หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ [ วันศุกร์ ที่ 4 เดือน กันยายน 2552 ]
'เรื่องจริง'อิง'เร้นลับ' 'สะกดจิต' เมืองไทยก็ไม่ธรรมดา


สมัยก่อน...กับคำว่า “สะกดจิต” อาจทำให้ใครต่อใครคิดไปในเชิง “เร้นลับ-น่ากลัว” แต่มาถึงสมัยนี้...มิใช่อีกต่อไป ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ในเมืองไทยก็มีคดีครึกโครมคดีหนึ่งซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเรื่องการ “สะกดจิต” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จริง-ไม่จริงก็ว่ากันไป แต่ที่แน่ ๆ เรื่องสะกดจิตนี้ในไทยก็มีผู้สนใจมาก...

“สะกดจิต” ปัจจุบันเข้ามาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล

และในเมืองไทยก็มี “ชมรมนักสะกดจิต” เกิดขึ้นด้วย !!

ทั้งนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์คลังปัญญาไทย www.panyathai.or.th ระบุว่า... การ “สะกดจิต” เริ่มต้นขึ้นที่อียิปต์และแพร่เข้าไปในกรีก จนกระทั่งยุโรป ซึ่งให้การต้อนรับวิชานี้อย่างอบอุ่น ระยะต่อมาบุคคลที่สนใจได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เมสเมอร์ แพทย์ชาว เวียนนาได้กล่าวถึงการสะกดจิตว่า “เกิดขึ้นจากอำนาจแม่เหล็กของผู้สะกดผ่านเข้าไปในร่างกายของผู้รับการสะกด”

เมื่ออำนาจแม่เหล็กของผู้สะกดผ่านเข้าไปในร่างกายของผู้รับการสะกด ก็ก่อให้เกิดปฏิกิริยาคือ เกิดความเคลื่อนไหว และรักษาโรคภัยไข้เจ็บภายในร่างกายของผู้รับการสะกดได้ ซึ่ง เมสเมอร์ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก จนกระทั่งผู้คนในสมัยนั้นเรียกการสะกดจิตว่า “เมสเมอริสม์” ซึ่งหมายถึงลัทธิของเมสเมอร์ และต่อมา เจมส์เบรด ได้ขนานนามวิธีการสะกดจิตว่า “ฮิปโน ติสม์” ซึ่งเป็นคำมาจากภาษากรีก โดยฮิปนอสแปลว่าการทำให้หลับ

ถูกสะกดจิต คือภาวะของจิตที่ถูกสะกดให้เคลิบเคลิ้มหรือลืมตัวคล้ายเข้าไปอยู่ในภวังค์ ผู้ถูกสะกดจะอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ง่วงซึม ผ่อน คลายความตึงเครียด สมาธิรับคำสั่งและตอบสนองออกไป

ยุคนี้ การสะกดจิตมิใช่เป็นวิธีการที่เร้นลับ ไม่ใช่เรื่องของการแสดง ของนักเล่นกล ไม่ใช่เป็นไสยศาสตร์ แต่เป็น “วิทยาศาสตร์” ที่มีกฎเกณฑ์ มีความจริง สามารถพิสูจน์และทดลองได้

กล่าวสำหรับในประเทศไทย ก็อย่างที่ได้ระบุไว้แต่ต้น ว่ามี “ชมรมนักสะกดจิต” ซึ่งประธานชมรมนักสะกดจิตแห่งประเทศไทย ดร.ชนาธิป ศิริปัญญาวงศ์ เผยกับ “สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์” ว่า... ชมรมนักสะกดจิตแห่งประเทศไทยเกิดขึ้นมา 12 ปีแล้ว โดยมีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่วิชาความรู้ที่ไปร่ำเรียนมาจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีลูกศิษย์ลูกหาที่ร่ำเรียนไปจาก ดร.ชนาธิป ไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 คน

ในจำนวนไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 คนนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลในวิชาชีพแพทย์ จิตแพทย์ ทันตแพทย์ จักษุแพทย์ สูติแพทย์ และพยาบาล รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เล็งเห็นถึงประโยชน์

ก่อนหน้านี้ มีข่าวเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต เป็นข่าวชมรม นักสะกดจิตแห่งประเทศไทย จัดอบรมและสาธิตการดูแล “เด็กพิเศษ” เกี่ยว กับเรื่องนี้ ดร.ชนาธิปบอกว่า... การสะกดจิตเด็กสมาธิสั้น ได้ผลดีในเชิงการแพทย์ รวมถึงเด็กปัญญาอ่อน หรือเด็กพิการ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐก็ได้เชิญไปบรรยายให้ผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ฟัง จึงเป็นที่มาของการจัดอบรมให้ ผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ กลุ่มเด็กพิเศษ ที่มีฐานะยากจน

“เรื่องการสะกดจิตเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย แต่เป็นเรื่องไม่แปลกสำหรับต่างประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งแนวคิดคือโน้มน้าวจิตหรือกล่อมเกลาจิตใต้สำนึก ไม่ใช่เรื่องลี้ลับที่เชื่อกันในยุคก่อน”

ผู้สันทัดกรณีบอกอีกว่า... นอกจากกลุ่มเด็กที่ได้กล่าวมาแล้ว การ “สะกดจิต” ยังมีประโยชน์ต่อคนกลุ่มอื่น ๆ เช่นกลุ่มคนที่มีปัญหาทางสภาพจิตใจรูปแบบต่าง ๆ อาทิ เครียดง่าย โมโหร้าย ใจร้อน กดดันตัวเอง คาดหวัง ตื่นเต้น วิตก ท้อแท้ หดหู่ ฯลฯ รวมถึงมีประโยชน์ในแง่การสร้างความ มั่นใจให้คน เช่น พนักงานขาย

อย่างไรก็ตาม ประธานชมรมนักสะกดจิตบอกว่า... ทุก ๆ ศาสตร์นั้น เมื่อมีประโยชน์ก็อาจมีโทษได้ด้วย เช่นเดียวกับศาสตร์ “สะกดจิต” ที่อาจถูกคนไม่ดีนำไปใช้ในทางไม่ดีได้เหมือนกัน เช่น รูดทรัพย์ แต่อย่างไรก็ตาม หากสะกดจิตคน 10 คนในสถานที่ทั่วไป อาจมีเพียง 1 คนเท่านั้นที่โดนสะกดจิต ด้วยปัจจัยต่าง ๆ

ปัจจัยที่ว่าก็อาทิ สภาพแวดล้อม ความพร้อม และความไม่พร้อมของผู้ถูกสะกดจิต เช่นบางคนอาจเครียดเรื่องอื่นอยู่ ก็จะไม่ได้ผล ซึ่งประสิทธิภาพของการสะกดจิตนั้นต้องมีปัจจัยเอื้อต่าง ๆ หลายข้อ อาทิ ทำซ้ำ ๆ มีการชี้นำ การสร้างความหวัง การชดเชยสิ่งที่ขาดไป แต่กระนั้นการ “สะกดจิตหมู่” ก็จะให้ผลดีกว่าสะกดจิตเดี่ยว ๆ เพียงแต่ต้องใช้เวลานานมาก และต้องมีองค์ประกอบ มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการสะกดจิตหมู่

ประธานชมรมนักสะกดจิตบอกต่อไปว่า... การสะกดจิตคนเพื่อจะก่ออาชญากรรมนั้น จะไม่ค่อยเกิดขึ้น เพราะการที่จะทำนั้นทางผู้สะกดจิตจะต้องเตรียมการต่าง ๆ จะค่อนข้างเหนื่อย และอาจไม่คุ้ม อย่างไรก็ตาม หากบุคคลใดตกอยู่ในสภาวะลุ่มหลง มีความทุกข์ที่ผู้จะสะกดจิตล่วงรู้ ก็จะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เป็นเหยื่อได้

“ดังนั้นอย่าไว้ใจใครง่าย ๆ จงมีสติ อย่าโลภ เพราะการสะกดจิตจะ แผลงฤทธิ์ต่อผู้ถูกสะกดจิตก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีความทุกข์ในใจ ขาดสติ หรือ โลภ และผู้สะกดจิตรู้จุดอ่อน” ...ดร.ชนาธิประบุ ซึ่งก็เป็นแนวทางป้องกันตัว ให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อคนร้ายได้ในหลายกรณี...ไม่เฉพาะกรณีถูกสะกดจิต

“สะกดจิต” เป็นเรื่องที่ทำได้จริง-มีอยู่จริง...ไม่ใช่เรื่องเร้นลับ
เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์แล้ว...และเป็นประโยชน์ทางการแพทย์
แต่ที่น่าคิดก็คือ...บางคดี-บางสถานที่ในไทยก็ถูกตั้งข้อสังเกต
ว่าใช้การ “สะกดจิต” เป็นเครื่องมือหลอกคน-ดึงคน ????.