หนังสือพิมพ์แนวหน้า [ วันศุกร์ ที่ 21 เดือน สิงหาคม 2552 ]
เปิดเคล็ดลับสภาวะตื่นกลัวติดหวัด09 เปลียนวิถีชีวิต-วิตกกงวลสู่สภาพปกติ


การระบาดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009 ที่เกิดขึ้นในทั่วโลก และตามมาติดๆ คือการระบาดของโรคกาฬโรคปอดในจีน คาดการณ์กันว่าจะร้ายแรงยิ่งกว่าโรคไข้หวัดใหญ่2009 ถึง 5 เท่า ขณะนี้สังคมโลกกำลังเผชิญกับโรคติดต่ออุบัติใหม่ - อุบัติซ้ำ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

"โรคติดต่ออุบัติใหม่" ขององค์การอนามัยโลก (WHO) คือ โรคติดต่อที่มีอุบัติการณ์ในมนุษย์ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา หรือมีแนวโน้มความเสี่ยงที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้ รวมถึงโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อใหม่ โรคติดต่อที่พบในพื้นที่ใหม่ แต่ขณะนี้การรับข่าวสารติดต่อกันเป็นระยะเวลานานที่ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง จะทำให้เกิดการวิเคราะห์ผิดพลาดย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้รับข่าวสารนั้น จนทำให้บางคนเกิดภาวะเครียด หรือวิตกกังวลได้...

ในส่วนสถานการณ์สภาวะของ "การระบาดไข้หวัดใหญ่" และ "โรคกาฬโรคปอด" ส่งผลให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเกี่ยวกับศิลปะ การบันเทิง ที่พักอาศัย อาหาร เนื่องจากประชาชนจะเกิดความตื่นกลัว พยายามหลีกเลี่ยงแหล่งชุมชนที่มีผู้คนหนาแน่น เช่น ศูนย์การค้า ร้านอาหาร โรงหนัง เกิดการลดจำนวนของแรงงาน เนื่องจากการป่วย เกิดการหยุดงาน เนื่องจากกลัวติดโรค แต่ผลกระทบอีกด้านหนึ่งที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าของความเสียหายได้และเป็นสิ่งหนึ่งที่สังคมยังพูดกันอยู่น้อยมากนั่นก็คือ ผลกระทบทางด้านจิตใจ...

น.ส.ศลิษา ศรีอ่อน อายุ 30 ปี พนักงานออฟฟิศ เล่าว่า ได้รับทราบข่าวสารของไข้หวัด 2009 จากกระทรวงสาธารณสุขมาอย่างต่อเนื่อง แรกๆ ก็รู้สึกกลัว เพราะต้องเดินทางไปทำงานด้วยรถโดยสารประจำทางเป็นประจำทุกวัน วันหนึ่งๆ ต้องเดินทางหลายต่อ และต้องเจอความแออัดในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน แต่เมื่อได้รับรู้ และเข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้มากขึ้น จึงหันมาดูแลตนเองด้วยการป้องกันที่พิถีพิถันมากขึ้นตามที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำ เช่น ล้างมือให้ถูกวิธี กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง เวลาไปถึงที่ทำงานก็จะคอยเตือนตนเองให้ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะในช่วงก่อนรับประทานอาหาร และหมั่นใช้แอลกอออล์ทำความสะอาดอุปกรณ์สำนักงานและโต๊ะทำงานที่ใช้เป็นประจำ ที่สำคัญเมื่อรู้สึกว่ามีอาการเจ็บป่วยก็จะสวมหน้ากากอนามัยก่อนออกจากบ้าน และหาเวลาว่างออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง จึงไม่รู้สึกกลัวโรคนี้เหมือนในตอนแรกๆ

นั้นเป็นความรู้สึกวิตกกงวลของประชาชนที่มีต่อโรคไข้หวัดใหญ่2009 เช่นเดียวกับ น.ส.มลวิภา ตัณฑศรีสุข อายุ 29 ปี อาชีพค้าขาย บอกว่า ในช่วงที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่2009 คิดว่าจะเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเม็กซิโก หรือทางแถบอเมริกาเหนือ จึงยังไม่รู้สึกวิตกกังวลเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่เมื่อในประเทศไทยพบผู้ป่วยไข้หวัด 2009 และมีผู้เสียชีวิตต่อเนื่อง อีกทั้งการนำเสนอข่าวเริ่มเข้มข้นต่อเนื่อง ทำให้รู้สึกวิตกกังวล หวาดระแวง ถึงการระบาดว่าจะทวีความรุนแรงและลุกลามมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย และรู้สึกเป็นห่วงเกี่ยวกับการทำงานด้านสาธารณสุขว่าจะป้องกันได้มากน้อยเพียงไร

ในแต่ละวันจะต้องพบกับผู้คนจำนวนมากที่มาซื้อสินค้า ทำให้ต้องคอยสังเกตุคนอยู่ตลอด กลัวว่าจะไปติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อทางกระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลมากขึ้น คือ ช่วงที่มีการประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ และเห็นว่าทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็แสดงความห่วงใย โดยได้ร่วมกันรณรงค์ป้องกัน เพื่อให้ประชาชนรู้จักแนวทางดูแลตนเอง

โดยสามารถทำได้ง่ายๆ คือ กินอาหารร้อนๆ รู้จักใช้ช้อนกลางแรกๆ เราอาจจะไม่ชินแต่หากทำบ่อยๆ ก็จะเป็นสุขนิสัยที่ดี และล้างมือให้สะอาดเมื่อไปจับวัตถุตามที่สาธารณะ เช่น ลูกบิด ราวรถเมล์ โทรศัพท์สาธารณะ เป็นต้น หรือล้างมือกินกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ สิ่งเหล่านี้ทำได้ง่ายด้วยตนเอง ที่สำคัญคือการสวมหน้ากากอนามัย ซึ่งแรกๆ คนอาจจะยังไม่เคยใส่จึงรู้สึกเขินอาจ แต่เพื่อสุขภาพที่ดีของตนเองก็ควรที่จะสวมหน้ากาก เพราะไม่เพียงแต่ป้องกันโรคไข้หวัด แต่ยังป้องกันฝุ่นเข้าสู่ร่างกายได้อีก"

"มลวิภา" บอกอีกว่า หากประชาชนรู้จักดูแลป้องกันตัวเองได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามคำแนะนำของรัฐ ก็จะเป็นการเอาตัวรอดจากการระบาดของโรคไข้หวัด 2009 ได้ ขณะที่การตามข่าวก็อย่าไปตกใจ เพราะอาจจะทำให้เราเกิดความกังวล เชื่อว่าการระบาดจะลดลง แต่อนาคตก็ยังไม่รู้ว่าจะมีโรคอะไรที่จะเกิดขึ้นทำให้ชาวโลกตื่นตระหนกได้อีก การดูแลตนเองเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ขณะที่ นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต บอกว่า ที่ผ่านมากรมสุขภาพจิตได้สำรวจความคิดเห็น และความวิตกกังวลของประชาชนเพื่อประเมินผลกระทบด้านจิตใจจากสถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 พบว่า ในช่วงแรกของการระบาดคนไทยจำนวนร้อยละ 33 มีความกังวลมากและยังไม่เข้าใจถึงความรุนแรงของโรค ในช่วง 4 สัปดาห์ต่อมามีการนำเสนอข่าวสารอย่างต่อเนื่อง พบว่าประชาชนมีความกังวลสูงขึ้นถึงร้อยละ42

สาเหตุส่วนหนึ่งนั้นพบว่า คนไทยมีความรู้สึกว่า รัฐบาลปกปิดข้อมูล หรือคิดว่าไม่สามารถป้องกันได้แล้ว เพราะมีคนเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทำให้เกิดความหวั่นวิตก แต่เมื่อทางรัฐบาลได้ออกมารณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงทางวิชาการและได้ ให้คำแนะนำในการดูแลและป้องกันตนเอง ทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นความวิตกกังวลก็ลดลงมาเหลือที่ ร้อยละ 35 และเชื่อว่าจะลดลงมาอีก

ประชาชนที่วิตกกังวลมากเกินไปจะทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ และจะทำให้การดำเนินชีวิตเปลี่ยนไปได้ ทางกรมสุขภาพจิต ได้รณรงค์ให้ประชาชนมีความตระหนัก แต่จะต้องไม่ตื่นตระหนกต่อข่าวสาร เพราะการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 สามารถป้องกันได้ เพียงแต่ทุกคนใส่ใจในเรื่องของสุขอนามัย เช่น ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำหรือเจล สวมหน้ากากอนามัย กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ปิดปากปิดจมูกเวลาไอหรือจาม ฯลฯ ที่สำคัญต้องมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรค เพราะจะสามารถสำรวจตนเองและคนรอบข้างได้ เมื่อป่วยจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง หากประชาชนมีความเข้าใจก็จะสามารถดูแลตนเองและชะลอการแพร่กระจายของเชื้อได้

นพ.ชาตรี กล่าวอีกว่า การเตรียมจิตใจให้มีความพร้อม ก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการลดแรงเสียดทานทางจิตใจไม่ให้ตื่นตระหนกกับข่าวสารที่ได้รับ ซึ่งสามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ไม่ใช่เพียงแต่โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรคติดต่ออุบัติใหม่ - อุบัติซ้ำ ที่อาจจะกลับมาระบาดอีกครั้ง หากเรามีพลังสุขภาพจิตจะทำให้เรามีจิตใจที่เข้มแข็ง และสามารถลดความเครียดในภาวะจิตใจจากเหตุการณ์การระบาดของโรคได้ สามารถทนต่อแรงกดดันจากสถานการณ์ได้ดี และปฏิบัติตัวตามคำแนะนำได้อย่างถูกต้อง มีสติ มีหลักคิด มีกำลังใจที่เข้มแข็ง ตื่นตัวแต่ไม่ตระหนกต่อความเสี่ยงในการติดเชื้อหรือสถานการณ์ความรุนแรงของโรค

รู้จักวิธีที่จะเอาชนะกับความกลัวในจิตใจด้วยการหาวิธีการต่างๆ ในการผ่อนคลายความเครียดด้วยตนเอง เช่น การออกกำลังกาย การทำสมาธิ การสวดมนต์ หรือถ้าหากมีความวิตกกังวลสูง มีความเครียดมากขึ้น เช่น นอนไม่หลับ ไม่อยากพบปะผู้คน หรือไม่อยากออกนอกบ้าน หรือการทำกิจวัตรประจำวันเริ่มผิดปกติไปจากเดิม ขอแนะนำให้พูดคุยระบายทุกข์กับคนที่สนิทหรือไว้ใจหรือติดต่อบุคลากรสาธารณสุข เพื่อให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยบรรเทาปัญหาได้

ปัญหาโรคระบาด เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ประชาชนทั่วไปทุกสาขาอาชีพ ทุกคนล้วนมีความเสี่ยงได้ทั้งสิ้น หากสังคมไทยตั้งสติในการร่วมมือกันปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง มีพลังใจไม่หวาดหวั่นก็จะเป็นแรงพลังอึด ฮึด สู้ โรคระบาดได้ ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบกับประเทศน้อยที่สุด