกับความเครียด การกลั่นแกล้งสร้างความเครียดให้ผู้ถูกกระทำ นอกจากบอกเล่าปัญหาต่อผู้ที่ไว้ใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พ่อแม่ หรือครูแล้ว ควรลองมองหากิจกรรมหรือสิ่งใหม่ๆ เช่น การออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง หรือออกไปเที่ยว เพื่อจัดการกับความเครียดของตนเอง และทำให้สภาพจิตใจไม่หมกมุ่นต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
          7.อย่าแยกตัวออกมาอยู่คนเดียว การอยู่คนเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาหรือทำให้เราจัดการกับการกลั่นแกล้งได้ ทั้งยังทำให้สถานการณ์แย่ลงไปเรื่อยๆ การอยู่คนเดียวเงียบๆ จะทำให้ลดความมั่นใจและความภาคภูมิใจของผู้ถูกกระทำได้ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครองและครู ที่จะคอยสอดส่อง ดูแล พฤติกรรม อารมณ์ของเด็กๆ และบุตรหลาน ไม่ให้ตกอยู่ในภาวะเงียบหรือปลีกตัวมาอยู่คนเดียว
          8.ดูแลสุขภาพกายและใจของตนเองให้ดี สุขภาพ คือสิ่งสำคัญที่เราควรใส่ใจการกลั่นแกล้งนั้นสามารถสร้างบาดแผลและปมในใจให้กับผู้ถูกกระทำซึ่งสามารถส่งผลต่อสภาพร่างกาย เช่น การอดอาหาร เครียดจนนอนไม่หลับ เป็นต้น หากบุตรหลานได้รับการกลั่นแกล้งที่กระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจ ควรพาไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและจิตวิทยา เพื่อช่วยให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาได้อย่างดีและตรงจุด
          9.มองหาบุคคลต้นแบบที่ดี การกลั่นแกล้งทำให้ผู้ถูกกระทำสับสนและไม่ชอบในตัวเอง หากว่าผู้ถูกกระทำมีบุคคลต้นแบบที่ดี จะสามารถทำให้เห็นได้ว่ามีอีกหลายคนที่เคยพบเจอกับปัญหาเดียวกัน และสามารถก้าวข้ามผ่านการโดนกลั่นแกล้งจนประสบความสำเร็จได้ การมีบุคคลต้นแบบที่ดีนั้นจะทำให้ผู้ถูกกระทำมองเห็นคุณค่าของตัวเองและรักตัวเองมากขึ้น

 pageview  1174342    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved