 |
ผู้จัดการออนไลน์ [ วันพุธ ที่ 16 เดือน กันยายน 2552 ] |
|
| สำรวจตัวเราเป็นพ่อแม่ Kangaroo Parents หรือไม่/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน |
แนวโน้มหนึ่งของโลกในทศวรรษนี้ที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับประชากรศาสตร์ นอกเหนือจากแนวโน้มที่คู่สมรสไม่ต้องการมีลูก หรือมีลูกจำนวนน้อยลงอย่างชัดเจน ก็คือค่านิยมเกี่ยวกับการแต่งงานก็เปลี่ยนไปเช่นกัน หนุ่มสาวจำนวนมากเลือกวิถีชีวิตโสด หรือไม่แต่งงาน หรือเมื่อมีชีวิตแต่งงานที่แตกแยก ทำให้สุดท้ายต้องกลับมาใช้ชีวิตลำพัง...!!
แต่ชีวิตลำพังของคนโสดส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตกับครอบครัวเดิม หรือใช้ชีวิตกับพ่อแม่ของพวกเขานั่นเอง
และแนวโน้มดังกล่าวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง
ผลสำรวจหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ มีหนุ่มสาวจำนวนมากที่คุ้นชินกับชีวิตที่อยู่กับพ่อแม่ เพราะสบายกว่ากันเยอะเลย เป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่อยากออกไปสร้างครอบครัวของตัวเอง
ประเทศแถบเอเชียที่กำลังประสบปัญหานี้ชัดเจน คือเกาหลีใต้ คนเป็นพ่อแม่จำนวนมากยังคงพึ่งพาอาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย หรือกับพ่อแม่ของตนเอง
The Hanul Education ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกในวัยประถมศึกษา ซึ่งอาศัยอยู่ในย่านกรุงโซล จำนวน 276 ราย พบว่า 15% ยังคงพึ่งพาปู่ย่าตายายในเรื่องค่าใช้จ่ายการกินอยู่และค่าการศึกษาของลูก
ในขณะที่ 10.9% ยอมรับว่าได้รับเงินจากพ่อแม่เป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาของลูก และในจำนวนนี้ประมาณ 47% ระบุว่าพ่อแม่ให้เองโดยสมัครใจ และอีก 17% บอกว่าการได้รับเงินช่วยเหลือจากพ่อแม่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น
พ่อแม่จำพวกนี้ถูกเรียกว่า Kangaroo Parents
ศาสตราจารย์ ปาร์ค จาง-อุน แห่งภาควิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัย Yonsei University อธิบายถึง Kangaroo Parents ว่าเป็นคำที่ใช้เรียกพ่อแม่ที่ทำตัวเหมือนจิงโจ้ที่ไม่ยอมโต ยังต้องอาศัยอยู่ในกระเป๋าหน้าท้องของแม่จิงโจ้
พ่อแม่ที่ทำตัวเป็นจิงโจ้กำลังเป็นเทรนด์ที่เติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเกาหลีใต้ คนกลุ่มนี้เป็นเจนเนอเรชั่นที่สองและสามของตระกูล ซึ่งถูกเลี้ยงดูมาแบบมีพ่อแม่คอยดูแลจัดการรับผิดชอบให้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้จะแต่งงานมีครอบครัวของตัวเองแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงพึ่งพาพ่อแม่ต่อไปอยู่ดี
สาเหตุของปัญหานี้นับวันจะขยายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมชาวเอเชีย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ไม่เหมาะสม เนื่องเพราะพ่อแม่ยุคใหม่ไม่ต้องการให้ลูกๆ ต้องลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวชนชั้นกลาง มักจะช่วยเหลือลูกในทุกเรื่อง เพราะกลัวลูกลำบาก
ทัศนคติที่ไม่อยากให้ลูกลำบากได้ขยายไปในวงกว้าง พ่อแม่ต้องการชดเชยความลำบากในวัยเด็ก เมื่อมีลูกจึงไม่ต้องการให้ลูกลำบาก ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นเรื่องอันตรายยิ่ง เพราะเท่ากับพ่อแม่ไม่ได้ฝึกทักษะในการใช้ชีวิตอย่างรอบด้าน ทำให้ลูกทำอะไรไม่เป็นเพราะพ่อแม่ทำให้มาโดยตลอด
ครั้นต้องแต่งงาน แยกครอบครัวออกไป ก็ไม่สามารถใช้ชีวิตโดยปราศจากพ่อแม่ได้ สุดท้ายก็ต้องกลับไปอยู่กับพ่อแม่หรือครอบครัวเดิม และกลายเป็นปัญหาในการใช้ชีวิตคู่ของตนเองไปในที่สุด
เข้าข่ายสำนวนที่ว่า พ่อแม่เลี้ยงลูกไม่รู้จักโตนั่นเอง
ประเทศอิตาลีเป็นอีกประเทศที่กำลังประสบปัญหานี้อย่างหนัก เพราะผู้ชายชาวอิตาลีไม่อยากแต่งงาน ยังคงอยากอยู่กับพ่อแม่เช่นเดิม ถ้ามีคู่รักก็เป็นการเดทกันและต่างคนต่างอยู่ ไม่มีการวางแผนแต่งงาน ด้วยเหตุผลที่ว่าชีวิตที่อยู่กับพ่อแม่ไม่ต้องลำบากดิ้นรนสร้างครอบครัวใหม่ อีกทั้งผู้หญิงเองก็เริ่มยอมรับกับค่านิยมดังกล่าว เพราะไม่ต้องดูแลครอบครัวใหม่เช่นกัน
ในขณะที่ผู้ชายชาวอเมริกันปัจจุบันอายุ 25 ปีขึ้นไป ไม่ยอมแยกบ้านก็มีจำนวนสูงขึ้นจนน่าเป็นห่วง หนำซ้ำหลายคนยังไม่ยอมจ่ายค่าเช่าบ้าน หรือแม้แต่จะช่วยงานบ้าน
แดเนียล โกลแมน เคยเขียนหนังสือเรื่อง Emotional Intelligence: Why It Can Matter More Than IQ อ้างผลการศึกษาของเจโรม เคแกน เรื่องเด็กที่เป็นโรคขี้กลัวโดยธรรมชาติ เขาพบว่าเด็กขี้กลัวที่ถูกเลี้ยงจากครอบครัวอย่างประคบประหงม ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม มีแนวโน้มที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ขี้ขลาดในอนาคต
ตรงกันข้ามกับพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกโดยให้ลูกได้มีโอกาสเผชิญปัญหา และแก้ปัญหาด้วยตนเอง จะทำให้สามารถพัฒนาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ขลาดกลัว และพร้อมที่จะเผชิญความลำบาก
ผลการศึกษาชิ้นนี้ทำให้พ่อแม่ชาวอเมริกันถึงกับอึ้งไปกับความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า ควรปกป้องลูกให้พ้นจากความทุกข์ยากในชีวิต แต่ความจริงพ่อแม่ต่างหากที่ต้องเป็นผู้ช่วยเหลือให้ลูกเอาชนะความกลัวตามธรรมชาติ และสามารถพัฒนาตนเองให้กล้าเผชิญชีวิตได้
เด็กที่ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลาเพราะถูกเลี้ยงดูแบบประคบประหงมส่วนใหญ่เกิดจากพ่อแม่ไม่สามารถทนเห็นน้ำตาของลูกได้ ทำใจไม่ได้ ก็ยิ่งเท่ากับต้องปกป้องเด็กต่อไป ทำให้เด็กไม่รู้จักรสชาติของการดิ้นรนเพื่อความสำเร็จ
จริงอยู่พ่อแม่ทุกคนล้วนมีเจตนาดี อยากเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี คนเก่ง แต่หารู้ไม่ว่า บางครั้งพ่อแม่ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา จนกลายเป็นพ่อแม่รังแกลูกไปโดยปริยาย
ในทศวรรษ 1960 วอลเตอร์ มิชเชล นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำงานวิจัยเรื่อง การชะลอการทำตามความประสงค์ของเด็ก (Delay of Gratification in Children) ซึ่งเขาค้นพบว่า เด็กที่หยิบขนมไปกินทันทีที่มีคนให้ กับเด็กที่ยอมอดใจรอเพื่อให้ได้ขนมมากชิ้นขึ้น จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีลักษณะแตกต่างกัน
เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เด็กที่สามารถชะลอการทำตามความประสงค์ได้จะอดทนรอคอยได้ดีกว่า ประสบความสำเร็จสูงกว่า และสามารถปรับตัวทางด้านอารมณ์และสังคมได้ดีกว่า ประสบปัญหาน้อยกว่า และที่สำคัญมีความสุขมากกว่า เด็กคนแรกที่หยิบขนมไปกินทันที
และนั่นก็หมายความว่า สาเหตุที่เด็กเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่พร้อมจะเผชิญปัญหาก็ไม่ใช่ใครหรอกค่ะ ก็เพราะพ่อแม่นั่นเอง
ค่านิยมในการเลี้ยงลูกแบบกลัวลูกลำบาก สร้างปัญหาในภายหลังอย่างแน่นอน
ถ้าไม่อยากให้ลูกต้องกลายเป็น Kangaroo Parents ในภายภาคหน้า ต้องเริ่มจากการเลี้ยงดูลูกของเราอย่างเหมาะสม ฝึกให้เขาหัดคิด ลงมือทำ รวมถึงแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และเมื่อเขาเติบโตก็ต้องให้เขามีวิถีชีวิตของตัวเอง โดยมีพ่อแม่เป็นผู้หยิบยื่นโอกาสและสนับสนุนเขาแบบห่างๆ ตามวัยที่เติบโต ก็จะไม่ทำให้การเลี้ยงดูลูกของเราไม่มีวันจบสิ้น
ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวลูกของเราเอง
ถือคติที่ว่า ลำบากในวันนี้ แต่มีชีวิตที่ดีในวันหน้า ดีกว่าค่ะ
| |
|
|
|
 |
| |