 |
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ [ วันจันทร์ ที่ 14 เดือน กันยายน 2552 ] |
|
| 'ผ่าตัดแปลงเพศ' นับถอยหลัง 'คุมเข้ม!' |
เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ผ่านมา มีข่าวทางแพทยสภาประชุมเพื่อเตรียมความพร้อม เพื่อทำความเข้าใจต่อแพทย์และฝ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องการ ผ่าตัดแปลงเพศ หลังแพทยสภามีการออก ข้อบังคับ กำหนดกฎเกณฑ์และข้อปฏิบัติในการแปลงเพศให้กับผู้ที่ต้องการ ซึ่งจะมีผล บังคับในช่วงปลายเดือน พ.ย. 2552 ...นี่เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดจากฝ่ายรัฐ ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายประชาชนที่เป็น เพศพิเศษ
เป็นประเด็นที่โฟกัสตรง ๆ ลงไปที่การ แปลงเพศ
ทั้งกับ ชายเป็นหญิง และ หญิงเป็นชาย ด้วย...
การแปลงเพศ การ ผ่าตัดแปลงเพศ เรื่องนี้มิใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย และเมื่อสังคมเปิดกว้างสำหรับกลุ่มคนที่รู้สึกว่าตนเอง ไม่ใช่ชายจริง-ไม่ใช่หญิงแท้ มากขึ้น เรื่องนี้ก็แพร่หลายมากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยมีกลุ่มกะเทยหรือตุ๊ด กลุ่มที่กายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิง เป็นกลุ่มใหญ่สุดที่มีความต้องการแปลงเพศ
ทั้งนี้ กับกลุ่มกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิงนี้ ลำพังการศัลยกรรม ทำสวยรูปแบบต่าง ๆ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วอยู่แล้ว แล้วถ้าคนไหนต้องการให้ตนเองมีสภาพกายใกล้เคียงหญิงแท้มากขึ้น ก็จะยิ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นอีก และก็เพิ่มอีกมิใช่น้อย ๆ ด้วย เช่น... เหลาลูกกระเดือก ค่าใช้จ่ายประมาณ 8,000-30,000 บาท, แก้ไขเสียงแหบแบบชาย ประมาณ 40,000 บาท, เปลี่ยนเสียงให้คล้ายหญิง ประมาณ 70,000 บาท
และถ้าจะเปลี่ยนแปลงอวัยวะเพศจากชายให้คล้ายหญิง ตรงนี้ยิ่งต้อง จ่ายกันจุก.!! โดยค่าใช้จ่ายในการแปลงเพศอย่างครบคอร์สตามคลินิกศัลยกรรม นั้น ก็มีทั้ง... ศัลยกรรมแปลงเพศ ประมาณ 70,000-100,000 บาท, แปลง เพศด้วยลำไส้ใหญ่ ประมาณ 130,000 บาท, ตกแต่งอวัยวะเพศหลังแปลงเพศ ประมาณ 35,000 บาท, ตกแต่งภายใน ประมาณ 35,000 บาท, ตกแต่งอวัยวะเพศภายนอก ประมาณ 10,000-35,000 บาท แล้วแต่ออพชั่น, เปลี่ยนตำแหน่งท่อปัสสาวะ ประมาณ 35,000 บาท, ลดขนาดเนื้อเยื่อรอบท่อปัสสาวะ ประมาณ 35,000-55,000 บาท อีกทั้งไม่ใช่ว่าทำครบคอร์ส เรียบร้อยแล้วก็แล้วกัน การทำสวย-ทำหญิงแบบนี้ยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง
เพราะไม่ใช่ถูก ๆ ไม่ใช่นึกจะทำก็ทำได้ง่าย ๆ ด้วยเหตุนี้จึงมี กะเทยบางส่วนที่เงินยังไม่มากพอ ใช้วิธีเสี่ยงอันตราย คือ ตัดอัณฑะ นำร่องไปก่อน โดยเชื่อว่าฮอร์โมนเพศชายจะลดลง-ผิวพรรณจะเปล่งปลั่งขึ้น ซึ่งตามที่เคยมีข่าวนั้น ค่าใช้จ่ายทั้ง ๆ ที่เสี่ยงภัย ประมาณ 5,000 บาท
อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว ประเด็นสำคัญที่ทำให้แพทยสภาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ น่าจะเป็นประเด็นที่ศัลยแพทย์โรงพยาบาล ดังด้านศัลยกรรมแห่งหนึ่ง สะท้อนผ่าน สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์ ไว้...
ไม่ใช่ว่าต้องคำนึงเรื่องค่าใช้จ่ายเท่านั้น การแปลงเพศนั้น ถ้าทำไม่ ดี หรือทำเมื่อตอนอายุยังน้อยเกินไป ผลที่ตามมาคืออาจจะมานั่งเสียอกเสียใจในภายหลัง กับสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว
ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม เรื่อง เกณฑ์การรักษาเพื่อแปลงเพศ พ.ศ. 2552 ...นี่คือชื่อกฎเกณฑ์ในเรื่องการ ผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีกลุ่มคนเพศพิเศษเคลื่อนไหว ท้วงติงในประเด็นความชัดเจน อย่างไรก็ดี ที่สุดก็มีการลงประกาศข้อ บังคับนี้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 29 พ.ค. 2552 ซึ่งจะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับจากวันประกาศ
เนื่องจากปัจจุบันมีการรักษาด้วยการแปลงเพศอย่างถาวรจำนวนมาก โดยที่ยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานและข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนในการให้การรักษา ดังนั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนผู้มีความประสงค์ต้องการแปลงเพศ แพทยสภาในฐานะองค์กรวิชาชีพที่ควบคุมดูแลมาตรฐาน การประกอบวิชาชีพเวชกรรมจึงกำหนดข้อบังคับนี้ ...นี่เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่ง ในข้อบังคับ ซึ่งอิง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525
การรักษาเพื่อแปลงเพศ หมายความว่า การรักษาโรคหรือภาวะผิด ปกติทางจิตเวช โดยวิธีการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนเพศชายให้เป็นเพศหญิงหรือเปลี่ยนเพศหญิงให้เป็นเพศชาย ทั้งนี้ให้รวมถึงการผ่าตัดหรือการรักษาด้วยวิธีการอื่น ที่หวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสรีระของร่างกายหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศอย่างถาวร เช่น การตัดอัณฑะออกทั้งหมด เป็นต้น
การทำศัลยกรรมแปลงเพศตามข้อบังคับนี้จะกระทำได้ใน (1) ผู้ป่วย ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี แต่ยังไม่ถึง 20 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจ ปกครองร่วมด้วย (2) ผู้ป่วยที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรมจะทำการศัลยกรรมแปลงเพศเพื่อรักษาผู้ที่มีพฤติกรรมสับสนในเพศตนเองและต้องการทำศัลยกรรมแปลงเพศ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนตามประกาศแนวทางปฏิบัติของแพทยสภา โดยต้องผ่านการประเมิน และได้รับการรับรองจากจิตแพทย์จำนวน 2 ท่าน ว่ามีข้อบ่งชี้ที่จะต้องทำการ ผ่าตัด
...ส่วนนี่เป็นตัวอย่างหลักใหญ่ใจความของข้อบังคับเรื่องเกณฑ์การรักษาเพื่อแปลงเพศ ซึ่งในส่วนของผู้ที่จะเข้าผ่าตัดนั้น มีกฎกำหนดชัดเจนว่า... ต้องมีการประเมินทางจิตวิทยาถึงความเหมาะสม มีการเตรียมพร้อมก่อน มีการรับยาฮอร์โมน มีการทดลองใช้ชีวิตจริงเป็นเพศที่ต้องการประมาณ 1 ปี ขณะที่ในส่วนของแพทย์ หากฝ่าฝืนข้อบังคับนี้จะมีโทษตั้งแต่ถูกตักเตือน ไปจนถึงถูกยึดใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม
นาทีนี้...เข้าสู่ช่วงนับถอยหลัง คุมเข้มการแปลงเพศ แล้ว
นาทีต่อ ๆ ไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง...เรื่องนี้ก็น่าติดตาม ???.
| |
|
|
|
 |
| |