หนังสือพิมพ์ข่าวสด ปีที่ 19 ฉบับที่ 6838 [ วันพุธ ที่ 19 เดือน สิงหาคม 2552 ]
ช่วยเด็กติดคอ


สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวเด็กน้อยกลืนสิ่งแปลกปลอมจนทำให้ต้องเสียชีวิต และมาจนถึงกรณีเด็กน้อยกลืนเมล็ดผลไม้จนเกือบเสียชีวิต เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น

ส่วนหนึ่งเกิดมาจากความเผอเรอ และไม่มีประสบการณ์ในการช่วยเหลือของผู้ปกครองหรือ ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิด

อุบัติเหตุที่เกิดในเด็กมีหลายประเภท ซึ่งมักเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และสรีระของเด็กที่ไม่ได้ แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ เรื่องที่คิดว่าไม่เป็นไรไม่น่าอันตรายอาจส่งผลกระทบต่อเด็กถึงชีวิต


การดูแลเด็กจึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง และต้องทราบถึงอันตราย ข้อควรระวังสำหรับเด็กว่ามีอะไรบ้าง

เด็กเล็กมักมีพฤติกรรมชอบนำสิ่งของต่างๆ ใส่ปาก รวมทั้งยังไม่สามารถระมัดระวังในการรับประทานของบางอย่างได้เหมือนผู้ใหญ่ เช่น ผลไม้ อาหาร ที่มีเมล็ดข้างใน

ผู้ใหญ่จึงจำเป็นต้องดูแลและหลีกเลี่ยงการให้เด็กรับประทานอาหารคำใหญ่จนเกินไป หรือมีเม็ดข้างใน

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินให้คำแนะนำถึงวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากประสบเหตุที่มีผู้ป่วยภาวะทางเดินหายใจส่วนบนถูกอุดกั้นจากสิ่งแปลกปลอม

โดยแบ่งเป็นการช่วยเหลือสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งสามารถทำได้เองไม่ยาก

ในกรณีที่เกิดเหตุกับเด็กที่มีอายุมากกว่า 8 ปีขึ้นไป หากมีสิ่งของอุดกั้นทางเดินหายใจและยังไม่หมดสติ สามารถใช้วิธีการกดกระตุกท้องเหนือสะดือใต้ลิ้นปี่ในท่ายืน

โดยผู้ช่วยเหลือยืนด้านหลังผู้ป่วยใช้มือทั้งสองข้างอ้อมมากดทางด้านหน้า

แต่หากผู้ป่วยหมดสติ ควรจับผู้ป่วยให้อยู่ในท่า นอนหงาย อาจใช้มือเปิดปากผู้ป่วย

ถ้ามองเห็นสิ่งแปลกปลอมใช้นิ้วล้วงเข้าไปในปากขับสิ่งแปลกปลอมออกมา

กรณีนี้ต้องทราบแน่ชัดว่าสิ่งแปลกปลอมอยู่บริเวณใด หากอยู่ลึกจะไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้

จากนั้นจัดท่าทางของผู้ต้องการความช่วยเหลือให้ถูกต้อง โดยให้นอนหงายศีรษะอยู่บนพื้นเพื่อช่วยเพิ่มแรงดันขับสิ่งที่แปลกปลอมออกมา

สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 1-2 ปี ให้อุ้มเด็กพาดบ่าในลักษณะเฉียงหัวลง แล้วกระแทกขึ้นลง หรือตบหลัง เพื่อให้เด็กขย้อนของแปลกปลอมออกมา

แต่ละวิธีจะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย อายุ และผู้ป่วยหมดสติหรือไม่ด้วย

ที่จริงแล้วส่วนมากร่างกายจะมีกลไกที่จะพยายามขับของแปลกปลอมออกมาหากเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่ปิดกั้นทางเดินหายใจจนหายใจได้ลำบาก ด้วยการไอ หรือสำลัก ทำให้ของแปลกปลอมหลุดออกมาได้

แต่หากไม่สามารถทำได้ การให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นง่ายๆ ข้างต้นจะสามารถช่วยชีวิตได้

เพราะหากร่างกายขาดออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเกินกว่า 5-10 นาที อาจทำให้สมองขาดออกซิเจน จนทำให้เกิดความพิการ หรือเสียชีวิตได้

โดยเฉพาะเด็กเล็ก

ผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เนื่องจากสมองของเด็กนั้นทนต่อการขาดออกซิเจนได้ต่ำมาก

เมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด จึงต้องตั้งสติเพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างปลอดภัย