 |
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง [ วันจันทร์ ที่ 17 เดือน สิงหาคม 2552 ] |
|
| ขรก.เบิกยาพุ่ง 6 หมื่นล้าน ฮูเตือนระวังระบบล้มละลาย |
น.พ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในส่วนของสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการซึ่งดูแลประชากรในระบบ 4 ล้านคนนั้น ในปีงบประมาณ 2552 ทางกรมบัญชีกลางยังมีภาระจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ปีนี้คาดว่าจะเบิกจ่ายสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ในปีนี้ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท ประมาณ 20-25% และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นทุกปี จึงสั่งให้รัดเข็มขัดทั้งการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เบิกค่ายาในหลายโรงพยาบาลในช่วงเดือนเดียวกัน และออกหนังสือเวียนห้ามเบิกเกินตามที่กำหนดไว้ในระเบียบ
ดร.ฮานส์ โฮเกอร์เซล (Hans Hogerzeil) ผู้อำนวยการนโยบายยาจำเป็นและเภสัชภัณฑ์ องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า ระบบสวัสดิการข้าราชการในต่างประเทศไม่ได้เบิกยาได้ทุกชนิด ขณะที่ไทยกลับมีระบบให้ข้าราชการไทยเบิกยาได้ทุกประเภท ข้อมูลจึงออกมาว่า ข้าราชการเป็นกลุ่มที่เบิกยานอกบัญชียาหลักมากที่สุด ขณะที่ราคายาแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกัน แต่ละรพ.กำหนดราคายาได้ตามต้องการ ขณะที่คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่มีเงินพอในการจ่ายยา ในยุโรปไม่มีประเทศไหนที่ยาต้นแบบจะมีราคาแพงจนประชาชนเข้าถึงยาไม่ได้ หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ในอนาคตอาจทำให้ระบบสวัสดิการข้าราชการของไทยล้มละลายได้ ดังนั้นการควบคุมราคายาจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ดร.ฮานส์ กล่าวต่อว่า การควบคุมราคายาที่ดีที่สุดมี 3 ข้อ คือ 1.ควรมีกลไกภาษีนำเข้าของราคายา เพื่อใช้สำหรับเพิ่มหรือลดราคายา 2.ภาครัฐควรให้ผู้บริโภคได้ทราบว่า ราคายาในแต่ละตัวที่ใช้รักษาโรคเดียวกันมีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อจะได้เลือกใช้ยาได้ถูกต้อง และ 3.แต่ละประเทศต้องมีระบบควบคุมราคายา ไม่ให้บริษัทยาสามารถตั้งส่วนต่างของกำไรได้ตามใจชอบโดยไม่มีองค์กรใดควบคุมได้ เพราะจะทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึงยาจำเป็น ที่สำคัญราคายาของแต่ละประเทศต้องมีความแตกต่างกันตามสภาพเศรษฐกิจ ภาวะการครองชีพ และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือค่าจีดีพี ซึ่งองค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ราคายาไม่ควรเกิน 1 เท่าของค่าจีดีพีของประเทศนั้นๆ
| |
|
|
|
 |
| |