หนังสือพิมพ์แนวหน้า [ วันพฤหัสบดี ที่ 3 เดือน กันยายน 2552 ]
"ขาเทียมพระราชทาน" จากขยะอะลูมิเนียมสู่จุดเปลี่ยนชีวิต


จากการสำรวจความพิการของคนไทย โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าประเทศไทยมีผู้พิการมากถึง 1.9 ล้านคน !

ในจำนวนนี้มี "ผู้พิการขาขาด" มากกว่า 50,000 คน สาเหตุส่วนใหญ่หรือประมาณ 45%

ของผู้พิการขาขาด เกิดจากอุบัติเหตุทางการจราจร 25% เกิดจากการเหยียบกับดักระเบิด อีก 20% เกิดจากแผลเรื้อรังจากโรคเบาหวาน ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 10% เป็นความผิดปกติมาแต่กำเนิด และปัญหาสุขภาพอื่นๆ


ทว่าเมื่อความพิการอุบัติขึ้นในชีวิต ดูประหนึ่งความมืดมิดได้เข้ามาเยี่ยมเยือนผู้โชคร้าย ในประเทศกำลังพัฒนานามว่า "ไทยแลนด์" คนยากจน มีมากกว่าคนร่ำรวย ผู้พิการจำนวนมากไม่มีแม้เงินซื้อขาเทียม พวกเขาจำต้องดำเนินชีวิตตามอัตภาพโดยใช้ไม้ค้ำคัน แทนขาในการเดิน ขณะที่ บางรายทำขาเทียมจากเศษวัสดุเหลือใช้ แม้ทุลักทุเล แต่ก็พอช่วยให้สามารถเดินเหินสะดวกขึ้นบ้าง

ช่วงที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และอีกหลายหน่วยงาน จัด "โครงการเรียกคืนวัสดุอะลูมิเนียมใช้แล้ว" เพื่อจัดทำ "ขาเทียมพระราชทาน" มีเป้าประสงค์เรียกคืนขยะประเภทอะลูมิเนียม จำนวนมหาศาลในสังคม เพื่อนำมาหลอมและผลิตเป็นส่วนประกอบของขาเทียมเพื่อทำให้ผู้พิการ มีชีวิตที่สะดวก สบายขึ้น

กองภูเขาขยะขนาดมหึมา 15 ล้านตัน คือปริมาณขยะใน 1 ปี ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ขยะจำนวนมหาศาลมีการนำกลับมาใช้ประโยชน์ประมาณ 3.45 ล้านตัน หรือ ร้อยละ 23 ขยะเหล่านี้ประกอบด้วยบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ(Reuse) และแปรรูปนำกลับ มาใช้ใหม่ (Recycling) อาทิ เศษเหล็ก กระดาษ แก้ว พลาสติก และอะลูมิเนียม

หากโฟกัส เฉพาะ "ขยะประเภทอะลูมิเนียม" พบว่ามีปริมาณ 463,600 ตัน และมีการนำ กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่จำนวน 350,000 ตัน คิดเป็น ร้อยละ 75 ของปริมาณขยะประเภทอะลูมิ เนียมที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่ายังมีขยะอะลูมิเนียม ที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมอยู่ถึง ร้อยละ 25 % และอลูมิเนียมเหลือใช้เหล่านี้ คือ "จุดเปลี่ยน" สำหรับชีวิตผู้พิการหลายหมื่นคน

ข้อมูลจาก มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ระบุว่า ขยะ "อลูมิเนียม" เหล่านี้คือขุมทรัพย์ทองคำ ที่สามารถนำมาหลอมผลิตเป็นวัสดุ อุปกรณ์และชิ้นส่วนในการทำขาเทียมได้มากมาย อาทิ "ตัวปรับความเอียงของเบ้า" (coupling) บนอุปกรณ์จัดแนว เพื่อให้ขาเทียมติดกับแกนหน้าแข้ง "ตัวยึดเบ้า" เป็นน็อตสำหรับยึดเบ้าให้ติดกับอุปกรณ์ปรับความเอียงและอุปกรณ์ปรับแนว "ข้อตะโพกเทียม" สำหรับผู้ป่วยที่ตัดขาระดับข้อตะโพก "ข้อเข่าหลายจุดหมุน" (Poly centric knee unit) สำหรับผู้ป่วยที่ตัดขาระดับข้อเข่า และนำไปผลิต "น็อต แหวนและสกรู" สำหรับ เป็นตัวช่วยสำหรับยึดอุปกรณ์ต่างๆ

นอกจากนี้อลูมิเนียม ส่วนที่เหลือยังหลอมนำไปทำเป็น "ไม้เท้า" (cane) สำหรับผู้สูงอายุทั่วไปและ "ไม้ค้ำยันท่อนแขน" (Forearm crutch) สำหรับผู้พิการขาขาดที่ยังไม่ได้รับขาเทียม และ "วอกเกอร์" (walker) สำหรับผู้สูงอายุที่ยังไม่ได้รับขาเทียมและผู้ที่ได้รับขาเทียมครั้งแรก ซึ่ง ยังไม่มีความมั่นคงในการเดิน

"ขาเทียม 1 ขา" จะมีส่วนประกอบที่ผลิตมาจากอลูมิเนียมประมาณ 10-20 % ส่วนที่เหลืออีก 80-90 % จะผลิตมาจากพลาสติกชนิดต่างๆ เช่น เบ้าพลาสติก ข้อเข่าเทียม แกนหน้าแข้งและเท้าเทียม มูลนิธิขาเทียมฯ ระบุว่า สำหรับขั้นตอนการ "ผลิตขาเทียม"นั้น มีหลายขั้นตอนเริ่มจาก...

1. "การทำเบ้า" เพื่อให้ได้เบ้าที่มีรูปร่างเหมือนและขนาดพอดีกับ "ตอขา" (stump) จะ ต้องมีการทำหุ่นตอขา ขึ้นมาก่อน หุ่นตอขา ทำได้โดยการใช้เฝือกปูนพันรอบตอขา เมื่อเฝือกปูนแห้ง ก็ถอดออกจากตอขา ก็จะได้เบ้าเฝือกปูน เป็น "เบ้าตัวเมีย" ( negative mold ) นำปูนพลาสเตอร์ผสมน้ำ เทลงไปในเบ้าเฝือกปูนนี้ เมื่อปูนพลาสเตอร์แข็งตัว แกะเฝือกปูนออก ก็จะได้ปูนพลาสเตอร์รูปร่างเหมือนตอขาทุกประการ (positive mold) หุ่นปูนนี้จะถูกนำไปเป็นแบบสำหรับทำเบ้าพลาสติก เพื่อนำไปประกอบกับหน้าแข้งและเท้าเทียมต่อไป

2. การนำเบ้าพลาสติกที่ได้ไปประกอบ กับส่วนที่เป็นหน้าแข้งและเท้าเทียมโดยจัดแนวให้ถูกต้องตาม ลักษณะของกายวิภาค( bench alignment )

3.ให้ผู้พิการทดลองสวมใส่เดิน เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อเดินลงน้ำหนักแล้วไม่มีความเจ็บปวดอันเนื่องมาจาก การกดของเบ้าบนตอขา ถ้ามีก็ต้องแก้ไข ถ้าไม่มีก็ให้ผู้พิการทดลองเดินเพื่อปรับแนวระหว่างเบ้ากับเท้าเทียม ตามหลักของชีวะกลศาสต ร์เพื่อให้ผู้พิการเดินได้เหมือนธรรมชาติของแต่ละคน(dynamic alignment )

4. เมื่อผู้พิการเดินได้ดีก็นำไปตกแต่งให้เป็นรูปขาต่อไป ถ้าเป็นขาเทียมเหนือเข่าสำหรับผู้ที่ถูกตัดขาระดับ ต้นขาคือ ข้อเข่าธรรมชาติถูกตัดออกไปแล้วก็จะต้องมีการติดตั้ง ข้อเข่าเทียมระหว่างเบ้ากับเท้าเทียม ซึ่งจะต้อง มีการจัดแนว (bench alignment )ให้ถูกต้องมิฉะนั้นผู้พิการจะหกล้มง่าย

นายภิมุข สิมะโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวด ล้อม (ทส.) หัวเรี่ยว หัวแรงในการจัดกิจกรรมดีๆครั้งนี้ กล่าวว่า โครงการขาเทียมพระราชทาน นอกจากจะลดปัญหาการใช้ทรัพยากรของชาติแล้ว ยังลดปริมาณการตกค้างของเสียประเภทอะลูมิ เนียม โดยมอบวัสดุอะลูมิเนียม ที่ใช้แล้วให้กับมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อนำมารีไซเคิลจัดทำขาเทียม และทำอุปกรณ์ สำหรับผู้พิการ และผู้สูงอายุให้มีโอกาสได้กลับมาเดินได้อีกครั้ง

"นอกจากนี้ยังเป็นการ ลดการนำเข้าอุปกรณ์ขาเทียมจากต่างประเทศ ที่มีราคาสูงถึง 15,000 - 30,000 บาท แต่ถ้าผลิตในประเทศมีต้นทุนเพียง 1,500 บาท ซึ่งหาก มีการนำวัสดุอะลูมิเนียม มาบริจาคเพียง 1 กิโลกรัม สามารถ นำมาทำขาเทียมได้ 1 ข้างเลยทีเดียว" นายภิมุข ระบุ

สำหรับอะลูมิเนียม ที่สามารถนำมาบริจาค เพื่อใช้ทำขาเทียมได้นั้น นายภิมุข กล่าวว่า กรมควบคุมมลพิษ ระบุสเป็ค ว่าเป็นอลูมิเนียม ประเภท กระป๋องนำอัดลม หม้อ กะละมัง หลอดยา อะไหล่รถจักรยาน อะไหล่รถมอเตอร์ไซด์ และขยะอื่นๆที่ผลิตจากอลูมิเนียม สำหรับวิธีสังเกตว่าเป็นวัสดุอะลูมิเนียมหรือไม่ ให้ทดสอบโดยใช้แม่เหล็กดูด ถ้าแม่เหล็กดูดไม่ติด แสดงว่าเป็นวัสดุอะลูมิเนียม

"อย่างไรก็ตามหากบริจาคกระป๋องน้ำอัดลม ขอความความร่วมมือช่วยล้างทำความสะอาด ผึ่งให้แห้ง และบีบให้แบนเพื่อความสะดวกในการขนส่งและการนำไปรีไซเคิล" นายภิมุข กล่าว ทิ้งท้าย

สำหรับช่องทางการบริจาคขยะประเภทอะลูมิเนียม สามารถนำอะลูมิเนียมไปร่วมบริจาคได้ที่ "มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี" 199 ม. 4 ต. ดอนแก้ว อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ 50180 โทรศัพท์ (053) 112271-3 แฟกซ์ (053) 112275 หรือหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

สำหรับผู้บริจาคในจังหวัดต่างๆ สามารถนำอะลูมิเนียมไปร่วมบริจาคได้ที่สำนักงานทรัพ ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด เพื่อขนส่งทางรถไฟ หรือร่วมบริจาคโดยใส่กล่องไม่เกิน 5 กิโลกรัม ส่งได้ที่ที่ทำการไปรษณีย์ไทยทั่วประเทศ โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้สนับสนุนการขนส่งจากผู้บริจาคถึงปลายทางกรมควบคุมมลพิษ เพื่อรวบรวมและส่งต่อไปยัง มูลนิธิขาเทียมฯ โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมใดๆ ไปจนถึงสิ้นปี 2553

ขยะอลูมิเนียมไร้ค่า สำหรับคนหลายคน คือสิ่งที่ช่วยเติมชีวิตผู้พิการขาขาดที่ด้อยโอกาส ให้สามารถลุกขึ้นมายืนหยัดสู้ชีวิตอีกครั้ง นับจากนี้พวกเขาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น และสามารถกลับ มาเดินได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง