 |
หนังสือพิมพ์แนวหน้า [ วันพฤหัสบดี ที่ 1 เดือน ตุลาคม 2552 ] |
|
| การดูแลเด็กที่มีโรคหัวใจ |
เด็กที่มีโรคหัวใจไม่จำเป็นต้องให้การเลี้ยงดูที่แตกต่างจากเด็กปกติ ส่วนใหญ่สามารถเรียนหนังสือ ออกกำลังกาย และมีการเจริญเติบโตเช่นเดียวกับเด็กปกติ บิดามารดาและผู้ปกครองมีส่วนร่วมอย่างมากในการดูแลเด็กเหล่านี้ เพื่อเด็กจะได้มีสุขภาพกายและจิตใจที่ดี
เด็กที่มีโรคหัวใจแต่ไม่มีอาการแสดงของโรคหัวใจหรือมีอาการน้อย
เด็กที่มีความผิดปกติของหัวใจที่ไม่รุนแรง มักไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาใดๆ บิดามารดาควรให้การเลี้ยงดูเช่นเดียวกับเด็กปกติทั่วไป ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องอาหาร การออกกำลังกายหรือการเรียน ควรพาเด็กมาพบแพทย์โรคหัวใจอย่างสม่ำเสมอเพื่อแพทย์จะได้ประเมินสภาพความรุนแรงของหัวใจเป็นระยะๆ เนื่องจากโรคหัวใจบางชนิดอาจมีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อเด็กมีอายุมากขึ้นหรืออาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้
เด็กที่มีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว
เด็กเหล่านี้มักมีอาการเหนื่อย หายใจเร็ว ดูดนมลำบาก เติบโตช้า บวม หรือไม่สบายบ่อยๆ ส่วนใหญ่มักจะได้รับยาที่ทำให้หัวใจบีบตัวดีขึ้น ยาขับปัสสาวะ หรือยาขยายหลอดเลือด บิดามารดาหรือผู้ปกครองให้ความร่วมมือโดยการลดอาหารที่มีรสเค็ม หลีกเลี่ยงการใส่น้ำปลาหรือเกลือลงไปในอาหาร เด็กสามารถรับประทานอาหารที่ผู้ปกครองรับประทานตามปกติได้ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในที่แออัด ให้ยาอย่างสม่ำเสมอและในขนาดที่ถูกต้อง เด็กที่ควบคุมอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวได้ดี จะมีการเจริญเติบโต ออกกำลังกาย และไปโรงเรียนได้เหมือนเด็กปกติ บางรายอาจต้องทำการผ่าตัดรักษาความผิดปกติเพื่อทำให้ภาวะหัวใจล้มเหลวดีขึ้น
เด็กที่มีอาการเขียว
เด็กกลุ่มนี้อาจมีหรือไม่มีอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วยได้ ผู้ปกครองสามารถให้การดูแลเช่นเดียวกับเด็กที่มีอาการหัวใจล้มเหลว เด็กที่มีอาการเขียวบางรายอาจมีอาการเขียวกะทันหัน โดยมีอาการเขียวคล้ำมากกว่าปกติ ร่วมกับมีอาการหายใจหอบลึก ในกรณีที่เป็นรุนแรงอาจมีอาการตัวเกร็ง เป็นลมหมดสติได้ อาการนี้มักเกิดขึ้นในตอนเช้า มีภาวะซีด จากการขาดธาตุเหล็ก มีไข้ ร้องนานๆ หรือออกกำลังกายจนเหนื่อยมาก บิดามารดาและผู้ปกครองจึงควรระวังอย่าให้เด็กขาดน้ำ ให้รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก เมื่อเด็กมีอาการนี้ให้จับเด็กนั่งยองๆ หรืออุ้มพาดบ่าเอาเข่าชิดหน้าอก ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้รีบพาเด็กมาพบแพทย์
การดูแลด้านโภชนาการ
เด็กที่เป็นโรคหัวใจส่วนใหญ่สามารถเติบโตได้เหมือนเด็กปกติ แต่บางรายอาจเติบโตช้า โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวหรือมีอาการเขียว เด็กเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง น้ำนมมารดาเป็นอาหารที่ดีที่สุดในเด็กวัยทารก บางรายแพทย์อาจแนะนำให้ใช้สูตรน้ำนมพิเศษ หลักสำคัญคือควรให้อาหารหรือนมครั้งละน้อยๆ แต่ให้บ่อยครั้ง
การออกกำลังกาย
การเล่น การออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กทุกคนรวมทั้งเด็กที่มีโรคหัวใจ การออกกำลังกายมีประโยชน์ในด้านการพัฒนาการทั้งทางร่างกายและจิตใจ เด็กที่มีโรคหัวใจบางรายอาจถูกจำกัดการออกกำลังกายโดยลักษณะของโรคหัวใจ ทำให้ไม่สามารถเล่นหรือออกกำลังกายได้เช่นเดียวกับเด็กปกติ แต่เด็กบางรายอาจถูกจำกัดโดยบิดามารดาหรือผู้ปกครอง เนื่องจากคิดว่าเด็กไม่สามารถเล่นหรือออกกำลังกายได้คล้ายเด็กปกติ ดังนั้น ควรให้เด็กได้ออกกำลังกายหรือเล่นเท่าที่เด็กสามารถทำได้ ยกเว้นในบางรายที่ไม่ควรให้ออกกำลังกายที่เป็นการแข่งขัน หรือการเล่นที่รุนแรง ซึ่งแพทย์จะแนะนำเป็นรายๆ
การดูแลสุขภาพเหงือกและฟัน
การมีสุขภาพของเหงือกและฟันที่ดีมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับเด็กที่มีโรคหัวใจ เนื่องจากเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดการติดเชื้อของลิ้นหัวใจและหลอดเลือดหรือฝีในสมอง ในเด็กช่วงก่อนอายุ 18 เดือน ให้ใช้ผ้านุ่มๆ เช็ดที่ฟันและเหงือก เมื่อเด็กอายุ 2 ปี จึงสอนให้เด็กแปรงฟัน และผู้ปกครองควรแปรงฟันให้เด็กหลังจากเด็กแปรงฟันด้วยตนเองเสร็จแล้ว เมื่อเด็กโตขึ้นจึงให้เด็กแปรงฟันด้วยตนเองร่วมกับใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ เด็กที่อายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป ควรสอนการใช้ไหมขัดฟันในการทำความสะอาดฟันเพิ่มเติม โดยผู้ปกครองเป็นผู้ทำให้ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ควรพาเด็กไปพบทันตแพทย์เมื่อเด็กอายุได้ 2 ปี และพาไปพบอย่างสม่ำเสมอทุก 6-12 เดือน การให้ฟลูออไรด์ สามารถให้ได้ตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป และในการพบกับทันตแพทย์ต้องบอกทุกครั้งว่าเด็กเป็นโรคหัวใจ
การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
เด็กควรได้รับวัคซีนเหมือนเด็กปกติ แต่จะมีการให้ภูมิคุ้มกันเพิ่มเติมในผู้ป่วยโรคหัวใจบางชนิด เช่นผู้ป่วยโรคหัวใจที่ได้รับยาแอสไฟรินควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในขณะที่มีการระบาดของโรคนี้ หรือการให้วัคซีน IPD ในเด็กโรคหัวใจชนิดเขียวที่ไม่มีม้ามเป็นต้น
การป้องกันการเจ็บป่วยบ่อยๆ
ไม่นำเด็กเข้าใกล้คนป่วยและไม่นำเด็กเข้าไปในชุมนุมชน เนื่องจากเด็กโรคหัวใจที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวมักเป็นหวัดหรือปอดบวมได้ง่ายและมักหายช้ากว่าเด็กปกติ ส่วนเด็กโรคหัวใจที่มีอาหารเขียว การมีไข้ทำให้เกิดการขาดน้ำและกระตุ้นให้เกิดอาการเขียวกะทันหันได้
การเจริญทางสติปัญญา
เด็กโรคหัวใจสามารถเรียนหนังสือและเข้าเรียนในโรงเรียนปกติเหมือนเด็กทั่วไปได้ สิ่งแวดล้อมและการดูแลของครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก
สนับสนุนข้อมูลโดย : รศ.นพ.ไพโรจน์ โชติวิทยธารากุล
กุมารแพทย์โรคหัวใจเด็กและผู้อำนวยการศูนย์กุมารเวช
โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล
โทร. 1745 www.bangpakokhostpital.com
ควบคุมโดย : พญ.เจรียง จันทรกมล โรงพยาบาลในเครือบางปะกอก
| |
|
|
|
 |
| |