หนังสือพิมพ์บ้านเมือง [ วันพฤหัสบดี ที่ 6 เดือน สิงหาคม 2552 ]
เทคนิคการขยับกระดูกและข้อต่อ


ท่ามกลางภาวะการแข่งขันของสังคมในยุคปัจจุบัน ทุกคนต่างพากันทำงานตามภาระหน้าที่ จนบางครั้งอาจลืมนึกถึงสุขภาพของตัวเอง จะมารู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่อเริ่มมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย

โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และต้องนั่งทำงานอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ และไม่ค่อยเปลี่ยนอิริยาบถ พฤติกรรมดังกล่าวเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยพบว่าส่วนใหญ่จะมีอาการปวดต้นคอและปวดบ่าถึง 99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาการดังกล่าวนี้เราเรียกว่าโรค “ออฟฟิศซินโดรม” หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาการปวดจะทวีความรุนแรงขึ้น จนรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวัน กระทั่งถึงขั้นทำงานไม่ได้

ผศ.ดร.อดิษฐ์ จิรเดชนันท์ นักกายภาพบำบัด คลินิกกายภาพบำบัดศาลาแดง อาจารย์ประจำภาควิชากายภาพบำบัด แขนงระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทางเลือกในการรักษาผู้ที่ประสบปัญหาอาการปวดในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย เช่น ปวดคอ ปวดบ่า ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดเข่า ฯลฯ มีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน วิธีแรกคือ “การรับประทานยาบรรเทาอาการปวด” และวิธีที่สองคือ “การรักษาด้วยวิธีทางกายภาพบำบัด” แต่ปัจจุบันคนไข้หันมารักษาด้วยวิธีทางกายภาพบำบัดกันมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากการใช้ยาที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ทำให้เกิดการระคายเคืองและเป็นแผลในระบบทางเดินอาหาร ทำให้ตับและไตต้องทำงานหนัก เป็นต้น ซึ่งวิธีทางกายภาพบำบัดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพ พ.ศ.2547 บอกว่าเป็นวิธีการตรวจเช็ค ประเมิน และวิเคราะห์การเคลื่อนไหวร่างกายของผู้ป่วย หากพบความผิดปกติหรืออาการเจ็บปวดจากการเคลื่อนไหวสามารถรักษาได้ด้วยวิธีทางกายภาพบำบัดและการรักษาด้วยวิธีนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ยา ซึ่งคนไทยเองรู้จักการทำกายภาพบำบัดมานานแล้ว สังเกตได้จากภูมิปัญญาไทยในเรื่องการใช้ลูกประคบ การใช้ความร้อนหรือความเย็นเข้าช่วย นั่นก็คือการทำกายภาพบำบัดอย่างหนึ่ง แต่สำหรับหลักสูตรที่เปิดสอนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือ กายภาพบำบัดแขนงระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ซึ่งจะใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบกระดูก ระบบกล้ามเนื้อ และระบบประสาท ด้วยวิธีการปรับท่าทางของร่างกาย โดยการขยับกระดูกและข้อต่อ รวมทั้งการออกกำลังกายเฉพาะส่วนที่เหมาะสมกับผู้ป่วย ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางกายภาพบำบัด สำหรับหลักในการรักษาด้วยวิธีนี้มีอยู่ 2 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ “ขั้นตอนการประเมิน” โดยจะทำการซักประวัติของผู้มารับการรักษาว่ามีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหรือมีพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง ถามถึงลักษณะและที่มาของอาการที่รบกวนชีวิตประจำวัน รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของอาการในแต่ละวัน จากนั้นนักกายภาพบำบัดจะทำการประเมินอาการ โดยใช้ความรู้ทางด้านกายวิภาคศาสตร์และกลศาสตร์การเคลื่อนไหวเข้ามาอธิบายวิเคราะห์อาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น รวมทั้งใช้วิธีการขยับข้อต่อเพื่อตรวจเช็คการเคลื่อนไหว ซึ่งจะทำให้รู้ว่าข้อต่อมีความผิดปกติอย่างไร เช่น มีอาการเจ็บปวดเวลาขยับข้อต่อ ซึ่งนักกายภาพบำบัดจะวิเคราะห์หาเทคนิคที่ถูกต้องและเหมาะสมในการรักษา

ส่วนขั้นตอนที่ 2 เป็น “การรักษาด้วยวิธีทางกายภาพบำบัด” ซึ่งขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับนักกายภาพบำบัดว่ามีความชำนาญมากน้อยแค่ไหน และจะมีการออกแบบการรักษาด้วยวิธีใด เช่น การดึงยืดต้นคอ การยืดหลัง การแนะนำการบริหาร หรือการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ซึ่งการจะใช้วิธีใดในการรักษาบำบัดนั้นอยู่ที่การวิเคราะห์อาการของคนไข้เป็นสำคัญ เช่น นักกีฬาเทนนิสมาทำการรักษาก็ต้องทราบว่าเวลาเล่นเทนนิสใช้ลักษณะท่าทางการยืน หรือการตีลูกเทนนิสอย่างไร โดยจะให้คนไข้เคลื่อนไหวให้ดู หากเกิดความเจ็บปวดในบริเวณใดจึงค่อยนำเอาวิธีการเคลื่อนไหวนั้นมาวิเคราะห์ว่า มีการใช้กล้ามเนื้อมัดใด หรือใช้ข้อต่อส่วนไหนในการเคลื่อนไหว จากนั้นจะใช้การสอบถามอาการและผลการตรวจร่างกายเข้าไปสนับสนุนหรือหักล้างสมมุติฐานที่ได้ตั้งเอาไว้ จะได้รู้ว่าจุดใดที่เกิดความผิดปกติขึ้น ถ้าเป็นกล้ามเนื้อจะดูว่ากล้ามเนื้อบริเวณนั้นมีการอักเสบหรือไม่ ด้วยการออกแรงต้านการทำงานของกล้ามเนื้อมัดนั้น โดยเปรียบเทียบกับข้างที่เป็นปกติ ถ้าเป็นที่ข้อต่อนักกายภาพบำบัดก็จะต้องประเมินได้ว่า ข้อต่อมีความตึงตัวเป็นอย่างไร โดยการเปรียบเทียบข้อต่อข้างที่มีปัญหากับข้างที่ดีเช่นเดียวกับการตรวจกล้ามเนื้อว่า มีการเคลื่อนไหวที่เหมือนกันหรือไม่ แต่ในกรณีกระดูกสันหลังซึ่งเป็นข้อต่อในเชิงเดียวกัน จะอาศัยข้อตรงกลางและข้อด้านข้างเทียบการเคลื่อนไหวในระดับบนและล่างว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และการเคลื่อนไหวนั้นทำให้เกิดปัญหาอย่างที่คนไข้บอกหรือเปล่า จากนั้นจึงเลือกเทคนิคต่างๆ ในการรักษาด้วยการขยับกระดูกและข้อต่อ

การรักษาด้วยวิธีทางกายภาพบำบัด โดยเทคนิคการขยับกระดูกและข้อต่อเป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ ซึ่งต้นกำเนิดของกายภาพบำบัดด้วยวิธีนี้อยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย และเป็นเทคนิคที่ได้นำมาเปิดสอนในระดับปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชากายภาพบำบัด แขนงกระดูกและกล้ามเนื้อ) โดยได้เปิดสอนมาประมาณ 5–6 ปีแล้ว โดยรับนิสิตรุ่นละ 5 คน ใช้เวลาเรียนตามหลักสูตรคือ 1 ปีครึ่ง แต่ปัจจุบันที่มีนิสิตเรียนจบไม่ถึง 10 คน เนื่องจากเป็นคอร์สเวิร์คที่เน้นการปฏิบัติและการทำวิจัยควบคู่กันไป และจะเน้นการวิจัยทางคลินิกเป็นหลัก เมื่อนิสิตเรียนจบจะได้เป็นมหาบัณฑิตด้านกายภาพบำบัดที่มีความสามารถในการประเมินและวิเคราะห์การเคลื่อนไหวได้โดยละเอียด และสามารถใช้เทคนิคการขยับข้อต่อในการตรวจประเมินและรักษาได้อย่างถูกต้องตามหลักการ และการรักษาด้วยวิธีนี้ส่วนใหญ่จะสามารถเห็นผลได้ทันที โดยเฉพาะเรื่องการลดอาการเจ็บปวด นั่นเป็นเพราะการขยับข้อต่อทำให้เกิดการกระตุ้นเส้นประสาท กระแสประสาทจะถูกส่งขึ้นไปยังสมอง สมองก็จะกระตุ้นสารสื่อประสาทต่างๆ ลงมายับยั้งความเจ็บปวดในบริเวณที่ถูกกระตุ้น ส่วนในด้านการเคลื่อนไหว การขยับข้อต่อจะช่วยให้เกิดการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยง ในผู้ที่มีอาการเมื่อยและล้าก็จะรู้สึกสบายเนื้อสบายตัวขึ้นมาในทันที แต่สำหรับคนไข้ที่มีอาการเจ็บปวดเรื้อรังมานานกว่า 5 ปี ผลที่ได้อาจไม่เห็นชัดในทันที แต่จะดีขึ้นในลักษณะที่ค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งอยู่ที่ความเรื้อรังของอาการและความร่วมมือของคนไข้ โดยควรบริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนร่วมด้วยจะช่วยให้ผลที่ดีกว่า

อาจารย์นักกายภาพบำบัด ยังแนะนำต่ออีกว่า ผู้ที่รักษาด้วยวิธีการรับประทานยามาก่อน แล้วหันมารักษาด้วยวิธีการขยับข้อต่อยังไม่ควรหยุดยาในทันที เพราะหากหยุดรับประทานยาแล้วคนไข้มีอาการแย่ลงจะบอกได้ยากว่าอาการที่แย่ลงเกิดจากการหยุดรับประทานยาหรือเกิดจากการขยับข้อต่อ ซึ่งคนไข้ต้องพิจารณาอาการของตัวเองด้วยว่ารับประทานยาแล้วอาการดีขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องมองหาทางเลือกอื่น โดยต้องศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีวิธีอื่นใดช่วยได้อีกบ้างนอกจากการผ่าตัด แต่ในฐานะที่เป็นนักกายภาพบำบัดขอแนะนำว่าวิธีแรกที่ควรเลือกเพื่อการรักษาคือการทำกายภาพบำบัด เพราะการทำกายภาพบำบัดจะเข้าไปช่วยกระตุ้นให้กระบวนการซ่อมแซมดำเนินไปได้เร็วขึ้นและไม่มีผลข้างเคียงอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีรับประทานยาแล้ว การทำกายภาพบำบัดด้วยวิธีการขยับข้อต่อจะเห็นผลได้เร็วกว่าและช่วยย่นระยะเวลารักษาให้เร็วขึ้น ทำให้สามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ และกลับไปทำงานได้อย่างมีความสุข หากใครที่มีอาการปวดในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ปวดหัว ปวดคอ ปวดไหล่ หรือปวดตามแนวเส้นประสาทบริเวณแขนขา ฯลฯ และมีปัจจัยอื่นๆ ร่วม เช่น การนั่ง ยืนในท่าเดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือปวดเพราะการใช้งานอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งที่หนักเกินไป ควรรีบปรึกษานักกายภาพบำบัด เพื่อตรวจประเมินอาการและรับการรักษาทางกายภาพบำบัดที่ถูกต้องและปลอดภัยต่อไป โดยสามารถปรึกษาทางโทรศัพท์มือถือได้ที่เบอร์ 08-6305-0696 หรือที่คลินิกกายภาพบำบัดศาลาแดง โทรศัพท์ 0-2234-3898 ซึ่งยินดีให้คำปรึกษาฟรี!!!” ผศ.ดร.อดิษฐ์ กล่าว