หนังสือพิมพ์แนวหน้า [ วันพฤหัสบดี ที่ 6 เดือน สิงหาคม 2552 ]
กาฬโรค...มฤตยูร้ายฆ่าไม่ตาย เตรียมรับมือเชื้อมหาภัยระบาด


"โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่"ชนิด A H1N1 กำลังระบาดไปทั่วโลก เชื้อร้ายไล่ถลุง หลายประเทศจน "งอมพระราม" ไม่แน่ว่าจะน็อกเอาท์วันไหน ทว่ายังไม่ทันหายมึน วายร้ายหน้า เก่านามว่า "มฤตยูดำ" หรือ "กาฬโรค" (Plague) ฝันร้ายของคนโบราณ เชื้อร้ายรุ่นเก๋า ที่เก่าแก่ ที่สุดในโลก มันได้ลุกจากหลุมกลับมาล้างผลาญชีวิตผู้คนอีกครั้ง !!!

ลางร้ายเกิดขึ้นเมื่อช่วงที่ผ่านมามี รายงานข่าวว่า "กาฬโรคปอด" ได้อาละวาดที่มณฑลชิงไห่ ของประเทศจีน คร่าชีวิตชาวจีนไปอย่างน้อย 3 ราย และทางการจีนสั่งกักบริเวณประชาชนนับหมื่นเพื่อรอดูอาการ ขณะที่ "องค์การอนามัยโลก" ( World Health Organization - WHO) ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า มฤตยูดำ ที่พบเป็นเชื้อชนิดเดียวกันกับ "กาฬโรคชนิดต่อมน้ำเหลืองอัก เสบ" ที่เคยคร่าชีวิตผู้คนในยุโรปมาแล้วกว่า 25 ล้านคน

นับถึงบรรทัดนี้ การทำความรู้จักกับ"กาฬโรค"คือสิ่งพึ่งกระทำ เพื่อเตรียมรับมือกับมฤตยู ร้าย ที่คนไทยอาจต้องเผชิญหน้ากับมัน !!!

ข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า "กาฬโรค" เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียรูปแท่งชื่อ เยอร์ซิเนีย เพสติส ( Yersinia pestis) พบเชื้อครั้งแรก พบใน พ.ศ. 2437 โดย Yersin & Hitasato เดิมแบคทีเรียสปีชีส์นี้ จัดอยู่ในจีนัส Pasteurella ทั้งนี้ กาฬโรค เป็นโรคติดต่อที่มีอันตรายร้ายแรงที่สุด หากมีการเกิดโรคนี้ต้องแจ้งความ ตามพระราชบัญญัติป้องกันโรคติดต่อ พ.ศ.2523 ทางการแพทย์ แบ่งกาฬโรค ออกเป็น 3 ชนิดคือ...

1. ชนิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ เป็นชนิดที่อ่อนที่สุด และพบบ่อยที่สุด มีอาการคือ บริเวณต่อมน้ำเหลืองที่อักเสบนั้นจะบวมแดงและนิ่ม เวลากดจะเจ็บ ตำแหน่งที่พบได้แก่ ข้างคอ ขาหนีบ รักแร้ อาจมีไข้ร่วมด้วย ถ้าไม่รักษาจะกลายเป็นชนิดที่ 2 คือ เชื้อเข้าสู่กระแสเลือดแบคทีเรีย Yersinia pestis

2. ชนิดเชื้อในกระแสเลือด มักจะลุกลามจากชนิดต่อมน้ำเหลืองอักเสบ มีอาการคือ มีไข้สูงความดันเลือดต่ำ ช็อก หัวใจเต้นเร็ว กระสับกระส่าย เพ้อ หมดสติ เลือดออกในอวัยวะต่างๆ ผู้ป่วยจะเสียชีวิตภายใน 3-5 วัน หรือภายในไม่กี่ชั่วโมง

3. ชนิดกาฬโรคปอด อาจเกิดตามหลังจาก 2 ชนิดแรก หรือติดเชื้อจากคนไอจาม รดกัน มีอาการคือ ปอดบวม ไอเป็นน้ำ เสมหะไม่เหนียว ต่อมาจะมีเลือดปน อ่อนเพลีย มีไข้เหมือนกับ 2 ชนิดแรก หากไม่ได้รับการรักษา จะตายเร็วมากภายใน 1-3 วัน

เชื้อ มฤตยูร้ายสามารถ ติดต่อได้ 2 แบบ คือ...

1.ติดต่อทางผิวหนัง เนื่องกาฬโรคเป็นโรคติดต่อที่มีสัตว์ฟันแทะจำพวกหนู กระแต กระรอก และกระต่าย เป็นพาหะนำโรค สัตว์ที่พบมักเป็นโรคบ่อยได้แก่ หนู ประเภท Rattus โดยมีหมัดเป็นพาหะ มักเป็นพวก Xenopsylla cheopis ที่พบเกิดการระบาดในคนบ่อยๆ เชื้อสามารถอยู่ในตัวหมัดได้เป็นเดือน ขึ้นอยู่กับสภาพความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสม เมื่อหมัดหนูดูดเลือดจากตัวหนู หรือสัตว์ฟันแทะอื่นๆ ที่มีเชื้อกาฬโรคอยู่ในตัวของสัตว์นั้นแล้วมากัดคน เชื้อจะเข้าทางบาด แผล อีกกรณีคือ คนที่มีบาดแผลไปสัมผัสกับหนูที่มีเชื้อโรค

2. ติดต่อทางการหายใจ โดยคนสูดเอาละอองเชื้อโรค(ไอ จาม เสมหะ)จากผู้ที่เป็นโรค หรือจากหนู หรือจากหมัดหนู สูดเข้าไป กลายเป็นกาฬโรค ชนิดที่ติดเชื้อทางกระแสเลือดหรือกาฬโรคปอด ชนิดนี้รุนแรงและเสียชีวิตได้ง่าย

เชื้อกาฬโรค นับเป็นโรคระบาดจากสัตว์สู่คนที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและยังเป็นสาเหตุที่ทำ ให้มีผู้เสียชีวิตหลายล้านคน ในอดีตมีการระบาดใหญ่ของเชื้อร้ายเกิดขึ้น 3 ครั้ง...

การระบาดครั้งที่ 1 ในคริสตวรรษที่ 6 เรียกการระบาดครั้งนั้นว่า Plague of justinian การระบาดเริ่มจากประเทศอียิปต์ไปสู่ทวีปยุโรป โดยเฉพาะที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล จากบันทึกระบุว่า มีคนตายวันละหมื่นคน ครั้งนั้นถือเป็นฝันร้ายที่ยาวนานของชาวโลก เพราะ มฤตยูดำระบาดติดต่อ กันเป็นระยะเวลาประมาณ 50 ปี เหตุการณ์ครานั้นมีคนตายหลายล้านคน

การระบาดครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในคริสตวรรษที่14 เรียกการระบาดครั้งนั้นว่า "The Black Death" (กาฬมรณะ) เชื้อร้ายลุกจากหลุม โดยเริ่มต้นจากตอนใต้ของประเทศอินเดียและจีนผ่านประเทศอียิปต์เข้าสู่ประเทศยุโรป มีการระบาดในอิตาลีเมื่อปี พ.ศ. 1889 เรียกว่า "Great Mortality" และมีการระบาดเป็นระยะตลอดคริสตวรรษที่ 15, 16, 17 ในปี พ.ศ.2208 เกิดการระบาดใหญ่ที่กรุงลอนดอน มีคนตายเป็นจำนวน 60,000 คน จากประชากร 450,000 คน เรียกว่า "The Great Plague of London" การระบาดในยุโรป ครั้งนั้นมีประชากรมากถึง 25 ล้านคน ต้องสังเวยชีวิตให้เชื้อร้าย

การระบาดครั้งที่ 3 เป็นการระบาดใหญ่ทั่วโลกปี พ.ศ. 2439 มีการระบาดเข้าสู่สิงค์โปร์ ไทย ฟิลิปปินส์ ฮาไวอี อาระเบีย เปอร์เซีย เตอร์กี อียิปต์ และแอฟริกาตะวันตก เข้ารัสเชีย และในทวีปยุโรป เข้าสู่อเมริกาเหนือ และเม็กซิโก มีรายงานระหว่างปี พ.ศ. 2443-2444 ในภาคตะวันออกของจีน มีคนตายประมาณ 60,000 คน ปี พ.ศ. 2453-2454 ที่แมนจูเลียมีคนตายประมาณ 10,000 คน ต่อมามีรายงานการระบาดที่รัฐแคลิฟอเนียและประเทศรัสเซีย

สำหรับในประเทศไทย เชื้อนรกได้อาละวาด ล้างผลาญชีวิตผู้คนไม่แพ้ที่อื่น โดยนายแพทย์ เอช แคมเบล ไฮเอ็ด เจ้ากรมแพทย์สุขาภิบาล ( Principal Medical Officer of Bangkok City) ได้รายงานการพบ กาฬโรค ครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2447 เกิดขึ้นที่บริเวณตึกแดงและตึกขาว เป็นโกดังเก็บสินค้า จังหวัดธนบุรี พื้นที่บริเวณนั้น เป็นที่อยู่ของพ่อค้าชาวอินเดีย

หลังจากนั้น มฤตยูดำ ลุกลามอย่างรวมเร็วข้ามฟากมาฝั่งพระนคร และกระจายไปยังจังหวัดต่าง ๆ ที่มีการติดต่อค้าขายกับกรุงเทพฯ โดยทางบก ทางเรือและทางรถไฟ ทว่าเหตุการณ์ครานั้นไม่มีสถิติจำนวนผู้ป่วยตายที่แน่นอน จากการสืบค้นพบรายงาน ปรากฏก่อนปี พ.ศ. 2456 ที่จังหวัดนครปฐม มีคนตายด้วยกาฬโรค 300 คน ครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2495 มีรายงานผู้ป่วย 2 รายตาย 1 ราย ที่ตลาดตาคลี

ส่วนการบำบัดเชื้อกาฬโรค ทางการแพทย์จะให้ ผู้ป่วยกาฬโรคแยกห้อง เพื่อมิให้เชื้อแพร่กระจาย ซึ่งยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษากาฬโรคได้แก่ 1.สเตรปโตมัยซิน 2.คลอแรมเฟนิคอล 3.เตตราซัยคลีน 4.โคไตรม็อกซาโซล บุคลากรที่ทำการรักษาผู้ป่วย ต้องมีความ ระมัดระวังอย่างยิ่งยวด ต้องสวมถุงมือ ปิดปาก จมูก และต้องทำลายเชื้อจากเลือด น้ำเหลืองและหนองของผู้ป่วย เพื่อป้อง กันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อ

หนทางป้องกันตัวให้พ้นภัยเชื้อร้ายมีหลักง่ายๆ คือ รักษาอนามัยของตนเอง และกำจัดหนู กำจัดหมัด กำจัดที่ซ่อน หรือแหล่งอาหารของหนู รักษาความสะอาดที่พักอาศัยให้ถูกสุขลักษณะ... แม้เชื้อกาฬโรค จะมีความน่ากลัวเพียงใด แต่ถ้าเรารู้หลักปฏิบัติตัว จะลดโอกาสถูกเชื้อร้าย เล่นงานได้แน่นอน...