หนังสือพิมพ์บ้านเมือง [ วันพฤหัสบดี ที่ 24 เดือน กันยายน 2552 ]
ภาวะหัวใจวายที่เกิดจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน


โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน มีความสำคัญมากในประเทศไทยเพราะเป็นต้นเหตุของความเจ็บป่วยและเสียชีวิตของคนไข้เป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมือง โรคนี้เริ่มต้นอาจมีอาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เช่น อาการเจ็บแน่นหน้าอกเมื่อออกกำลังกายหรือมีความเครียด แต่ในระยะต่อไปอาจแสดงอาการด้วยอาการของการบีบตัวที่บกพร่องของกล้ามเนื้อหัวใจ โดยเฉพาะหัวใจห้องซ้ายล่าง อาการของหัวใจวาย เช่น เหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ ออกกำลังกายไม่ไหว และ อาจแสดงอาการเป็นภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น การเสียชีวิตเฉียบพลันเพราะหัวใจหยุดเต้น หรือเต้นผิดจังหวะรุนแรง หรือมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นในหัวใจห้องซ้ายล่าง และลิ่มเลือดนี้หลุดออกไปอุดหลอดเลือดแดงที่สำคัญ เช่น หลอดเลือดแดงของสมอง ของลำไส้ หรือของแขนและขา การเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้เป็นเพราะเกิดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจ หรือมีการขาดเลือดที่รุนแรงและเฉียบพลันจนกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวไม่ได้ คนไข้ที่ป่วยอยู่ในระยะนี้มีอัตราตายสูง และต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง เช่น ต้องมีการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ การเปิดหรือขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยลูกโป่งและขดลวด ตลอดจนการผ่าตัดหัวใจ ทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ การซ่อมแซมลิ้นหัวใจ หรือการตัดและตบแต่งส่วนของหัวใจที่โป่งพอง การจี้จุดบนผนังด้านในของหัวใจห้องซ้ายล่างที่เป็นสาเหตุของการนำไฟฟ้าที่ผิดปกติทำให้เต้นผิดจังหวะรุนแรง

ในวันนี้จะกล่าวเรื่องภาวะหัวใจห้องซ้ายล่างวายที่เกิดหลังจากกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่แพทย์ไม่สามารถที่จะเปิดหลอดเลือดหัวใจที่ตัน ด้วยยาหรือลูกโป่งและขดลวด (มักเป็นเพราะมาถึงสถาบันที่สามารถฉีดสีและเปิดหลอดเลือดหัวใจช้า) คนไข้กลุ่มนี้จะสามารถผ่านภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายในระยะแรกไปได้ และออกจากโรงพยาบาล โดยที่อาจไม่มีอาการของหัวใจวาย เช่นไม่มีอาการเหนื่อยรุนแรง แต่ต่อมาคนไข้จะสามารถออกกำลังกายได้ลดลง เหนื่อยง่ายและเกิดภาวะหัวใจห้องซ้ายล่างวาย โดยที่ไม่มีอาการแน่นหน้าอกซึ่งเป็นอาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด คนไข้มักต้องมาอยู่ในโรงพยาบาลบ่อยเพราะเป็นหัวใจวาย และยังมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจนถึงหัวใจหยุดเต้น มีลิ่มเลือดอุดเส้นเลือดแดงสมองเป็นอัมพาต เป็นต้น การถ่ายภาพเอกซเรย์พบว่าเงาหัวใจโตขึ้นโดยเฉพาะเงาหัวใจห้องซ้ายล่าง และการตรวจพิเศษด้วยเครื่องสะท้อนเสียงหัวใจ (echocardiogram) พบว่ามีการโป่งพองของหัวใจห้องซ้ายล่าง ตรงบริเวณที่ตายไปแล้วกลายเป็นแผลเป็น แล้วบริเวณนี้ค่อยๆ ถูกดันให้โป่งออกโดยส่วนของหัวใจห้องซ้ายล่างที่ยังบีบตัวเป็นปกติ การตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษเช่นการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (cardiac MRI) ก็พบว่าหัวใจโป่งพองตรงตำแหน่งที่เป็นแผลเป็น ตรงนี้ไม่มีกล้ามเนื้อหัวใจที่มีชีวิตอยู่ และยังอาจพบมีลิ่มเลือดในหัวใจ อาจพบว่าการบีบตัวของหัวใจลดลงจนอยู่ในขั้นที่เป็นอันตรายต่อชีวิตคนไข้ เช่นบีบตัวได้น้อยกว่า 20% คนไข้กลุ่มนี้จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานนัก มีเพียงการผ่าตัดเท่านั้นที่อาจจะช่วยชีวิตเขาได้ การผ่าตัดนี้เราเรียกว่า การตบแต่งหัวใจห้องซ้ายล่าง เพื่อทำให้ส่วนที่โป่งพองไม่สัมผัสกับโลหิตในช่องหัวใจห้องซ้ายล่าง โดยใช้หลอดเลือดเทียม หรือวัสดุสังเคราะห์มาทำเป็นผนังกั้นส่วนนี้ออก

วิธีการผ่าตัดที่เป็นที่นิยมมากในปัจจุบันได้ค้นคิดโดยหมอผ่าตัดหัวใจชาวโมนาโกชื่อว่า Vincent Dor และเรียกวิธีการผ่าตัดนี้ว่า Dor’s procedure ก่อนผ่าตัดต้องฉีดสีเส้นเลือดหัวใจว่ามีการตีบตันกี่เส้น กี่จุด การผ่าตัดจะทำ Dor’s procedure ร่วมกับการต่อทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ ผลของการผ่าตัดดังกล่าวได้ผลดี มีอัตราตายต่ำ หลังผ่าตัดหัวใจจะบีบตัวดีขึ้น อาการเหนื่อยและหัวใจวายจะลดลงจนหายเป็นปกติ ถ้าหากมีลิ่มเลือดขณะผ่าตัดลิ่มเลือดก็จะถูกเอาออกจากหัวใจ ลดภาวะความเสี่ยงต่อการหลุดของลิ่มเลือด และถ้าหากมีปัญหาหัวใจเต้นผิดจังหวะก่อนผ่า ขณะผ่าตัดแพทย์จะใช้ความเย็นเยือกแข็งจี้ตรงจุดที่เป็นต้นเหตุของการเต้นผิดจังหวะ ทำให้หลังผ่าตัดปัญหาการเต้นผิดจังหวะของหัวใจดีขึ้นจนหายเป็นปกติ หลังผ่าตัดคนไข้สามารถใช้ชีวิตเหมือนปกติ ไม่ต้องรับประทานยากดภูมิต้านทานเหมือนคนไข้ที่เปลี่ยนหัวใจ ในปัจจุบันสถาบันหัวใจส่วนใหญ่สามารถผ่าตัดวิธีดังกล่าวได้ ช่วยให้คนไข้ที่ป่วยด้วยภาวะนี้อยู่รอดปลอดภัย

ข้อมูลจาก รศ.นพ.กิตติชัย เหลืองทวีบุญ หน่วยศัลยศาสตร์ทรวงอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์