 |
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ปีที่ 32 ฉบับที่ 11496 [ วันจันทร์ ที่ 31 เดือน สิงหาคม 2552 ] |
|
| จุฬาฯต่อยอดวิศวฯเนื้อเยื่อ จดสิทธิบัตรกระดูกเทียม |
ผศ.โศรดา กนกพานนท์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิจัยโครงการวิจัยบูรณาการด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อการพัฒนากระดูกเทียม โดยการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ว่า โดยปกติเมื่อกระดูกแตกร้าวจะมีการประสานของเซลล์กระดูกโดยธรรมชาติ แต่หากกระดูกมีรอยแตกหักเกิน 8 มิลลิเมตร การรักษาจะค่อนข้างยาก เนื่องจากมีช่องว่างมากเกินไป การรักษาที่ผ่านมาจึงใช้วิธีดามกระดูก หรืออาจใช้วัสดุเชิงวิศวกรรมเนื้อเยื่อ ซึ่งเป็นชีววัสดุชนิดหนึ่งที่ผลิตจากแคลเซียมฟอสเฟต คอลลาเจน หรือปะการังที่นำเข้าจากต่างประเทศมาทำการฝังไว้บริเวณกระดูกที่แตกหัก เพื่อทำหน้าที่เหนี่ยวนำเซลล์กระดูกรอบๆ ให้มาสร้างเนื้อกระดูกบริเวณช่องโหว่ดังกล่าว แต่ประเทศไทยไม่นิยมรักษาด้วยวิธีนี้ เนื่องจากตัววัสดุมีราคาแพงหลายพันบาทไปจนถึงหมื่นบาทต่อปริมาณ 1 กรัม ล่าสุดร่วมกับ รศ.ศิริพร ดำรงค์ศักดิ์กุล ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย พัฒนาวัสดุเชิงวิศวกรรมเนื้อเยื่อเพื่อทดแทนกระดูกขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย และได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรแล้ว
ผศ.โศรดากล่าวอีกว่า ทีมวิจัยได้ทำการเพาะเลี้ยงเซลล์กระดูกเทียมจากโปรตีนรังไหม หรือที่เรียกว่า ไฟโบรอิน (Fibroin) เพื่อนำมาเปลี่ยนรูปจากเส้นใยให้เป็นของเหลว จากนั้นจึงนำมาเพาะเลี้ยงและขึ้นรูปเป็นกระดูกตามแบบต่างๆ ซึ่งความพิเศษอยู่ตรงที่มีการผสมผสานเทคนิคการใช้เซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ ซึ่งเป็นเลือดของผู้ป่วยหรือตัวสัตว์ทดลองมาเพิ่มคุณสมบัติให้สามารถเหนี่ยวนำการเกิดของเซลล์กระดูก และเมื่อเนื้อกระดูกสมบูรณ์ ตัวชีววัสดุที่ผลิตขึ้นจะสลายไปเอง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์อื่นๆ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้ผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการแล้วจะดำเนินการทดลองในสัตว์ทดลอง คาดว่าปลายปีนี้จะได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนจะนำไปใช้รักษาจริงในสัตว์จำพวกสุนัข และช้างที่กระดูกแตกหัก ขณะที่การรักษาในมนุษย์จะมุ่งรักษาในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน แต่ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยและพัฒนาอีกระยะหนึ่ง
"การที่นำวัสดุดังกล่าวมาใช้จริงในสุนัขและช้างที่ประสบปัญหากระดูกแตกหัก โดยที่ยังไม่มุ่งรักษาในมนุษย์นั้น เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานใดรับรองวัสดุเชิงวิศวกรรมเนื้อเยื่อที่ผลิตขึ้นในประเทศ อาจเพราะไม่เชื่อมั่น หรือเพราะที่ผ่านมามีการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ทำให้การขออนุญาตค่อนข้างลำบาก ผลงานวิจัยเหล่านี้จึงมักอยู่บนหิ้ง ถูกปิดโอกาสในการใช้ศักยภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุด" ผศ.โศรดากล่าว
| |
|
|
|
 |
| |