 |
หนังสือพิมพ์ข่าวสด ปีที่ 19 ฉบับที่ 6864 [ วันจันทร์ ที่ 14 เดือน กันยายน 2552 ] |
|
| น.พ.มงคลณสงขลา ชวนคนไทยปฏิวัติสุขภาพ |
ถึงวันนี้เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักและเตรียมตัวรับมือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 กันแล้ว
สถานการณ์ที่ดูเหมือนว่าจะสงบลง ความจริงยังเต็มไปด้วยความวิตกกังวลจากฝ่ายต่างๆ ว่าสถาน การณ์ระบาดระลอก 2 จะกลับมาในเร็ววัน
ช่วงที่การระบาดในเมืองใหญ่เริ่มชะลอตัว การดูแลตัวเองของคนไทยก็เริ่มลดลง ต้องมีการรณรงค์ให้เตรียมรับมืออย่างต่อเนื่อง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ มอบหมายให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือสสส. ทำหน้าที่รณรงค์ ประชาสัมพันธ์อีกหน่วยงานหนึ่ง
โดยมีคณะอนุกรรมการสนับสนุนการป้องกันควบคุมและการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งมี น.พ.มงคล ณ สงขลา อดีตรมว.สาธารณสุข รับหน้าที่ประธานคณะอนุกรรมการ ทำหน้าที่ร่วมขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ
น.พ.มงคล ณ สงขลา เปิดใจถึงการกลับมาทำงานในแวดวงสาธารณสุขและเป็นกำลังสำคัญในการรณรงค์ให้คนไทยห่างไกลไข้หวัดว่า
ก่อนหน้าที่จะเข้ามารับงานนี้ การสื่อสารกับประชาชนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะยังมีความสับสนอยู่บ้าง เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ และมีข้อมูลวิชาการเพิ่มขึ้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
คนทำงานต้องทำงานหนักและเหนื่อยเป็น 2 เท่า จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามาร่วมมือกันแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดเอกภาพและไม่ใช่หน้า ที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของทุกคนที่ต้องช่วยกัน
คณะอนุกรรมการ เป็นเสมือนผู้ทำหน้าที่เชื่อมประสานหน่วยงานต่างๆ ให้ร่วมกันเข้ามารับผิดชอบ และช่วยกันทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างสูงสุด
หน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ทำได้แค่ให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ แต่การจะป้องกันโรคไข้หวัดได้นั้น ถือเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลที่มีสอนกันมาตั้งแต่เด็ก
หากทราบแต่ไม่ปฏิบัติตามก็ไม่สามารถป้องกันโรคได้อยู่ดี
การต่อสู้ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องการต่อสู้กับพฤติกรรมของคน ทุกคนต้องดูแลตัวเองไม่ใช่เพียงแต่รอให้หมอมาให้บริการ
เพราะหากทุกคนป่วยพร้อมๆ กันหมด ต่อให้เตรียมความพร้อมของบุคลากร ของโรงพยาบาลไว้มากเพียงใด ก็ไม่สามารถให้บริการได้ทัน
แม้ว่าจะมียารักษา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถช่วยชีวิตได้ทุกราย เพราะโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ มักจะเล่นงานที่ปอดก่อน
หากรักษาช้า หรือมีโรคประจำตัวก็จะมีความเสี่ยงสูง
ประธานคณะอนุกรรมการสนับสนุนการป้องกันควบคุมและการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อธิบายต่อว่า การสร้างพฤติกรรมของประชาชนก็เหมือนเกราะป้องกันโรค
ทุกหน่วยงานต้องทำงานร่วมกัน ไม่มีใครสามารถทำงานได้เพียงลำพัง การทำงานของสสส.ถือเป็นการช่วยเสริมให้การรณรงค์เข้าถึงประชาชนมากยิ่งขึ้นด้วยการอาศัยเครือข่ายต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศด้วยภาษาคำพูดที่เข้าใจง่าย ตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด
พื้นที่ห่างไกล ชุมชนต่างๆ ถือว่ามีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะตามลักษณะของโรคระบาดจะเริ่มจากเขตเมือง ก่อนกระจายไปสู่ต่างจังหวัด
แต่ประชาชนในชุมชนต่างๆ อาจเข้าไม่ถึงข้อมูลที่มี จึงจำเป็นอย่างยิ่งในการเร่งสร้างความรู้ให้ประชาชนกลุ่มนี้ โดยจะมีการเข้าไปทำงานร่วมกันกับอบจ. อบต.ต่างๆ
ซึ่งชุมชนต่างๆ ถือเป็นรากฐานที่สำคัญในการป้องกันโรค และถือเป็นตัวอย่างให้ชุมชนต่างๆ ได้เรียนรู้และนำไปปฏิบัติ
ต่อจากนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ การทำงานไม่ได้หวังเพียงแก้ปัญหาเรื่องไข้หวัดใหญ่เท่านั้น แต่หากประชาชนหันมาดูแลตัวเอง เปลี่ยนพฤติกรรม ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว สถานการณ์อะไรที่ยังคิดไม่ตก ยังขัดแย้งกันอยู่ หากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ก็อยากให้หันมาดูแลครอบครัว ดูแลซึ่งกันและกัน
ทำให้สุขภาพแข็งแรงก็จะเกิดความสุขขึ้นได้
ต่อจากนี้โลกจะต้องเจอกับโรคใหม่ๆ และแปลกๆ อีกมาก ถ้าประชาชนไม่มีความรู้ ไม่มีภูมิคุ้มกันทางปัญญา ก็จะต้องพบปัญหาแบบเดิมเกิดความตื่นตระหนกและเกิดความเสียหายขึ้นอย่างมาก
ซึ่งรัฐบาล องค์กรต่างๆ ก็สามารถให้ได้แค่ความรู้สนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์เครื่องใช้ แต่ถ้าประชาชนไม่เปลี่ยนพฤติกรรมยังไอจามในที่สาธารณะ ไม่สบายแล้วยังอยู่ในที่ชุมชน ใช้ของร่วมกันโดยไม่แยก ก็ไม่ สามารถหยุดการแพร่เชื้อโรคได้
รัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข คงไม่สามารถทำอะไรได้มาก ถ้าทุกคนไม่ร่วมกันตระหนักถึงหน้าที่ตัวเอง ตระหนักถึงความรับผิดชอบว่าต้องดูแลตัวเองอย่างไร
ท่ามกลางสถานการณ์การระบาด ที่มีโรคใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาคง ไม่มีใครสามารถช่วยเราได้ดีเท่าตัวเราเอง
แม้ว่าจะมีโรงพยาบาลใหญ่โต แต่ความจริงแล้วการดูแลสุขภาพ โรงพยาบาลดูแลเราได้เพียง 20%
แต่อีก 80% ที่เหลือจะเกิดขึ้นจากการดูแลตัวเองโดยการกินดี อยู่ดี นอนดี ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่น้อยมากหากเทียบกับ 20% ที่ต้องจ่ายในการ รักษาระยะสุดท้ายที่โรงพยาบาล
ถึงเวลาปฏิวัติสุขภาพครั้งใหญ่และไม่ได้เริ่มต้นที่ไหนไกล นอกจาก หันมาดูแลตัวเอง น.พ.มงคลกล่าวฝากในที่สุด
จิตนิ่ง-ยิ้มก่อนนอน
ในฐานะต้องเป็นผู้นำในการดูแลสุขภาพสังคม น.พ.มงคล ณ สงขลา ในวัย 60 กว่า เผยถึงเคล็ดรักษาสุขภาพว่า ตื่นนอน 04.45 น. ไปวิ่งที่สวนรถไฟวันละประมาณ 5 กิโลเมตร มากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นกับร่างกาย พักผ่อนให้เพียงพอ นอน 21.00 น. เพื่อให้ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
คุณหมอมงคลรับประทานมังสวิรัติสัปดาห์ละ 2 วัน คือ วันจันทร์ และวันพฤหัสบดี ไม่เน้นเนื้อเพราะย่อยยาก รับประทานสัตว์เล็กอย่างปลาไก่แทน ครั้งละน้อยๆ เพื่อให้ระบบร่างกายทำงานไม่หนักเกินไป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ดื่ม ดื่มน้อยๆ เฉพาะออกงานเท่านั้น
การทำงานเป็นวิธีการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง ทำให้ชีวิตสดชื่นขึ้น โดยถือว่าการทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม เมื่อทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดแล้ว จะรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่ได้หนักหนาหรือเป็นภาระ
ที่ทำให้สุขภาพดีทั้งกายใจ คือการปฏิบัติธรรม ฟังธรรมะ ทำให้จิตใจสงบ ได้คุยกับตัวเอง คุณหมอจะนั่งสมาธิทุกวันก่อนนอน เป็นการใช้เวลาเล็กน้อยที่จะหยุดอยู่กับตัวเองให้เกิดความนิ่ง สงบ ซึ่งในชีวิตปกติ จะทำให้เกิดความเหนื่อยล้า ทั้งกายและใจ
การออกกำลังกาย การพักผ่อน อาจทำให้หายเหนื่อยกายได้ แต่จิตใจนั้นหากไม่หยุด ทำให้จิตใจเกิดความนิ่งสงบบ้าง ก็จะเกิดความเหนื่อยล้า
| |
|
|
|
 |
| |