หนังสือพิมพ์แนวหน้า [ วันพฤหัสบดี ที่ 24 เดือน กันยายน 2552 ]
วัคซีนไข้สมองอักเสบ" รูปแบบใหม่ จาก "ฉีด" สู่ "กิน" อนุภาคเล็กระดับนาโน


"โรคไข้สมองอักเสบเจอี" (Japanese encephalitis) เป็นโรคติดเชื้อที่รักษาได้ยาก และเป็น ปัญหาสาธารณสุข ที่สำคัญโรคหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบผู้ป่วยโรคนี้ประมาณปีละ 30,000-50,000 ราย แม้ว่าอัตราการเกิดโรคจะไม่สูงนัก แต่ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีโอกาสเสียชีวิตมากถึง 20-30% เลยทีเดียว

ขณะเดียวกันผู้ป่วยที่รอดชีวิต 50% ต้องเผชิญกับภาวะความผิดปกติทางสมองและพิการถาวร ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี และอาจพบในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาในบริเวณระบาดของโรคได้อีกด้วย

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า โรคไข้สมองอักเสบ เจ อี เกิดจากเชื้อไวรัส Japanese encephalitis ซึ่งมียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค มีหมู นก วัว ควาย หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ เป็นแหล่งเจริญเติบโตของเชื้อ เมื่อยุงดูดเลือดจากสัตว์ที่มีเชื้อไวรัสดังกล่าวแล้วมากัดคน จะทำให้คนได้รับเชื้อไวรัสนี้ได้

การแพร่พันธุ์ของโรคร้าย พบมากบริเวณชนบทที่มีน้ำนิ่ง หรือในบริเวณที่ทำการเกษตร กรรม ส่วนการระบาดของโรคมักเกิดในช่วงฤดูฝน ที่สำคัญปัจจุบันโรคนี้ยังไม่มียารักษาจำเพาะ สามารถป้องกันได้โดยทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงรำคาญ และการให้วัคซีนป้องกันในเด็ก

เหตุที่เรียกโรคนี้ว่าเป็น ไวรัส "Japanese" เนื่องจากสามารถแยกเชื้อได้จากผู้ป่วยในญี่ปุ่นครั้งแรกในปี พ.ศ.2476 จากสมองของผู้ป่วยที่เสียชีวิตด้วยโรคไข้สมองอักเสบ นับแต่นั้นมาโรคร้ายได้แพร่กระจายทั่วไปในทวีปเอเชีย ส่วนประเทศไทยมีรายงานการระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2512 ที่ จ.เชียงใหม่

วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ เจ อี ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นวัคซีนที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม อยู่ในรูปยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง โดยจะเริ่มต้นฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 1 ขวบ และต้องฉีดจำนวน 3 ครั้ง ในระยะเวลา 2 เข็มแรกห่างกัน 1 สัปดาห์ และฉีดเข็มที่ 3 ซ้ำอีก 1 ปี ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันได้เป็นเวลาประมาณ 3 ปี แต่หากอาศัยอยู่ในบริเวณที่เกิดการระบาดของโรค หรือมีความชุกของโรคสูง จำเป็นต้องมีการฉีดซ้ำอีกทุกๆ 3 ปี

ศ.ดร. กาญจน์พิมล ฤทธิเดช อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาการใช้วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ เจ อี คือการให้วัคซีนในรูปยาฉีดจำเป็น ต้องให้ซ้ำหลายครั้ง ซึ่งมักไม่ได้รับความร่วมมือในเด็กที่ไม่ชอบการฉีดยา และมีรายงานว่าการให้วัคซีนในเด็กบางราย ทำให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น ปวดบวมและแดงบริเวณที่ฉีดยา มีไข้วต่ำๆ หรืออาจเกิดการแพ้อย่างรุนแรงได้

นอกจากนี้ ปัญหาระบบ สาธารณสุขในชนบท ที่ขาดแคลนสถานีอนามัยหรือบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ทำให้เด็กมารับการฉีดวัคซีนได้ไม่ครบทั้ง 3 ครั้ง ระดับภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นจึงไม่เพียงพอในการป้องกันโรค เป็นเหตุให้ไม่สามารถลดอัตราการเกิดโรคไข้สมองอักเสบ เจ อี ให้หมดไป ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะพิการทางสมอง ก่อให้เกิดการสูญเสียมูลค่าด้านสาธารณสุขในปริมาณสูง

สำหรับการให้วัคซีนในรูปแบบรับประทานที่มีใช้ในปัจจุบัน เช่น การให้วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ มีจุดอ่อนที่เป็นการให้วัคซีนในรูปสารละลาย ซึ่งต้องให้วัคซีนในปริมาณมาก เนื่องจากวัคซีนบางส่วนถูกทำลาย ในทางเดินอาหารจากกรดหรือเอนไซม์ ก่อนที่จะถูกดูดซึมและสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายได้

ด้วยปัญหาดังกล่าว นายวิวัฒน์ พิชญากร นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) รุ่นที่ 5 จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเกิดแนวคิดที่จะสร้างระบบนำส่งวัคซีนในรูปแบบรับประทาน ที่สามารถป้องกันไม่ให้วัคซีนนี้ ถูกทำลายในทางเดินอาหาร และช่วยเพิ่มการดูดซึมให้ดียิ่งขึ้น ในโครงการวิจัย "การพัฒนาระบบนำส่งวัคซีนไข้สมองอักเสบ เจ อี ชนิดรับประทาน ด้วยเทคโนโลยีไมโครฯ" ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และองค์การเภสัชกรรม

นายวิวัฒน์ เล่าว่า งานวิจัยชิ้นนี้เริ่มต้นที่การเตรียมวัคซีน "อนุภาคนาโน" โดยทีมวิจัยได้พยายามคัด เลือก พอลิเมอร์ (Polymer :สารประกอบที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่) ที่จะนำมาใช้เป็นสารห่อหุ้ม และช่วยควบคุมอัตราการปลดปล่อยวัคซีน เพื่อป้องกันการถูกย่อยสลายในทางเดินอาหาร โดยได้คัดเลือกใช้สาร 2 ชนิด ได้แก่ "ไคโตซาน" และ "ไขมันแข็ง" เนื่องจากไคโตซานเป็น พอลิเมอร์ ที่ได้จากเปลือกกุ้ง ซึ่งมีมากในประเทศไทย และมีคุณสมบัติที่ดีคือ ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย ช่วยเพิ่มการดูดซึมได้ดี ขณะที่ไขมันแข็ง เป็นสารที่สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย

เมื่อเลือกพอลิเมอร์ ที่เหมาะสมได้แล้ว ทีมวิจัย ได้นำพอลิเมอร์ทั้งสองไปจับกับวัคซีนไข้สมองอักเสบ และเข้าสู่กระบวนการใช้คลื่นความถี่สูงในการลดขนาดอนุภาค และทำการประเมินดูว่าอนุภาคที่เตรียมได้มีลักษณะอย่างไร สามารถห่อหุ้มวัคซีนได้ในปริมาณสูงหรือไม่ พร้อมทั้งนำอนุภาควัคซีนดังกล่าว ไปทดสอบในสารละลายเลียนแบบสภาวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น สภาวะความเป็นกรด-ด่าง ในเลือด เพื่อดูว่าวัคซีนถูกปลดปล่อยหรือถูกย่อยสลายออกมาในอัตราเท่าใด

"ผลการประเมินพบว่าเมื่อนำไปใส่ไว้ในสารละลายซึ่งเลียนแบบสภาวะเลือดในร่างกาย (มีค่าความเป็นกรดด่าง 7.4) พบว่า โปรตีนจะค่อยๆ ถูกปลด ปล่อยออกมาภายใน 10 วัน โดยไม่ปลดปล่อยออกมา หรือถูกย่อยสลายในทันที ที่สำคัญเมื่อนำอนุภาควัคซีน ที่ได้ไปทดสอบความเป็นพิษ และการดูดซึมผ่านเซลล์ ในเซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งเป็นเซลล์ลำไส้ที่แยกมาจากคน ก็พบว่า เซลล์เพาะเลี้ยงมีการดูดซึมอนุภาควัคซีนได้ดี และมีความเป็นพิษต่ำ จนแทบไม่มีความเป็นพิษต่อการทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง" นายวิวัฒน์ กล่าว

จากความสำเร็จในเซลล์เพาะเลี้ยง ทีมวิจัย จึงได้ขยายผลทดสอบในหนูทดลอง ด้วยการป้อนอนุภาควัคซีนนี้แก่หนู เป็นจำนวน 3 ครั้ง แล้วทำการเจาะเลือดจากหางหนู ในระยะเวลาต่างๆ เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อวิเคราะห์หาปริมาณภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นในตัวหนู

จากการติดตามผลการตรวจเลือด พบว่า หนูทดลองสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้มากกว่าในระดับที่สามารถป้องกันโรคได้ ซึ่งเป็นการยืนยันว่า ระบบการนำส่งวัคซีนในรูปแบบรับประทานที่

ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น สามารถสร้างภูมิต้านทาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างระบบภูมิต้านทานในระดับที่ป้องกันโรคร้ายได้สำเร็จ

ขณะนี้ผลงานวิจัยถูกส่งให้ องค์การเภสัชกรรม ดำเนินการต่อ องค์ความรู้ที่ได้จะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาตำรับวัคซีนอนุภาคนาโน เพื่อป้องกันโรคไข้สมองอักเสบต่อไป

งานวิจัย นี้ถือเป็นก้าวสำคัญ สำหรับการพัฒนาเทคนิคระบบนำส่งยารูปแบบใหม่ ที่ไม่ต้อง "ฉีด" เพียงแค่ "กิน" ซึ่งจะช่วยการให้วัคซีนในเด็กเป็นเรื่องง่ายขึ้น ผู้ปกครองสามารถรับวัคซีนไปใช้ได้เองที่บ้าน ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้หนูน้อยในชนบทห่างไกล ได้ยาครบตามกำหนด เพื่อลดอัตราการเกิดโรคไข้สมองอักเสบ เชื่อแน่ว่าในอนาคตอันใกล้โรคไข้สมองอักเสบจะหมดไปจากแผ่นดินไทยอย่างแน่นอน