 |
หนังสือพิมพ์มตินรายวัน ปีที่ 32 ฉบับที่ 11505 [ วันพุธ ที่ 9 เดือน กันยายน 2552 ] |
|
| โรคมือเท้าปากระบาดก.ย.-ธ.ค. จุฬาฯเพิ่มศักยภาพแล็บรับมือ |
เมื่อวันที่ 8 กันยายน นพ.เอกสิทธิ์ โกวิทย์ดำรงค์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ร่วมวิจัยโครงการเตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการเพื่อรับมือโรคมือเท้าและปาก ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า ในอดีตโรคมือเท้าและปาก ส่วนใหญ่เกิดกับเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อ Coxsackievirus A16 ที่ทำให้อาการป่วยไม่รุนแรง และสามารถหายเองได้ แต่ภายหลังมีการพบเชื้อ Enterovirus 71 ซึ่งเป็นไวรัสชนิดใหม่ที่เป็นสาเหตุให้โรคต่างไปจากเดิม และเกิดการระบาดในหลายประเทศของทวีปเอเชีย โดยเฉพาะมาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน เวียดนาม สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นต้น
"ผู้ป่วยที่รับเชื้อชนิดใหม่จะเสี่ยงต่อการเกิดอาการแทรกซ้อนทางระบบประสาทที่รุนแรง จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม ที่เข้าสู่ฤดูหนาวและยังมีฝนตก มีสภาพอากาศเย็นและชื้น ยิ่งทำให้ไวรัสสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยาวนานกว่าช่วงอื่น เสี่ยงต่อการเกิดโรคมาก ที่ผ่านมาแม้ประเทศไทยจะยังไม่มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ แต่แพทย์ตรวจพบเชื้อชนิดนี้ในผู้ป่วยโรคมือเท้าและปากทั้งหมดในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นโรคที่สามารถติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรงกับสิ่งคัดหลั่งจากจมูก คอ น้ำลาย น้ำจากตุ่มใสที่ผิวหนัง และอุจจาระผู้ป่วย" นพ.เอกสิทธิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม นพ.เอกสิทธิ์กล่าวถึงการตรวจวินิจฉัยโรคมือเท้าและปากที่มีสาเหตุจากไวรัสในกลุ่ม enteroviruses ว่า สามารถใช้การวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการช่วยได้ โดยการเก็บตัวอย่างจากผู้ป่วยได้หลายชนิดตามบริเวณที่เกิดลักษณะของโรค เช่น รอยโรคบนผิวหนัง เยื่อบุในช่องปาก ซึ่งตัวอย่างที่จะส่งตรวจได้แก่ น้ำในตุ่มใส หรือเซลล์ติดเชื้อที่บริเวณรอยโรค ส่วนอาการที่เกี่ยวกับสมองจะตรวจจากน้ำไขสันหลัง เลือด อุจจาระ ด้วยเหตุนี้โครงการจึงได้มุ่งพัฒนาห้องปฏิบัติการที่ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ให้มีศักยภาพเพียงพอต่อการตรวจวินิจฉัย เพื่อเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่จะช่วยเฝ้าระวังและควบคุมโรค ป้องกันการแพร่ระบาดได้ในอนาคต เพราะปัจจุบันห้องปฏิบัติการที่มีศักยภาพมีไม่เพียงพอหากเกิดการระบาด
| |
|
|
|
 |
| |