 |
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ปีที่ 32 ฉบับที่ 11472 [ วันศุกร์ ที่ 7 เดือน สิงหาคม 2552 ] |
|
| "สหรัฐ"ส่วงสัญญาณ หวัด 2009ไม่พึ่งแค่ ยา"โอเซลทามีเวียร์" |
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ศ.ดร.เดวิด เฟ็ดสัน อาจารย์ประจำวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย (University of Virginia School of Medicine) ประเทศสหรัฐอเมริกา บรรยายพิเศษเรื่อง "แนวทางช่วยเหลือผู้ป่วยหวัดใหญ่ 2009" จัดโดยโปรแกรมวิจัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่จะต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หากเกิดการระบาดใหญ่ขึ้นอีกรอบ คือ ยาโอเซลทามีเวียร์จะไม่เพียงพอต่อคนทั้งโลก เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกมีคนอยู่ประมาณ 6 พันล้านคน แต่มียาโอเซลทามีเวียร์รองรับสำหรับคนเพียง 260 ล้านคนเท่านั้น โดยร้อยละ 77 ที่ผลิตยาชนิดนี้ได้อยู่ใน 9 ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งสิ้น ขณะที่วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งหากผลิตได้ก็จะใช้เวลาอีก 6 เดือน และจะสามารถผลิตได้เพียง 430 ล้านโดสเท่านั้น โดยร้อยละ 24 จะอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่ยอมปล่อยวัคซีนดังกล่าวออกนอกประเทศอีก 100 ล้านโดส แถมยังจะสั่งซื้อจากประเทศอังกฤษอีกต่อหนึ่ง ขณะเดียวกันอังกฤษยังมีแนวโน้มจะขอซื้อจากประเทศเยอรมนี
ศ.ดร.เดวิดกล่าวอีกว่า ปัจจุบันยาโอเซลทามีเวียร์ เป็นเพียงยาชนิดเดียวที่สามารถรักษาโรคดังกล่าวได้ สิ่งสำคัญประเทศกำลังพัฒนาต้องเร่งศึกษาวิจัยหาทางเลือกในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 นอกเหนือจากยาโอเซลทามีเวียร์ ซึ่งที่ผ่านมามีสมมติฐานว่า ยากลุ่มลดการอักเสบอาจมีประโยชน์ในการลดอาการป่วยของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้ แต่ยังไม่มีนักวิจัยใดในโลกทำการวิจัยเรื่องนี้จริงๆ เรื่องนี้อยากให้นักวิจัยทั้งหลายหันมาศึกษาตัวยากลุ่มนี้ว่า มีความเป็นไปได้ตามสมมติฐานหรือไม่ นอกจากนี้ การศึกษาภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อการป้องกันโรคก็เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากพบว่าสาเหตุของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคดังกล่าว นอกจากมาจากตัวเชื้อไวรัสแล้ว ยังมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานมากเกินไป
| |
|
|
|
 |
| |