หนังสือพิมพ์แนวหน้า [ วันจันทร์ ที่ 10 เดือน สิงหาคม 2552 ]
หมอมาร์คแนะสูตร "1+1ใน5"สู้หวัด09 ย้ำกินยาต้านให้ครบ ป้องกันเชื้อนรกดื้อยา


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมถึงการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช1เอ็น1หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังติดตามอยู่ว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในรอบ 1 สัปดาห์ลดลงอย่างชัดเจนหรือยัง แต่ที่เห็นได้ชัดขณะนี้คือ การระบาดในส่วนกทม.อาจลดลง แต่ไปเพิ่มในส่วนภูมิภาค ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ(สสส.) ทำเว็บไซต์www.flu2009thailand.com เพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชน ส่วนการรณรงค์สกัดการระบาดนั้นจะทำครั้งใหญ่ในการรวมพลังสู้หวัด ทั้งระบบการรักษาพยาบาล ซึ่งขณะนี้ได้ปรับปรุงระบบการจ่ายยาทำให้คนเข้าถึงยามากขึ้น

แนะสูตร1+1ใน5สกัดหวัด09

นายกฯยังแนะนำสูตรสังเกตอาการสัญญาณว่าป่วยเป็นไข้หวัดว่า ให้ใช้สูตร 1+1 ใน5 หมายความว่า ถ้าไข้สูงไม่ลด และมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งใน 5 อย่างต่อไปเกิดขึ้นพร้อมด้วย เป็นสัญญาณที่ว่าควระไปพบแพทย์คือ 1.ปวดหัวมาก กินยาแล้วไม่หาย 2.เบื่ออาหารมาก ไม่อยากจะกินอะไรเลย แม้กระทั่งน้ำ 3.เหนื่อยอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย 4. ไอแล้วเหนื่อย ไอแล้วรู้สึกเจ็บเฉพาะที่ เจ็บหน้าอกและ5.ท้องเสียหรืออาเจียน ถ้าทุกคนปฎิบัติได้อย่างนี้ การบริหารจัดการเรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่สามารถทำได้ และย้ำว่าขณะนี้สถานการณ์ระบาดเกิดขึ้นทั่วโลก การเสียชีวิตก็เพิ่มหลายประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย

สั่งอสม.ซ้อมรับมือหวัดขาขึ้น

ด้านนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์แพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อยู่ในช่วงขาขึ้น มีแนวโน้มแพร่กระจายสู่ต่างจังหวัดสู่ชนบท และหมู่บ้านต่างๆ มากขึ้น จึงสั่งให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ดูแลสนับสนุนความพร้อมของชุมชนทุกจังหวัดในการรับมือและให้ซักซ้อมแผนปฏิบัติการป้องกัน ควบคุมโรค ในระดับชุมชนทุกแห่งแล้ว โดยให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัครและอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)ประสานความร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่น ร่วมดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการของแต่ละชุมชน

ย้ำผู้ป่วยต้องกินยาต้านให้ครบโดส

ขณะที่นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษก สธ.ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในไทยที่เริ่มตรวจพบเชื้อดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีว่า ปัญหาดื้อยาต้านไวรัสมีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากมีการใช้ยากับคนจำนวนมากโอกาสเกิดการดื้อยาจะมากขึ้น ที่ผ่านมาสธ.ระมัดระวังในการใช้ยา โดยกำหนดให้ใช้ยานี้ในผู้ป่วยหนักและผู้ที่เสี่ยงมีอาการป่วยรุนแรง ซึ่งจะให้ผลการรักษาดีที่สุดใน 48 ชั่วโมง หรือ 72 ชั่วโมงแรกที่เริ่มป่วย จึงย้ำเตือนให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่กินยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์อยู่ หากหลังกินแล้วอาการดีขึ้นอย่าหยุดกินยากลางคัน ขอให้กินจนครบตามแพทย์สั่งคือวันละ 2 เม็ด ครั้งละ 1 เม็ดเช้าและเย็น จนครบ 5 วัน รวม 10 เม็ด เพื่อป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยา และแพร่ระบาดไปสู่ผู้อื่น ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถใช้ยาตัวเดิมได้ ดังนั้น ผู้ป่วยที่ได้รับยาต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด

ทั่วโลกเสี่ยงติดเชื้อเพราะไม่มีภูมิ

นพ.สุพรรณ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทั่วโลกรวมทั้งคนไทยมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เท่ากัน เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังไม่มีภูมิต้านทาน ในส่วนของไทยคาดว่าจะมีผู้มีภูมิต้านทานโรคนี้แล้วประมาณ 3 - 5 แสนคน ส่วนคนที่ยังไม่ป่วยาสามารถติดเชื้อได้ 4 ช่องทางคือ 1.การอยู่ใกล้ผู้ป่วยระยะ 1-2 เมตร ถูกไอหรือจามรด โดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ใส่หน้ากากอนามัย 2.การใช้ของร่วมกับผู้ป่วยไม่ใช้ช้อนกลาง 3.ใช้มือสัมผัสสิ่งของที่อาจมีน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยติดอยู่แล้วเอามือขยี้จมูก ปากหรือตา 4.อยู่ในสถานที่ปิดอับทึบ และมีผู้ป่วยปะปนอยู่เช่นสถานบันเทิง มีโอกาสรับเชื้อโดยสูดหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป เพราะเชื้อโรคที่ผู้ป่วยไอหรือจามออกมาจะถูกสะสมไว้มากและมีความเข้มข้นสูง ซึ่งเชื้อโรคมีชีวิตอยู่ได้ 4 - 6 ชั่วโมง มีโอกาสที่จะแพร่กระจายอยู่ในอากาศได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ดังกล่าว ทั้งนี้ ถ้าประชาชนมีข้อสงสัยสามารถโทรสอบถามสายด่วนไข้หวัดใหญ่ 1422 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง.



จี้รบ.ส่งเสริมสุขภาพปชช.

นายไพศาล บางชวด นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข อดีตผู้ช่วยผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเผยว่า วันที่ 19 สิงหาคม จะมีการสัมมนาระดมความคิดเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและสถานีอนามัยทั่วประเทศ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ร่วมผลักดันพ.ร.บ.ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคแห่งชาติ และพ.ร.บ.วิชาชีพการสาธารณสุ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องรัฐบาลส่งเสริมมาตรการป้องกันโรคให้มากขึ้น เพราะจากข้อมูลรายงานการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประจำปี 2551 ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ตั้งแต่ปี 2547-2551 แสดงให้เห็นว่า ผลดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่ได้ผลคุ้มค่ากับต้นทุนที่เสียไป อัตราการเจ็บป่วยของประชากรด้วยโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะหลอดเลือดในสมองอุดตัน โรคอ้วนจากภาวะโภชนาเกิน อุบัติเหตุ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคถุงลมโป่งพอง ยังเป็นโรค 10 อันดับที่คนไทยป่วยกันมากและมีแนวโน้มการป่วยในอัตราเพิ่มขึ้น