 |
หนังสือพิมพ์แนวหน้า [ วันพฤหัสบดี ที่ 3 เดือน กันยายน 2552 ] |
|
| การผ่าตัดหัวใจ |
โรคหัวใจที่จำเป็นต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดสามารถแยกออกได้เป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ๆ คือ
1. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart disease)
2. โรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลัง (Acquired Heart disease)
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ใหญ่ๆ คือ
1. ชนิดเขียว
2. ชนิดไม่เขียว
การผ่าตัดรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดไม่ว่าจะเป็นชนิดเขียว หรือไม่เขียว ก็มีทั้งการผ่าตัดแบบประคับประคองหรือแก้ไขได้ทั้งหมดจนกลับมาเหมือนปกติทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความผิดปกติที่มีมาแต่กำเนิดในผู้ป่วยแต่ละคน ความผิดปกติบางอย่างต้องทำการผ่าตัดรักษาตั้งแต่ระยะแรกคลอดความผิดปกติบางอย่างสามารถรอจนโตขึ้นมาหน่อยได้
โดยรวมแล้วการผ่าตัดหัวใจในเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กต้องอาศัยความละเอียดอ่อนมากกว่าการทำผ่าตัดในผู้ใหญ่หลายเท่าตัว วิธีการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติก็มีมากมายเป็นร้อยๆชนิดจำเป็นต้องใช้ทีมที่มีความสามารถสูงและเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์จึงจะส่งผลให้การผ่าตัดได้ผลดี โดยทีมประกอบไปด้วย ศัลยแพทย์หัวใจ วิสัญญีแพทย์ เจ้าหน้าที่เดินเครื่องปอดหัวใจ พยาบาลห้องผ่าตัด และพยาบาลหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ดังนั้นโรงพยาบาลที่สามารถทำผ่าตัดหัวใจพิการในเด็กได้และได้ผลดีด้วยจึงมีจำนวนไม่มาก
โรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลังที่ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด สามารแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆที่พบบ่อยดังต่อไปนี้
1. โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
2. โรคลิ้นหัวใจตีบหรือรั่ว
3. โรคของเส้นเลือดแดงใหญ่ (Aorta)
โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
ปัจจุบันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบเป็นโรคหัวใจที่เกิดขึ้นภายหลังที่พบมากที่สุด มีวิธีการรักษาทั้งชนิดที่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องผ่าตัด การรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัดคือ การถ่างขยายเส้นเลือดหัวใจด้วยบอลลูนตรงตำแหน่งที่ตีบตัน โดยจะใส่ขดลวดขนาดเล็กเข้าไปค้ำเสริมด้วยหรือไม่ก็ได้
เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจหลักๆแล้วมี 3 เส้น แต่บางครั้งเส้นหลักแต่ละเส้นอาจมีเส้นกิ่งแขนงที่มีขนาดใหญ่ได้ ดังนั้นบางคราวศัลยแพทย์อาจต่อให้ 4 เส้น 5 เส้น หรือมากว่านั้นก็ได้ ปัจจุบันเส้นเลือดที่นำมาใช้บ่อย การผ่าตัดต่อเส้นเลือดหัวใจ มีเส้นเลือดแดงหลังหน้าอกด้านซ้าย เส้นเลือดแดงหลังหน้าอกด้านขวา เส้นเลือดแดงที่บริเวณปลายแขนด้านซ้ายและขวา และเส้นเลือดดำที่ขา เส้นเลือดต่างๆเหล่านี้มีอายุการใช้งานไม่เท่ากัน จากข้อมูลปัจจุบันพบว่า ในระยะเวลา 10 ปี เส้นเลือดแดงหลังหน้าอกจะยังคงใช้งานได้ดีประมาณ 90-95 % เส้นเลือดแดงที่บริเวณปลายแขนยังคงใช้งานได้ดีประมาณ 80-85 % ส่วนเส้นเลือดดำที่ขายังคงใช้งานได้ดีประมาณ 50-60 % ดังนั้นศัลยแพทย์หัวใจจะพยายามใช้เส้นเลือดแดงให้มากที่สุด แต่บางครั้ง เส้นเลือดหัวใจที่ตีบมีหลายตำแหน่งไม่สามารถใช้เส้นเลือดแดงได้ทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดของผู้ป่วย ก็จำเป็นต้องใช้เส้นเลือดดำเสริมในตำแหน่งที่มีความสำคัญน้อยกว่า
โดยทั่วไปแล้ว ถ้าเส้นเลือดหลักทั้ง 3 เส้น ตีบตันหมด ก็เป็นข้อบ่งชี้ในการทำผ่าตัดรักษา เนื่องจากการถ่างด้วยบอลลูน ต้องถ่างหลายเส้น หลายตำแหน่งและอาจต้องหลายหน บางครั้งต้องกลับมาถ่างซ้ำอีกเนื่องจากตีบตันที่ตำแหน่งเดิมที่ถ่างไปรวมๆแล้วอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการถ่างด้วยบอลลูนสูงกว่าการผ่าตัดถึง 2-3 เท่าตัวหรือมากกว่า ผู้ป่วยที่ทำการรักษาด้วยการถ่างด้วยบอลลูน ก็มีโอกาสเสียชีวิตในห้องสวนหัวใจระหว่างการทำบอลลูนได้ มีโอกาสเสียชีวิตที่บ้านได้ เนื่องจากเส้นเลือดหัวใจตีบตันขึ้นมาใหม่ ซึ่งโอกาสเสียชีวิตเหล่านี้อาจจะมากว่าการผ่าตัดต่อเส้นเลือดหัวใจ (Coronary artery bypass graft) ที่ทำโดยศัลยแพทย์หัวใจที่มีความชำนาญสูง ซึ่งจะมีอัตราการเสียชีวิตเพียง 1-2 % (ในผู้ป่วยที่นัดมาทำผ่าตัด) และยิ่งถ้าต่อด้วยเส้นเลือดแดงทั้งหมดแล้ว ในระยะ 10 ปี เส้นเลือดที่ต่อไป จะมีโอกาสตันประมาณ 15-20 % เท่านั่น
การผ่าตัดต่อเส้นเลือดหัวใจนั้น ปัจจุบันสามารถใช้ได้ทั้งวิธีที่ใช้เครื่อง ปอด - หัวใจ (Heart lung machine) และไม่ใช้เครื่อง ปอด-หัวใจเทียม (off pump) ข้อดี ข้อเสีย และผลขอลการผ่าตัดทั้งสองวิธีนี้ไม่ได้มีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ในการที่ศัลยแพทย์หัวใจจะเลือกใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับความถนัดและสภาวะของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
สนับสนุนข้อมูลโดย : รศ.นพ.วิชัย เบญจชลมารค
ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ คณะกรรมการแพทย์
โครงการผ่าตัดผู้ป่วยโรคหัวใจเฉลิมพระเกียรติ 500 ราย ถวายองค์มหาราชินี 80 พรรษา
โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล
โทร. 1745 www.bangpakokhospital.com
| |
|
|
|
 |
| |