 |
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ [ วันศุกร์ ที่ 2 เดือน ตุลาคม 2552 ] |
|
| เป็นมะเร็ง แต่ไม่ทุกข์ |
ไม่ง่ายที่ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย จะพูดคุยอย่างร่าเริงว่า ..ไม่เป็นไร แค่ขอตายอย่างสงบก็พอ แต่เพราะที่นี่คือ วัดคำประมง ของผู้ป่วยกว่าพันคน
แม้วัดคำประมง จ.สกลนคร จะเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง แต่ใครจะรู้บ้างว่า เจ้าอาวาสทำงานหนักเพียงใด ท่านพร้อมจะเสียสละในทุกเรื่อง คนป่วยที่นี่จากที่เคยทุกข์หนัก กลายเป็นไม่ทุกข์ไม่ร้อน เพราะมีบทเรียนให้เรียนรู้
เมื่อเราเกิดมาในโลกมนุษย์ เราก็เหมือนนักกีฬาโลก หากเราเข้าใจกติกาของโลก เราจะเป็นนักกีฬาที่ประสบผลสำเร็จ แต่หากเราไม่เข้าใจกฎกติกาของโลก เราก็เป็นนักกีฬาของโลกที่ถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม" เปลี่ยนเคราะห์ให้เป็น เปลี่ยนโรคให้เป็นครู (ว.วชิรเมธี)
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะได้ยินผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งแทบจะลุกไหว แต่ยังสามารถพูดคุยกับผู้ไปเยี่ยมได้อย่างร่าเริงว่า "ไม่เป็นไร แค่ขอตายอย่างสงบก็พอ"
คนป่วยเป็นมะเร็งที่ปอด สามารถนำเต้นแอโรบิกตอนเช้าได้ หรือผู้ป่วยอีกคนเคยผ่าตัดมะเร็งที่ลิ้นไก่หลายครั้ง จนต้องใช้เพดานปากเทียม เพื่อช่วยในการออกเสียงให้ชัดเจนขึ้นสามารถนำสวดมนต์ โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ใดๆ
หากโชคดีอาจได้ฟังเสียงเปียโน จากนักเปียโนระดับปรมาจารย์ชาวเยอรมัน ซึ่งทราบมาว่า ท่านนี้ป่วยเป็นมะเร็งและได้เดินทางไปรักษามาแล้วทั่วโลก จนมารักษาตัวอยู่ที่วัดคำประมง จ.สกลนคร เป็นเวลาเดือนเศษๆ วันที่เจอกันท่านเดินเหินยิ้มแย้มแจ่มใสปกติ และใจดีลุกไปนั่งเล่นเปียโนให้ทุกคนฟังอย่างมีความสุข
ส่วนคนป่วยอีกรายบอกว่า ก่อนมารักษาที่นี่อยากหาย แต่พอมาอยู่ในวัดแล้ว คิดใหม่ว่า ไม่หาย ก็ไม่เป็นไร เธอมีชีวิตที่เป็นสุขกับปัจจุบันมากขึ้น
นี่คือ เรื่องราวของผู้คนที่แม้ป่วยกายแต่ใจเข้มแข็ง ไม่พาลป่วยไข้ไปด้วย จึงทำให้พวกเขามีชีวิตที่เป็นทุกข์น้อยลง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง หรือทำได้ง่ายๆ แต่เป็นผลจากการทำงานหนักด้วยความเสียสละและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ของ หลวงตาปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง จ.สกลนคร นั่นเอง
ด้วยความที่ต้องการจะตอบแทนบุญคุณพุทธศาสนา ชาติบ้านเมือง หลวงตาจึงก่อตั้ง อโรคยศาล วัดคำประมง ขึ้นเมื่อปี 2548 เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกชาติ ทุกศาสนา ที่มีความทุกข์เพราะความเจ็บป่วย โดยเฉพาะโรคมะเร็ง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ปัจจุบันมีผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดรักษากว่า 1,600 คนมีทั้งคนไทยและต่างชาติ
หลวงตาปพนพัชร์เคยป่วยและทุกข์จากมะเร็งโพรงจมูก ทั้งอาการอาเจียน และเวลาพูดจะมีเลือดปนออกมาด้วย พี่สาวของหลวงตาซึ่งเป็นอาจารย์หมอที่จุฬาฯ จึงส่งท่านไปรักษาอย่างดีที่สุด ทั้งเคมีบำบัด ฉายแสงอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ ใช้ยาดีที่สุดจากยุโรป แต่อาการของท่านก็ไม่ทุเลาลง
ตอนนั้นทำจนกรอบไปหมดทั้งตัว ท่านบอก และสุดท้ายใช้เคมีบำบัด จนท่านทนไม่ไหว คิดว่ายอมตายดีกว่าอยู่ กำหนดปล่อยวางธาตุ สภาวะธรรมทั้งหลายปรากฏ ทุกข์เวทนาทั้งหลายก็หายไปหมด ไม่มีความเจ็บปวดหลงเหลืออยู่เลย
ท่านเล่าเพิ่มเติมไว้ในหนังสือที่ระลึกการรับพระราชทานปริญญาบัตรวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร สาขาวิชาสาธารณสุขชุมชน เมื่อปี 2551 ว่า สุดท้ายก็ใช้สมาธิ เข้าสมาธิ 3 ชั่วโมงติดต่อกัน เมื่อจิตถอนออกมาพิจารณาธาตุขันธ์ แล้วก็พิจารณาสูตรยาสมุนไพร ยอดยารักษามะเร็ง จากตำรายา(สมุนไพร) เล่มเก่าที่มีอยู่ และก็เริ่มต้มยาสมุนไพรฉันเอง"
จากที่ฉันอะไรก็ไม่ได้ หายใจไม่สะดวก ก็เริ่มฉันยา ซึ่งก็เป็นตัวเดียวกับที่ต้มให้คนไข้กินทุกวันนี้ ท่านก็เริ่มหายใจได้ ฉันข้าวได้ มีเรี่ยวแรงมากขึ้น เมื่อฉันครบ 5 หม้อ เลือดก็ออกน้อยลง ท่านจึงเชื่อว่าการใช้สมาธิบำบัดร่วมกับการทานยาสมุนไพรเป็นแนวทางที่ได้ผล
"ตอนนั้นเอาชีวิตเข้าแลก ปรารภความเพียร อดอาหาร 9 วัน ฉันแต่น้ำ นั่งสมาธิ เดินจงกรม ทุกวัน ท่านบอก
เขาว่าคนเป็นมะเร็งมีกรรมหนัก หลวงตาเองก็มีกรรมหนักที่เป็นมะเร็ง แต่มะเร็งทำให้เรามีความสุข ได้ทำในสิ่งที่ดีที่สุด ที่แล้วมาก็แล้วไป ต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุด
และหากไม่สร้างกุศลทำบุญ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ต่อ หลวงตาบอกว่า ถึงอย่างไรเราก็ต้องกลับมาตายอยู่ดี ไม่โรคใดก็โรคหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อคนที่หายแล้ว แข็งแรงดีแล้ว จึงกลับมาเป็นจิตอาสาช่วยงานคนอื่นต่อไป
ท่านขยายความให้ฟังถึงการตั้งอโรคยศาลว่า ทำให้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก ทั้งค่ายา ค่าสมุนไพรบางชนิด ต้องซื้อจากที่อื่น เพราะปลูกในพื้นที่ไม่ขึ้น และมีการส่งยาไปให้ต้มกินต่อที่บ้านด้วย
"ไม่นับค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าก่อสร้างซ่อมแซม รวมกันแล้วอย่างน้อยก็เดือนละหกเจ็ดแสนบาท
แต่กระนั้นท่านก็ยังเลือกที่จะไม่ขายยาใดๆ เลย เพราะไม่ชอบเห็นคนทะเลาะกัน เวลาที่ผลประโยชน์ไม่ลงตัว ท่านเลยให้ฟรีทุกอย่าง และคงจะเป็นแห่งเดียวในโลกที่แม้แต่ตายยังเผาฟรี
ท่านย้ำอีกว่า ดูสิว่าจะอยู่ได้ไหม" เพราะท่านทำไปด้วยความสุข เพื่อให้คนที่อยู่เป็นสุข เพราะคนที่ไปหาท่าน มีแต่ความทุกข์มากพออยู่แล้ว
"แต่นี่ก็สะท้อนให้เห็นว่าบุญมีจริง ท่านบอก ซึ่งทำให้ท่านอยู่มาได้และมีอาสาสมัคร จิตอาสา เข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยและทำงานอย่างต่อเนื่อง
อยากให้พิจารณากันว่า แต่ละคนมีความดีเลว ผิดถูก แต่ปัจจุบันขอให้ทำให้ดีที่สุด ไม่ประมาททั้งในชีวิตของตนเองและผู้อื่น อย่าทะเลาะกันเหมือนคนละขั้วคนละฝ่าย ถ้าจะทะเลาะก็ให้ทะเลาะกับตัวเองว่า อย่าเป็นคนเกียจคร้าน ให้ขยันสวดมนต์ ออกกำลังกายเท่าที่จะทำได้ อยู่อย่างมีค่า คิดเสมอว่าไม่รู้จะตายเมื่อไร เวลานอน หลวงตาไม่คิดว่าพรุ่งนี้จะตื่น แต่ถ้าตื่นขึ้นมา มีอะไรต้องทำบ้าง ก่อนหลังก็ให้ทำ ท่านบอก
"เมื่อก่อนคนเราอาจจะโลภ เห็นแก่ได้อย่างเดียว แต่พอมาเป็นมะเร็ง ก็คิดได้ว่า หากตาย เงินทองกองเท่าภูเขา ก็เอาไปไม่ได้ แต่ตอนนี้เรามาคิดว่าจะทำอย่างไร จึงจะช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์ ทำอย่างไรเขาจึงจะมีความสุข "
ขั้นตอนการรับคนป่วยของท่านก็แสนจะเรียบง่าย ท่านจะเริ่มด้วยการปฐมนิเทศ ให้ผู้ป่วยและญาติที่มาใหม่เข้าใจความหมายและเป้าหมายของอโรคยศาลให้ตรงกันก่อน เพื่อปรับความคาดหวังให้สอดคล้องกัน ด้านผู้ป่วยก็นำประวัติการรักษา หนังสือส่งต่อ ผลอัลตราซาวน์ เอ็กซ์เรย์ ผลสแกนคอมพิวเตอร์ ผลเลือด MRI และผลการตรวจชิ้นเนื้อ มาให้ท่านดูเพื่อเป็นหลักฐานว่า เป็นมะเร็งจริง
ส่วนการรักษา ท่านใช้หลักการพุทธศาสนา คือ สมาธิบำบัดควบคู่ไปกับดนตรีบำบัด และธรรมชาติบำบัด ใช้สมุนไพรรักษา เช่น ล้างพิษด้วยสมุนไพรแก้ว 7 ดวง , ใช้สมุนไพรบำรุงธาตุ ปรับธาตุ และที่สำคัญคือ ยาต้มสมุนไพรสูตรหลักแก่ผู้ป่วย
ทั้งนี้ยาสมุนไพรที่ท่านนำมารักษานั้น ก็ผ่านการวิจัยทางการแพทย์แผนปัจจุบันมาแล้ว โดยวิธีการรักษาของหลวงตาเป็นการผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ก็มีทีมงานจากศิริราชพยาบาลและคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมจัดประชุมวิชาการเพื่อเผยแพร่ผลงานของท่านออกไปทั่วโลก
นอกจากนี้ยังมีการอบน้ำสมุนไพร ดื่มน้ำสมุนไพรเพื่อเสริมธาตุ มีน้ำสมุนไพรสมานฉันท์ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และประสานการทำงานของอวัยวะต่างๆ ตามกำลังของผู้ป่วย มีการประกอบพิธีกรรม เพื่อเสริมสร้างกำลังใจและศรัทธาของผู้ป่วยให้มีกำลังใจ มีจิตใจแน่วแน่เข้มแข็งในการต่อสู้เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของโรค โดยกระบวนการทั้งหมดก็ให้ครอบครัวของผู้ป่วยมีส่วนร่วมรับรู้การบำบัดรักษาและพักอยู่กับผู้ป่วยด้วย
นอกจากนี้ยังมี คุณหมอจิตอาสา เข้ามาช่วยดูแลคนไข้ทุกสัปดาห์ มีการฝังเข็มและมีกลุ่มจิตบำบัดเข้าไปช่วยสนับสนุนการรักษาอีกทางหนึ่ง หากคนไข้มีอาการหนัก ท่านก็สามารถส่งต่อไปโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที หรือตามความต้องการของผู้ป่วย
จากการได้เห็นการทำงานหนัก เพื่อช่วยเหลือคนป่วยของหลวงตาโดยแทบจะไม่เห็นพระลูกวัดองค์อื่นเลย มีเพียงท่านองค์เดียวที่คอยช่วยดูแลเรื่องการต้มยา และได้ทราบมาว่า เมื่อก่อนเคยมีพระสงฆ์กว่า 200 รูป ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่รูป
ท่านบอกว่าวัดคำประมง มีโครงการ "มาเป็นจิตอาสากันเถอะเพียงปีละ 1 วัน" (แต่จะมากกว่านั้นก็ได้) มาได้ไม่จำกัดจำนวน
"ส่วนคุณสมบัติก็แค่ขอให้มีใจรักและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ อะไรที่คุณทำได้ ก็ทำไปเลย ล้างห้องน้ำ ทำครัว ต้มยา เต้นแอโรบิก ท่านบอกด้วยรอยยิ้มเมตตาและตามด้วยการหัวเราะเสียงดังอย่างมีความสุขตามแบบฉบับของท่าน
"อานิสงค์ของการช่วยคนนั้น สุดจะประมาณได้ ตัวเรารับเต็มๆ โดยไม่ต้องไปแบมือขอ เขามาเอง ไม่เหมือนกับพวกเราไปไหว้เจ้า ที่ขอกันแหลกลาญเลย นี่ไม่ต้องขอ แต่ได้แน่นอน ขนาดหมอจิตอาสา ยังบอกว่า เขาได้จากคนไข้มากกว่า
อาสาสมัครที่ตัดสินใจไป เริ่มจากการได้ยินชื่อเสียงของวัด แล้วก็รู้ว่าที่นี่รับจิตอาสา ก็คิดอยากเป็นอาสา เพราะคิดว่าเดี๋ยวนี้ไม่เป็นจิตอาสาจะตกเทรนด์ ตอนหลังทำแล้วชักสนุก ไม่ต้องชวนแล้ว มาเอง" ท่านเล่าให้ฟังอย่างมีความสุข
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ พรเลิศ ฉัตรแก้ว คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอาสาสมัครอีกคนของวัดคำประมงมานานกว่า 4 ปี เล่าว่า จริงๆ แล้วหลวงตาต่างหากที่ช่วยให้เราได้มีโอกาสทำบุญ โดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา
"คุณไปแล้วก็มีความสุข ก็ได้ปฏิบัติธรรมตรงนั้น เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เป็นอีกเวอร์ชั่นของชีวิตเรา" หลวงตาบอก เหมือนเปิดโอกาสให้ไปทำกุศลกันเต็มที่ ดังที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
การได้ไปดูแลคนเจ็บไข้ ก็เหมือนได้ไปดูแลพระองค์เอง
หมายเหตุ : หากต้องการสมัครเป็นจิตอาสา เข้าไปดูข้อมูลที่เว็บไซต์ http://www.khampramong.org/
| |
|
|
|
 |
| |