หนังสือพิมพ์แนวหน้า [ วันศุกร์ ที่ 21 เดือน สิงหาคม 2552 ]
กลยุทธเด็ด รร.รับมือ"หวัดนรก" ทำหน้ากาก-เจลล้างมือ-ใช้เองและขาย


จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็ว อีกทั้งยังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทุกหน่วยงาน ต้องเร่งระดมสรรพกำลังในการดำเนินยุทธศาสตร์ต่างๆ มากมาย เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ ดังกล่าวเพื่อบรรเทาความรุนแรง และลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น

"โรงเรียน" ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงอันดับต้นๆ ของการแพร่ระบาด เนื่องจากเป็นแหล่งชุมนุมของเด็กๆ หลากหลายสถานที่ หลายฝ่ายต่างแสดงความเป็นห่วงต่อการแพร่กระจายของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะป้องกันได้ 100 % ความปลอดภัยของเด็กนักเรียน จึงขึ้นอยู่กับมาตรการ หรือนโยบายของโรงเรียนจะเตรียมตัวป้องกัน และรับมือกันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร

ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำแนวทางปฏิบัติในสถานศึกษา ได้แก่ โรงเรียน สถานเลี้ยงเด็ก รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษา และอาชีวศึกษา ประกอบด้วยสิ่งที่ควรปฏิบัติ 4 ด้าน คือ ด้านการเฝ้าระวังสังเกตอาการเด็กนักเรียน การให้ความรู้ การส่งเสริมสุขอนามัย และการแจ้งข้อมูลและแนะนำให้ผู้บริหารสถานศึกษา ได้จัดประชุมครูเพื่อซักซ้อมความเข้าใจ และสำรวจนักเรียนในวันแรกที่เปิดเทอม หากมีนักเรียนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศภายใน 7 วัน ขอให้เฝ้าติดตามอาการไข้ ให้คำแนะนำ วิธีปฏิบัติตัว และตรวจสอบเด็กที่ขาดเรียนเป็นประจำ

โดยแจ้งโรงเรียนร่วมมือป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 โดย 1. ครูให้ความรู้นักเรียนในเรื่องไข้หวัดใหญ่ 2009 สังเกตอาการเจ็บป่วยและการป้องกันโรค 2. ครู สำรวจ สังเกต ติดตาม 2.1 กรณีมีนักเรียนป่วยไข้ เป็นหวัด หรือขาดเรียนไปพร้อมๆ กันหลายคน 2.2 กรณีที่มีนักเรียนกลับมาจากต่างประเทศ หรือมีคนในครอบครัวที่เดินทางมาจากต่างประเทศที่มีเชื่อโรคแพร่ระบาด 2.3 หากสงสัยเจ็บป่วยให้ไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 3. ให้ความร่วมมือในการ รณรงค์ป้องกันโรคไข้วัดใหญ่ 2009 4. อนุญาตให้เด็กที่สงสัยว่าติดเชื่อหยุดพักเรียน และให้รักษาตัวที่บ้าน

แต่ขณะที่ โรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี จ.ราชบุรี เป็นอีกแหล่งที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ระบาดเข้ามาในโรงเรียนขณะนี้นั้นส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยของเด็กในโรงเรียนโพธาวัฒนาเสนี เนื่องจากโรงเรียนเป็นสถานที่ที่เชื้อสามารถแพร่กระจายสู่กันได้ง่าย เพราะมีนักเรียนอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมากกว่า 2,700 คน และมีนักเรียนที่เข้าข่ายติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มากถึง 200 กว่าคน

โดย น.ส.อุบล ลิมทโรภาส อาจารย์ประจำชมรมทูบีนัมเบอร์วัน ร.ร.โพธาวัฒนาเสนี เล่าว่า ทางโรงเรียนให้เด็กกลุ่มเสี่ยงหยุดเรียนเพื่อรักษาตัว มีเด็กนักเรียนบางรายที่ต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการ ทางด้านผู้บริหาร ครูอาจารย์ จึงหาแนวทางในการป้องกัน และยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 เบื้องต้นทางโรงเรียนจะไม่ปิดโรงเรียน เพราะจะส่งผลกระทบต่อเวลาการเรียนการสอน แต่ได้จัดให้มีกิจกรรมรณรงค์เพื่อป้องกันปัญหาการเจ็บป่วย และการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ขึ้นในโรงเรียน โดยได้ให้นักเรียนทุกคนผลัดเวรกันออกทำความสะอาดโรงเรียนทุกจุดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ รวมทั้งหน้าประตูโรงเรียนทุกด้านจะให้เด็กได้ล้างมือด้วยเจลฆ่าเชื้อ และมีการคัดกรองนักเรียน ด้วยปรอท เพื่อวัดไข้ทุกเช้าเวลาเข้าแถวหน้าเสาธงด้วย

นอกจากนี้ยังได้เห็นปัญหาว่า "หน้ากากอนามัย" และ "เจลล้างมือฆ่าเชื้อ" ยังไม่ได้มีการใช้อย่างแพร่หลายในกลุ่มเด็กนักเรียน ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากหน้ากากอนามัย และเจลล้างมือฆ่าเชื้อ นั้นขาดตลาด และในบางพื้นที่มีการขึ้นราคาสูงเท่าตัว จึงเห็นว่าเป็นการเอาเปรียบ และซ้ำเติมประชาชนเกินไป จึงเกิดแนวคิดที่จะทำหน้ากากอนามัย และเจลล้างมือฆ่าเชื้อ เพื่อใช้เองในโรงเรียน ส่วนที่เหลือจำหน่ายให้กับนักเรียน และประชาชนทั่วไปที่ต้องการนำกับไปใช้ในครอบครัวในราคาที่ถูก และเป็นธรรม เพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันการแพร่เชื้อ และป้องกันปัญหาสุขภาพอีกด้วย

จึงได้รวมกลุ่มผลิตหน้ากากอนามัยป้องกันไข้หวัด2009 ขึ้น มีสมาชิกจำนวน 20 คน ที่มีความสนใจ และมีความสามารถทางด้านงานประดิษฐ์ โดยสมาชิกทูบีนัมเบอร์วันแต่ละคนจะแบ่งหน้าที่กันทำงาน โดยแบ่งเป็นแผนกวัดขนาด ตัดเย็บ และบรรจุห่อ ตามที่เคยเข้าร่วมฝึกอบรมกับโครงการทูบีนัมเบอร์วัน ซึ่งในตอนแรกมีแนวความคิดที่จะผลิตไว้ใช้ภายในโรงเรียนเท่านั้น แต่เมื่อทางชุมชนมีความต้องการหน้ากากอนามัย และเจลล้างมือฆ่าเชื้อด้วยนั้น ทางชมรมจึงได้จัดทำออกจำหน่ายให้กับ องค์การบริหารส่วนตำบล และชุมชนต่างๆ โดยจำหน่ายเพียงผืนละ 10 บาท ซึ่งรายได้ก็จะเป็นของนักเรียนทั้งหมด ซึ่งเป็นที่สนใจของตลาด จนโรงเรียนผลิตไม่ทันตามความต้องการ

น.ส.ภานุมาส เสียงลือชา สมาชิกชมรมทูบีนัมเบอร์วัน รร.โพธาวัฒนาเสนี บอกว่า โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เมื่อเป็นแล้วโรคสามารถหายเองได้ถ้ามีการดูแลที่ดี การดูแลสุขภาพนอกจากจะต้องกินของร้อน ใช้ช้อนกลาง และล้างมือแล้ว ก็ควรที่จะสวมหน้ากากอนามัยเพื่อไม่ให้เชื้อนั้นแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น โดยตนเองเห็นว่าภายในโรงเรียนนั้นมีคนเป็นไข้หวัดกันมาก จึงมีความคิดว่าถ้าทุกคนสวมหน้ากากอนามัยไม่ว่าจะป่วยหรือไม่ป่วยก็ตาม ก็จะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคจากการไอหรือจามได้

จึงได้คิดที่จะประดิษฐ์หน้ากากอนามัยขึ้น โดยตนอยู่ในกลุ่มของการเย็บ เพราะมีความถนัดในการใช้จักรเย็บผ้าที่เคยฝึกอบรมในโครงการทูบีนัมเบอร์วัน และสามารถผลิตหน้ากากอนามัยได้ถึงวันละ 50 ผืน ซึ่งจะเป็นการทำช่วงเวลาว่างจากการเรียนเท่านั้น ส่วนวิธีการทำนั้นจะเริ่มจากการนำผ้าที่มีสีสันลวดลายสวยงามมาวัดขนาด และตัดขึ้นรูปจากนั้นจะส่งต่อไปสู่แผนกเย็บเพื่อเย็บชิ้นงานให้ได้ตามรูปแบบที่ต้องการ

จากนั้นก็จะบรรจุในถุงพลาสติก เพื่อออกจำหน่าย การทำหน้ากากอนามัยออกขายสามารถสร้างรายได้ถึงวันละ 200-300 บาท เลยทีเดียว และหน้ากากอนามัยที่ตนเองทำนั้นจะมีคุณสมบัติเด่นตรงที่มีสีสันสวยงาม เนื้อผ้านุ่มสบาย ไม่อับชื้น และยังสามารถซักทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกด้วย

น.ส.ภานุมาส กล่าวอีกว่า การเย็บหน้ากากอนามัยนอกจากจะทำให้สมาชิกชมรมทูบีนัมเบอร์วัน ได้มีส่วนร่วมกับสังคมในการควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 และทำให้สมาชิกมีรายได้จากการจำหน่ายหน้ากากอนามัยแล้ว ก็ยังเป็นการฝึกสมาธิได้อีกทางหนึ่ง เพราะถ้าเรามีสมาธิจิตใจของเราก็จะเข้มแข็งและร่างกายเราก็จะแข็งแรง นำไปสู่การมีสุขภาพที่สมบูรณ์พร้อมสู้กับโรคร้ายต่างๆ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ด้วย และการจะสู้กับไข้หวัดใหญ่ 2009 อย่างได้ผลนอกจากการทำความสะอาดร่างกายและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว ทุกคนต้องมีสุขภาพจิตที่ดี และต้องไม่ลืมเมื่อเป็นหวัดต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดการแพร่เชื้อ โดยมีข้อมูลจากงานวิจัยบอกว่าการสวมหน้ากากอนามัยสามารถลดการแพร่เชื้อได้ถึง ร้อยละ 80

ด้วยการร่วมแรงร่วมใจของสมาชิกทูบีนัมเบอร์วัน รร.โพธาวัฒนาเสนี ทำให้วันนี้ภายในโรงเรียนและชุมชนโดยรอบ มีความรู้ความเข้าใจและมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นในการเตรียมการรับมือกับการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้อย่างไม่ตื่นตระหนก