 |
หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก [ วันศุกร์ ที่ 11 เดือน กันยายน 2552 ] |
|
| วัคซีนหวัดใหญ่2009ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย!! |
องค์การเภสัชกรรม (อภ.) คาดการณ์ว่าจะสามารถทดลองพ่นวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ผลิตจากเชื้อเป็นให้แก่อาสาสมัคร 24 คน ในวันที่ 21 กันยายน 2552 แต่ยังมีคำถามคาใจสาธารณชนว่า "วัคซีนปลอดภัยหรือไม่?"
บทเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริการะดมฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์หนึ่ง ให้แก่ประชาชน เมื่อปี 2519 ส่งผลให้ผู้ที่ได้รับวัคซีน 1,000 คนป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้อเป็นอัมพาตจากระบบประสาทผิดปกติ หรือจีบีเอส ดูจะเป็นสิ่งที่ อภ.ซึ่งกำลังดำเนินการศึกษาวิจัยทดลองวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มิอาจมองข้าม ยิ่งเป็นเทคโนโลยีจากประเทศรัสเซียในการผลิตวัคซีนชนิดพ่นจากเชื้อเป็น ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่มีการผลิตวัคซีนในรูปแบบนี้ จำเป็นอย่างยิ่งต้องสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้แก่ประชาชน
การผลิตวัคซีนรูปแบบนี้ เป็นการนำไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มาทำให้อ่อนแรงจนไม่ก่อโรคในผู้ที่ได้รับเชื้อ แต่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้เกิดขึ้นในร่างกายได้ โดยวัคซีนจะพ่นเข้าทางจมูก
การศึกษาวิจัยของอภ.ดำเนินการที่คณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ โดยได้รับหัวเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่องค์การอนามัยโลก หรือฮู ให้การรับรองจากประเทศรัสเซีย ขณะนี้วัคซีนที่ผลิตได้อยู่ระหว่างให้คณะสัตวแพทยศาสตร์ ม.มหิดล ตรวจสอบการปนเปื้อนของเชื้อชนิดอื่น ความเป็นพิษและความปลอดภัยในสัตว์ทดลองคือหนูตะเภา ใช้เวลา 10-14 วัน
หากการทดลองในสัตว์ปลอดภัย คณะเวชศาสตร์เขตร้อน ม.มหิดล จะนำวัคซีนที่ผลิตได้จากการเพาะเชื้อไวรัสในไข่ไก่ปลอดเชื้อครั้งที่ 2 ซึ่งได้ปริมาณเชื้อไวรัส 8.32-9.33 ล็อกต่อซีซี มาใช้กับการทดลองในคน จะผลิตวัคซีนได้ทั้งขนาด 6.5 ล็อกต่อซีซี และ7.5 ล็อกต่อซีซี ตามที่ต้องการ โดยระยะแรกพ่น 24 คน เพื่อวัดขนาดปริมาณวัคซีนที่เหมาะสมต่อการสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้นในตัวบุคคล
และระยะที่ 2 จำนวน 400 คน ศึกษาความปลอดภัยและการสร้างภูมิคุ้มกัน โดยอาสาสมัครทุกคนจะได้รับค่าตอบแทนจำนวนหนึ่งและมีประกันชีวิตวงเงินคนละ 5 แสนบาท ใช้เวลา 120 วัน จึงจะสรุปผลว่าวัคซีนมีความปลอดภัยและมีคุณภาพที่จะนำมาใช้หรือไม่ ซึ่งจะผลิตได้ 2.8 ล้านโดสต่อเดือน
ถามว่าวัคซีนนี้มีความปลอดภัยหรือไม่ การดำเนินการมีคณะกรรมการ 3 ชุดกำกับดูแล หลังผลิตเสร็จต้องผ่านการตรวจสอบขอขึ้นทะเบียนกับอย. และวัคซีนที่ผลิตต้องมีการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานทุกลอตก่อนนำพ่นให้แก่ประชาชน ซึ่งการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี ก็เกิดผลข้างเคียงกับผู้ที่ฉีด แต่ในอัตราที่ต่ำมาก มีเพียงอาการไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัวเล็กน้อยเท่านั้น เว้นแต่ในรายที่มีการแพ้ไข่ไก่อาจจะเกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง เหมือนการรับประทานไข่โดยตรง นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานบอร์ดอภ.กล่าว
นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผอ.อภ. เสริมว่า แม้แต่บริษัทยาของประเทศฝรั่งเศสที่ไทยสั่งจองวัคซีนแบบฉีดที่ผลิตจากเชื้อตาย จำนวน 2 ล้านโดสใช้ได้กับ 1 ล้านคน ยังไม่กล้ารับรองว่าจะไม่เกิดผลข้างเคียงขึ้น โดยระบุแนบท้ายสัญญาว่า ไม่รับรองในผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้น แต่นักวิชาการไทยกลับจี้ให้อภ.รับรอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ตนอาจต้องเดิมพันด้วยชีวิตด้วยการรับวัคซีนเป็นคนแรก
ทั้งนี้ ประชาชนที่จะมีสิทธิรับวัคซีนต้อง "สมัครใจ" แต่วัคซีนชนิดนี้ไม่สามารถให้แก่หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคหอบหืด และผู้ที่มีโรคประจำตัว ทว่า หากเกิดผลข้างเคียงขึ้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) จะรับผิดชอบจ่ายค่าชดเชยโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิด เฉกเช่นเดียวกับผู้รับวัคซีนชนิดอื่น
อย่างไรก็ตาม หลังจากหัวเชื้อถึงไทยเพียง 1 เดือน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกไวรัสสัตว์สู่คน เตือนว่า หัวเชื้อมีการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรม 8 ตำแหน่ง ไม่มีความเสถียรเพียงพอที่จะนำมาใช้ในการผลิตวัคซีนป้องกันไวรัสสายพันธุ์นี้ และเสนอให้ใช้หัวเชื้อจากประเทศจีนแทน
นพ.วิชัย ชี้แจงว่า การเปลี่ยนแปลงที่พบในครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลง 8 จุด จากจำนวน 5,000 จุดในเชื้อไวรัส และไม่ใช่ 5 จุดสำคัญที่มีผลกระทบต่อการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เช่น จุดควบคุมไวรัสให้อยู่ได้ในอุณหภูมิเท่าไหร่ และจุดควบคุมความดุร้ายของเชื้อไวรัส เป็นต้น เท่ากับไม่ต้องหยุดการศึกษาวิจัย และไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้หัวเชื้อจากจีน เพราะไม่มีหน่วยงานใดรับรองหัวเชื้อ
ขณะที่ รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิระดับ 11 กรมการแพทย์ ท้วงติงว่า การทดลองความปลอดภัยในสัตว์ควรใช้เวลาเป็นเดือนและใช้สัตว์หลายชนิด เพื่อเปรียบเทียบความปลอดภัย เพราะการทดลองผลิตยาและวัคซีนเรื่องความปลอดภัยสำคัญกว่าประสิทธิภาพ ซึ่ง นพ.วิทิต บอกว่า อภ.ดำเนินการตามมาตรฐานสากลภายใต้คำแนะนำของฮู ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดชนิดสัตว์ทดลองและระยะเวลา และที่ผ่านมามีการทดลองวัคซีนชนิดนี้ในหนูเล็กและหนูใหญ่ของประเทศรัสเซีย และตัวเฟอร์เรทของประเทศเนเธอร์แลนด์แล้วว่ามีความปลอดภัย
แม้ถูกแรงเสียดทานจากหลายส่วน แต่อภ.ดำเนินการศึกษาวิจัยต่อ โดยยืนยันไม่ได้เป็นการดื้อแพ่งเร่งผลิต นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า หากการศึกษาวิจัยครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยสูญเปล่า แต่จะทำให้มีองค์ความรู้ของตนเองที่จะสามารถผลิตวัคซีนได้ในอนาคต ไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการป้องกันโรค เหนือสิ่งอื่นใดอยู่ที่สุขอนามัยส่วนบุคคล หากรู้จักป้องกันตนเอง วัคซีนก็ไม่จำเป็น
| |
|
|
|
 |
| |