หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ [ วันพฤหัสบดี ที่ 6 เดือน สิงหาคม 2552 ]
พ่อแม่ที่ดีต้องเข้าใจวิธีคิด-ความรู้สึกของลูก


กฎข้อสามของการเป็นพ่อแม่อย่างสร้างสรรค์ต้อง เข้าใจวิธีคิดและความรู้สึกของเด็ก

ท่านรองศาสตราจารย์ ดร.โจน อี เดอร์แรนท์ นักจิตวิทยาคลินิกเด็กและนักวิชาการสังคมศาสตร์ครอบครัว ประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Positive Discipline : การสร้างวินัยเชิงบวก” จัดทำโดยองค์การช่วยเหลือเด็ก (สวีเดน) : Save the Children (Sweden) ได้กล่าวถึง กฎข้อแรกที่เราได้เคยขยายความไปแล้วนั้นคือ “การวางเป้าหมายระยะยาว” ข้อสอง “การให้ความรักความอบอุ่น และ ให้แนวทางที่ชัดเจน” ข้อสามก็น่าสนใจไม่แพ้กันค่ะ


ข้อสาม “เข้าใจวิธีคิดและความรู้สึกของเด็ก”

พ่อแม่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ก็ควรมีความรู้ในเรื่องพัฒนาการของเด็กในแต่ละวัยเพราะเด็กในช่วงอายุต่างๆ ก็จะมีความต้องการความช่วยเหลือและข้อมูลในแบบที่แตกต่างกันไป หลายครั้งที่พ่อแม่อาจคาดหวังให้เด็กทำอะไรที่มากเกินความสามารถและวัยของเขา เช่น คาดหวังให้เด็กสามขวบนั่งเฉยๆ หรือ เรียนหนังสือทั้งวัน

เวลาที่เขางอแงไม่ยอมนอนเราอาจคิดว่าเขาดื้อหรือถูกตามใจจนเสียนิสัย ดังนั้นเมื่อเราคาดหวังในสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับวัยและความสามารถของเด็กในวัยนั้นหรือเมื่อเราคิดว่าเด็กตั้งใจทำตัวไม่ดี ก็จะเป็นช่วงเวลาที่สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นและเป็นความขัดแย้งที่แก้ไขได้ยากเพราะมันเกิดจากความเชื่อที่ผิดของเราเอง แต่ถ้าเราพยายามมองและเข้าใจโลกผ่านสายตาของเด็กได้ เราก็จะเริ่มเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังความประพฤติของเด็ก แล้วเราจะสามารถสอนเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หน้าที่ของพ่อแม่สำหรับเด็กในแต่ละวัยแตกต่างกันไป ในเด็กแรกเกิดนั้นพ่อแม่มีหน้าที่สร้างบรรยากาศของการที่เด็กจะได้สร้างความรักความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก บรรยากาศของการได้รับการตอบสนองอย่างทันท่วงทีซึ่งจะนำไปสู่ความไว้วางใจในตัวเรา บรรยากาศของความปลอดภัย การปลอบใจ กำลังใจ เราต้องเคารพในวิธีการสื่อสารของเด็กๆ และทำให้เขารู้ว่าเราจะตอบสนองต่อสิ่งที่เขาสื่อสารถึงเรา

ต่อมาเมื่อหนูน้อยโตขึ้น เขาก็ยังพูดไม่ได้แต่พยายามสื่อสารกับพ่อแม่ หน้าที่ของพ่อแม่ก็คือการทำความเข้าใจอีกเช่นเดิมว่าเขาต้องการอะไร เวลาที่เขาร้องไห้ เวลาที่เขาส่ายหน้า เวลาที่เขากระทืบเท้า งานของเราคือการสอนเขาให้รู้จักแสดงอารมณ์ต่างๆ และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่ใช้ความรุนแรง

เมื่อเขาโตขึ้นอีก เด็กอยากรู้อยากเรียนมากขึ้นเรื่อยๆ ช่างถามเสียจริงๆ หน้าที่ของพ่อแม่คือการสอนเขาในเรื่องการเคารพตนเองด้วยการที่เราใส่ใจในการตอบคำถามเขาอย่างให้เกียรติ หน้าที่ของเราในการสร้างแรงจูงใจให้เด็กรักการเรียนรู้ให้มากขึ้นก็ด้วยการที่เราสนับสนุนให้เขาเรียนรู้และสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง หน้าที่ของพ่อแม่ในการสร้างความมั่นใจในตัวเองให้เขาก็โดยการให้โอกาสเขาหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง

ถึงวัยเรียน เขาจะพบกับโลกใบใหญ่ที่มีทั้งเพื่อน คุณครู ซึ่งเป็นคนนอกบ้านที่เขาจะได้ฝึกปรือวิชาชีวิตที่พ่อแม่ได้สอนเขามาในวัยละอ่อน เด็กที่รู้จักการจัดการกับความโกรธ ความเครียดและความขัดแย้ง มีแนวโน้มที่จะจัดการกับปัญหาได้ดีโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง เด็กที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดี มีความห่วงใยผู้อื่น มีความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ ได้จะมีแนวโน้มในการตัดสินใจได้ดี เด็กที่เรียนรู้ว่าเขาควรรับฟังผู้อื่น สื่อสารกับผู้อื่น ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพให้เกียรติกับพ่อแม่ก็จะใช้วิธีการอย่างเดียวกันนี้กับเพื่อนๆ และคุณครูของเขา เด็กๆ ที่รู้สึกว่ามีผู้ใหญ่คอยให้กำลังใจและให้การยอมรับก็มีแนวโน้มที่จะมาขอคำปรึกษาจากผู้ใหญ่เมื่อเขามีปัญหา

เริ่มเข้าวัยรุ่น แม้เขาอยากจะเป็นอิสระ แต่เขาก็จะกล้ามาถามและขอคำปรึกษาจากพ่อแม่ก่อนที่ปัญหาจะเกิด หน้าที่ของพ่อแม่สำหรับเด็กในวัยนี้ คือ การให้อิสระในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ และคอยเป็นกำลังใจอยู่ใกล้ๆ ให้ความช่วยเหลือเมื่อเขาต้องการ

วัยรุ่นตอนกลาง ต้องการได้รับการยอมรับในความแตกต่างของเขาเพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้ค้นหาตัวตนของเขาเองได้ง่ายขึ้น วัยรุ่นที่ได้เรียนรู้มาตั้งแต่วัยเด็กว่าพ่อแม่นั้นไว้ใจได้ เมื่อถึงตอนนี้ก็มีโอกาสที่จะเชื่อฟังคำแนะนำจากพ่อแม่มากขึ้น เด็กที่พ่อแม่ส่งเสริมให้เป็นอิสระในวัยเด็ก เมื่อถึงตอนนี้ก็มีโอกาสน้อยกว่าที่จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลด้านลบจากกลุ่มเพื่อน เด็กที่ความรู้สึกของเขาได้รับการยอมรับในตอนที่เขายังเล็ก เมื่อถึงตอนนี้เขาจะมีโอกาสที่จะเชื่อในตัวเขาเองมากกว่า

วัยรุ่นตอนปลาย ต้องการความไว้วางใจจากพ่อแม่ เด็กวัยรุ่นต้องการรู้ว่าพ่อแม่จะอยู่เคียงข้างเสมอเมื่อเขาต้องการ ให้ข้อมูลและคำแนะนำที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา หน้าที่ของพ่อแม่ควรให้แนวทางที่เหมาะสมกับความต้องการของเขา ในขณะเดียวกันก็ให้เขารู้ว่าพ่อแม่คาดหวังอะไรจากเขา ในขณะเดียวกันก็สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในการตัดสินใจของเขา พ่อแม่ควรดูแลวัยรุ่นจากระยะห่างเพื่อช่วยให้เขาได้พัฒนาความเป็นอิสระและความเป็นตัวของตัวเองได้ต่อไปอีก

เป็นอย่างไรคะ ได้เห็นแผนที่ทางความคิดของเด็กในแต่ละวัยแล้วอย่าลืมกลับไปมองที่ดวงตาของพวกเขาและรับรู้ด้วยหัวใจกันดีกว่านะคะว่าพวกเขาต้องการอะไรจากเรากันแน่? คราวหน้ากฎข้อสุดท้าย “การแก้ปัญหา” ค่ะ