 |
หนังสือพิมพ์คมชัดลึก [ วันพฤหัสบดี ที่ 3 เดือน กันยายน 2552 ] |
|
| วิทยาพอใจผลงานรณรงค์ไข้หวัดของอสม. |
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พอใจผลงานรณรงค์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ของอสม.กว่า 970,000 คนทั่วประเทศ สามารถให้การดูแลผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มปกติได้รวมกว่า 2 ล้านคน ในจำนวนนี้พบมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ ต้องส่งตัวพบแพทย์ในโรงพยาบาลเพื่อตรวจละเอียดรวมทั้งหมด 54,433 คน โดยเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น หญิงตั้งครรภ์ คนอ้วน จำนวน 44,258 คน ในจำนวนนี้มีอาการรุนแรง 3,705 คน โดยจะให้อสม.ปฏิบัติต่อเนื่องจนถึงเดือนธันวาคม 2552
นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมมอบนโยบาย อสม.ในเขตจังหวัดภาคกลาง ที่โรงแรมโนโวเทล จังหวัดระยอง ว่า หลังจากกระทรวงสาธารณสุขได้ให้อสม.ทั่วประเทศที่มีกว่า 970,000 คน เป็นแกนนำรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ และทำการตรวจคัดกรองผู้ที่มีอาการป่วยด้วยไข้หวัดในหมู่บ้านรับผิดชอบ คนละ 10-15 หลังคาเรือน ทุกวันจันทร์ วันพุธและวันศุกร์ ตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2552 เป็นต้นมา พบว่าได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง
นายวิทยา กล่าวว่า จากรายงานอย่างไม่เป็นทางการใน 61 จังหวัด อสม.ได้ออกเยี่ยมบ้านรวมทั้งหมด 2,307,964 คน ประกอบด้วย ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป้าหมาย เช่น ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคตับ โรคไต มะเร็ง โรคเลือด หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ คนอ้วน ผู้สูงอายุ จำนวน 1,991,698 คน พบผู้ที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่และส่งตัวไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ 44,258 คน หรือประมาณร้อยละ 2 โดยมีอาการรุนแรง 3,705 คน
ส่วนในกลุ่มปกติทั่วไป พบมีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ทั้งหมด 316,266 คนในจำนวนนี้มีอาการรุนแรงต้องส่งตัวพบแพทย์ในโรงพยาบาลรวม 10,175 คน รวมแล้วผลการออกปฏิบัติการของอสม.ครั้งนี้ ได้ค้นพบผู้ที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ในหมู่บ้านต่างๆ ที่ต้องส่งตัวเข้าพบแพทย์ในโรงพยาบาลเพื่อตรวจอย่างละเอียดรวมทั้งหมด 54,433 คน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ แต่ทำให้เราสามารถคัดกรองผู้ป่วยในหมู่บ้านไปรักษาและเฝ้าระวังสถานการณ์ในหมู่บ้านได้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้สามารถลดการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้เป็นอันมาก โดยได้ขอความร่วมมือให้อสม.ทั่วประเทศ ปฏิบัติการต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคม 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศเริ่มหนาวเย็น และจะประเมินผลต่อไป
ทางด้าน ดร. นายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า การทำงานของกองทัพอสม.ของประเทศไทย เพื่อต่อสู้กับการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ฯ ครั้งนี้ นับเป็นประเทศเดียวในโลกที่สามารถดำเนินการได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพจะพัฒนาระบบการทำงานของอสม.ให้เกิดประสิทธิภาพ และมีการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ซึ่งจะทำให้กลไกการแก้ไขปัญหาสุขภาพของประเทศไทยเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยในเบื้องต้นจะจัดประชุมหารือกับอสม.ในภาคกลาง เพื่อกำหนดรูปแบบการพัฒนาการทำงาน โดยเฉพาะระบบการป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพดี รวมทั้งการสนับสนุนทางวิชาการและเครื่องมือการทำงานให้แก่อสม.ด้วย
อย.เผย ยาแก้หวัด ผสม ซูโดอีเฟดรีนราคาพุ่ง 3-5 เท่า
นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้สัมภาษณ์ถึงการควบคุมซูโดอีเฟดรีนที่เป็นส่วนผสมในยาลดน้ำมูก แก้คัดจมูก เนื่องจากเป็นหวัดและภูมิแพ้ ว่า ซูโดอีเฟดรีนเป็นยาที่มีประโยชน์ก็จริง แต่กลับมีการนำไปใช้ผิดทาง โดยนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้า ดังนั้น อย.จึงได้ควบคุมการนำเข้าและการส่งออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะร้านขายยายาได้ขอความร่วมมือห้ามขายปลีกยาเกินกว่า 60 เม็ดให้กับผู้ป่วย 1 ราย ที่ผ่านมา อย.ร่วมกับตำรวจปราบปรามยาเสพติดจับกุมการลักลอบส่งซูโดอีเฟดรีนไปขายยังต่างประเทศรวมทั้งการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านส่งไปขายยังประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังสามารถจับกุมยาลดน้ำมูก แก้คัดจมูก ปลอม ซึ่งเมื่อนำไปตรวจพบว่า ยาดังกล่าวไม่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน
ภก.วินิต อัศวกิจวิรี ผอ.กองควบคุมยา กล่าวว่า มีความพยามในการกว้านซื้อยาลดน้ำมูก แก้คัดจมูก ซึ่งมีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีน เพื่อลักลอบส่งไปขายยังต่างประเทศ ซึ่งทำให้ราคายาจากเม็ดละไม่กี่บาทเพิ่มสูงถึง 3-5 เท่า กรณีที่จับซูโดอีเฟดรีนปลอมได้นั้น เนื่องจากมีการร้องเรียนระหว่างบริษัทจึงเข้าไปตรวจสอบและจับกุมได้นับแสนเม็ด นอกจากนี้ยังมีจับกุมได้ทางภาคใต้ที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตามคิดว่า การทำยาปลอมคงมีไม่มากเพราะหากปลายทางตรวจพบว่า ไม่มีส่วนผสมของซูโดอีเฟดรีนก็จะยกเลิกการสั่งสินค้า
ไข้หวัด2009ยังระบาดหนัก15จังหวัดในภาคเหนือ
นพ.มงคล ณ สงขลา ประธานอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการทำงานป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)จ.ลำปาง โดยเฉพาะพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) แม่ถอด อ.เถิน เป็นชุมชนตัวอย่างในการจัดการตัวเองป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ไม่มีผู้ป่วยเสียชีวิต
นพ.มงคล กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์การระบาดในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคอีสานมีอัตราผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ 15 จังหวัด มีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยสูงที่สุด ได้แก่ ราชบุรี เชียงใหม่ ลำพูน แพร่ ลำปาง เพชรบูรณ์ ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สุพรรณบุรี นครปฐม และกาญจนบุรี ซึ่งสวนทางกับเขตเมืองและปริมณฑลที่มีอัตราผู้ป่วยชะลอตัวลงแล้ว ทำให้จำเป็นต้องเร่งใช้มาตรการควบคุมโรคอย่างเข็มงวดขึ้น
หากไม่สามารถหยุดการแพร่ระบาดในพื้นที่ชนบทได้จะทำให้ในช่วงเดือนต.ค.-พ.ย. ซึ่งเป็นช่วยปลายฝนต้นหนาว ที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลอยู่แล้ว จะมีความน่ากังวลมาก เพราะพื้นที่ชนบทถือว่าเป็นแนวกั้นชนที่จะป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดระลอก 2 ในเขตเมืองได้อีก แต่หากในชนบทมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นอาจจะส่งผลกระทบทำให้การระบาดของโรคแพร่กลับข้าสู่เขตเมืองอย่างกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้อีกทำให้เกิดการระบาดระลอก 2 ได้นพ.มงคล กล่าว
นพ.มงคล กล่าวอีกว่า จากการหารือร่วมกันกับอปท. เห็นได้ว่ามีความพร้อมและการเตรียมตัวเป็นอย่างดีทำให้เชื้อว่าจะสามารถดูแลผู้ป่วยในชุมชนและป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดในรอบ 2 ได้ อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องให้ความรู้อย่างต่อเนื่องทั้งในพื้นที่อื่นๆ ด้วยเชื่อว่าขณะนี้โรงพยาบาลแต่ละแห่งมีความพร้อมในการดูแลประชาชนอยู่แล้ว แต่ประชาชนต้องทราบว่า ควรไปพบแพทย์หรือไม่ และควรไปพบแพทย์เมื่อใด
นพ.มงคล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ได้รับข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ว่า มีโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ประมาณ 1,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำดื่ม น้ำใช้ จึงทำให้กังวลว่า อาจส่งผลกระทบต่อการป้องกันโรคไข้หวัดได้ เพราะนักเรียนและครู อาจะไม่มีน้ำใช้ล้างมือได้อย่างเพียงพอ ซึ่งเบื้องต้น จากการตรวจสอบปัญหาขาดแคลนน้ำของโรงเรียนในจ.ลำปาง ซึ่งมีโรงเรียนร้องเรียนว่าขาดแคลนน้ำมากถึง 40 แห่ง พบว่ายังพอมีน้ำดื่ม น้ำใช้เพียงพออยู่ ทั้งนี้ จะมีการตรวจสอบไปยังโรงเรียนในจังหวัดอื่นๆ ด้วย เพื่อเร่งหาทางแก้ปัญหา
ศ.พญ.สยมพร ศิรินาวินภาควิชากุมารแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ขณะนี้พบว่าในประเทศไทย เริ่มมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการระบาดไปพร้อมๆ กับโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ด้วย โดยอาการป่วยของโรคไข้หวัดใหญ่ทั้ง 2 ชนิด มีอาการคล้ายคลังกัน แต่มีความแตกต่างกันในเรื่องของการรักษา โดยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 สามารถใช้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ และซานามิเวียร์รักษาหายขาดได้ ขณะที่ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลไม่สามารถใช้ยาทั้ง 2 ชนิดนี้รักษาได้ เพราะเชื้อไวรัสดื้อยาแล้ว 100% ประกอบกับ แพทย์ไม่สามารถตรวจหาเชื้อให้กับผู้ป่วยทุกรายได้ เพราะมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์การระบาดในภาพรวมว่ามีเชื้อไวรัสชนิดใดระบาดอยู่ และแพทย์จะต้องใช้ความ
นายอุดม สุวรรณพิมพ์ นักวิชาการสุขาภิบาล อบต.แม่ถอด กล่าวว่า ตั้งแต่มีการะบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในอ.เถิน มีผู้ป่วยที่ไปพบแพทย์แล้ว 228 ราย ยังไม่มีผู้เสียชีวิต คิดเป็นอันตราป่วย ร้อยละ 09.1 ต่อ แสนประชากร โดยในจำนวนนี้ มีผู้ป่วยมากที่สุดคือ กลุ่มนักเรียนร้อยละ 70.61 และกลุ่มนักศึกษา ร้อยละ 9.21 โดยมาตรการป้องกันความรุนแรงของโรคที่สำคัญ 3 ก 1 ล คือ ใกล้ตา ใกล้ใจ ใกล้ชิด และ ลุยแก้ปัญหา โดยจัดหน่วยสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคในชุมชน มีระบบเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มแข็ง จัดจุดคัดกรองผู้ป่วยทุกโรงเรียน ทุกงานเทศกาล หรือการชุมนุมโดยได้รับความร่วมมือจากประชาชนในชุมชมเป็นอย่างดี ประชาชนสามารถเข้าถึงป้องกันโรคทั้ง หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ได้ง่ายโดยผ่านผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข โรงเรียน ฯลฯ
ศรีสะเกษสังเวยหวัด3รายเฝ้าระวังอีก2อาการทรุดหนัก
นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับ นพ.วันชัย เหล่าเสถียรกิจ รอง.นพ.สสจ.ศรีสะเกษ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ไข้หวัด2009 ใน จ.ศรีสะเกษ ขณะนี้มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อแล้ว จำนวน 175 ราย มีผู้ที่โรคแทรกซ้อน และเสียชีวิตไปแล้ว 3 ราย เป็นเด็กหญิง อายุ 2 ขวบ 1 ราย เป็นพนักงานหญิงธนาคารฯ แห่งหนึ่ง อายุ 43 ปี 1 ราย และล่าสุด เป็นนักศึกษาสถาบันแห่งหนึ่ง อายุ 36 ปี 1 ราย ภายหลังมาพบแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพ พบว่าเป็นไข้หวัด เจ็บคอ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยเด็กที่อายุ 2 ขวบ และหญิงอายุ 36 ปี ป่วยมาจาก อ.น้ำเกลี้ยง ถูกส่งต่อมารักษาตัวที่โรง
ศรีสะเกษ ก่อนเสียชีวิต และขณะนี้ที่โรงพยาบาลศรีสะเกษ ยังมีผู้ป่วยที่เฝ้าระวังอีก 2 ราย อาการยังน่าเป็นห่วงเช่นกัน เนื่องจากมีโรคแทรกซ้อน อย่างไรก็ดีในมาตรการป้องกัน ดูแลรักษา จ.ศรีสะเกษ ได้ระดมทีมแพทย์ ลงคัดกรองเต็มร้อยทุกพื้นที่ โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลน้ำเกลี้ยง ที่มีการระบาดหนัก
นายระพี ผ่องบุพกิจ ผจว.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ได้ขอให้ทีมแพทย์ทุกคน ได้ช่วยกันคัดกรองเฝ้าระวังผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ที่อาจจะติดเชื้อไข้หวัด 2009 อย่างเข้มข้น และให้มีการแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดอย่างรุนแรงในช่วงเดือน ต.ค.ถึง ธ.ค.เพราะตามสถิติโรคไข้หวัด จะมีการแพร่ระบาดในช่วงหน้าหนาวอีกรอบ ซึ่งอาจจะบวกเข้ากับไข้หวัดนก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะเฝ้าระวัง ดูแลเพิ่มความยากมากขึ้น ที่สำคัญต้องขอความร่วมมือ สร้างความเข้าใจ ในทีม อสม.สถานีอนามัย ที่จะต้องเป็นผู้ใกล้ชิดกับประชาชน ช่วยเฝ้าระวัง ในการป้องกันตนเอง
นพ.วัยชัย เหล่าเสถียรกิจ รอง ผอ.สสจ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ขณะนี้ทาง สสจ.ได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินการเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ จากเดิมได้เน้นมาตรการที่ในเขตชุมชนเมือง แต่จากการวิเคราะห์สถานการณ์การแพร่ระบาดที่พบผู้ป่วยติดเชื้อมากขึ้นในเขตชนบท ชี้ว่าการระบาดของโรคได้ลงเข้าสู่ประชาชนในระดับรากหญ้าแล้ว ดังนั้น จึงได้ปรับแนวทางและมาตรการเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนผ่านเครือข่ายบุคคล เช่น อสม. กำนันผู้ใหญ่บ้านในระดับหมู่บ้านและชุมชนและการใช้สื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในระดับพื้นที่ให้มากขึ้น
โดยจะเน้นการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ กลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบ หืด ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก โดยดำเนินการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักแก่ประชาชน แต่ไม่ควรตื่นตระหนกกับการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เพื่อสามารถป้องกันและมีวิธีการจะดูแลปฏิบัติตนป้องกันไม่ให้ติดเชื้อได้ โดยเฉพาะการสร้างเสริมสุขภาพอนามัยส่วนบุคคล
| |
|
|
|
 |
| |