 |
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ปีที่ 32 ฉบับที่ 11496 [ วันจันทร์ ที่ 31 เดือน สิงหาคม 2552 ] |
|
| โรคฉี่หนูระบาดตาย 16 ราย กาฬสินธุ์พบผู้ป่วยมากสุด |
นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงช่วงฝนตกชุก โรคที่พบได้บ่อยในฤดูกาลนี้คือ โรคเลปโตสไปโรซีส (Leptospirosis) หรือที่ชาวบ้านเรียกโรคฉี่หนู โดยทั่วไปโรคฉี่หนูพบผู้ป่วยได้ประปรายตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ปีนี้ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงกลางเดือนสิงหาคม ทั่วประเทศพบผู้ป่วย 1,835 ราย เสียชีวิต 16 ราย มากที่สุดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,180 ราย เสียชีวิต 7 ราย โดย จ.กาฬสินธุ์ พบผู้ป่วยมากที่สุด 145 ราย ภาคใต้ป่วย 376 ราย เสียชีวิต 3 ราย พบผู้ป่วยมากที่สุดที่ จ.ระนอง 69 ราย ภาคเหนือป่วย 197 ราย เสียชีวิต 4 ราย ผู้ป่วยมากที่สุดที่ จ.น่าน 32 ราย และภาคกลางป่วย 82 ราย เสียชีวิต 2 ราย พบผู้ป่วยมากที่สุดที่ จ.จันทบุรี 20 ราย โดยตลอดปี 2551 พบผู้ป่วย 4,210 ราย เสียชีวิต 73 ราย
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อทั่วไป กล่าวว่า สาเหตุของโรคฉี่หนู เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในปัสสาวะของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หนู วัว ควาย โดยเชื้อจะปนเปื้อนอยู่ตามน้ำที่ขังเฉอะแฉะ ปนเปื้อนพืชผักที่ขึ้นตามทุ่งนา เชื้อไชเข้าสู่ร่างกายทางรอยแผลตามผิวหนัง รอยขีดข่วน และเข้าทางเยื่อบุของปาก ตา จมูก หรือไชผ่านผิวหนังปกติที่แช่น้ำอยู่นานๆ คนมักติดเชื้อขณะเดินย่ำดินโคลน เดินลุยน้ำท่วม หรือจากการกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ ซึ่งเชื้อโรคฉี่หนูนี้มีชีวิตอยู่ในน้ำได้นานหลายเดือน ประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโรคนี้ ได้แก่ ผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน มีอาชีพทำไร่ทำนา อาการสำคัญของโรคนี้ คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะบริเวณน่องและโคนขา บางรายมีอาการตาแดงร่วมด้วย ส่วนใหญ่จะป่วยหลังได้รับเชื้อประมาณ 4-10 วัน หากมีอาการดังกล่าว ขอให้รีบพบแพทย์ด่วน โรคนี้มียารักษาหายขาด อย่าปล่อยไว้จนเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง คือ ไตวาย ตับวาย ทำให้เสียชีวิตได้ โดยมีอัตราเสียชีวิตร้อยละ 15-40
| |
|
|
|
 |
| |