หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ปีที่ 32 ฉบับที่ 11471 [ วันพฤหัสบดี ที่ 6 เดือน สิงหาคม 2552 ]
สำรวจแล็บเภสัชศาสตร์ ศิลปากร ดูขบวนการผลิต "วัคซีนไข้หวัด 2009"


โดย สกุณา ประยูรศุข

ยังไม่เลิกรากันง่ายๆ กับโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 เพราะล่าสุดถึงแม้ว่า "องค์การอนามัยโลก" จะประกาศเลิกแถลงตัวเลขของผู้เสียชีวิตไปแล้ว รวมทั้งในประเทศไทยด้วยก็ตาม แต่เรื่องของการติดเชื้อก็ยังลุกลามติดกันไปเรื่อยๆ

พอใจชื้นอยู่บ้างที่บรรดาคุณหมอหลายหน่วยงานหลายองค์กรออกมาประสานเสียงบอกว่า การเสียชีวิตของประชาชนที่เป็นไข้หวัดสายพันธุ์ 2009 นี้ ยังน้อยกว่าหรือไม่ได้ครึ่งของไข้หวัดนก หรือ โรคซาร์ส!!


กระนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะประมาทได้ง่ายๆ เพราะการลุกลามของการติดเชื้อไข้หวัด 2009 ยังไม่นิ่ง ที่สำคัญกว่าจะมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดสายพันธุ์นี้ออกมาให้ประชาชนคนไทยได้ใช้กันก็ราวๆ ปลายปี 2552 ต้นปี 2553 โน่น

เพราะตอนนี้การผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 กำลังอยู่ในขั้นตอนของการทดลองในคนที่เป็นอาสาสมัครจำนวน 424 คน และถ้าหากผลสรุปของการทดลองในคนทั้ง 424 คนนี้ออกมาว่าปลอดภัยดีนั่นแหละจึงจะสามารถนำมาใช้กับคนทั่วไปได้

ก่อนจะได้เห็นรูปร่างหน้าตาของ วัคซีนหลอดแรก ลองดูกันว่าเรื่องราวของวัคซีนไข้หวัดสายพันธุ์ 2009 ที่ประเทศไทยกำลังศึกษาเพื่อทำการผลิตอยู่นั้น เริ่มต้นเป็นมาอย่างไร?

เพราะจะว่าไปแล้วครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยศึกษาเรื่องของวัคซีนและจะทำการผลิตขึ้นมาใช้เอง

ในภาพรวมของการศึกษาเพื่อผลิตหรือสร้างวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัด ขณะนี้กลายเป็น "ความร่วมมือระดับชาติ" ไปแล้ว แต่ละหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เข้ามาร่วมมือกันศึกษา เช่น องค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และยังได้ร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยการสนับสนุนขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ให้งบประมาณมาส่วนหนึ่ง 2 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 68 ล้านบาท)

โดยมีสถานที่สำหรับการศึกษาวิจัยเพื่อผลิตวัคซีนตั้งอยู่ที่ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม

ดร.จุไรรัตน์ นันทานิช คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นเจ้าของห้องแล็บทำการศึกษาวิจัยการผลิตวัคซีน เปิดฉากบอกเล่าเรื่องของวัคซีนป้องกันไข้หวัดสายพันธุ์ 2009 ว่าโครงการนี้เป็นความร่วมมือขององค์การเภสัชกรรม และมหาวิทยาลัยศิลปากร

เดิมโครงการศึกษาวิจัยวัคซีนไข้หวัดเริ่มมาตั้งแต่ปี 2550 โดยอดีตคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากร คือ ดร.สินธุ์ชัย แก้วกิตติชัย ได้ทำความตกลงกับองค์การเภสัชกรรม แต่ในตอนแรกเริ่มนั้นเป็นการวิจัยศึกษาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ มิใช่วัคซีนไข้หวัด 2009 เช่นขณะนี้

"คือช่วงปี 2550-2551 เราเริ่มโครงการฯ โดยวางแผนเดิมไว้ว่าจะผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล เป็นวัคซีนที่มีจำหน่ายอยู่แล้วในทั่วโลกแต่ว่าประเทศเรายังไม่สามารถผลิตเองได้ ฉะนั้น องค์การเภสัชกรรมมีนโยบายพึ่งตนเองก็ไปเรียนรู้เทคโนโลยีที่จะนำมาผลิตเอง โดยผลิตจากเชื้อตาย เป็นการนำเชื้อตายของโรคมาเพาะเลี้ยงขยายปริมาณเชื้อในไข่ไก่ฟักสำหรับทำการทดลองนำเข้าจากเยอรมนี เป็นไข่ที่มันมีตัวแล้ว ไข่ไก่แบบนี้เชื้อจะเจริญได้ดีในช่องระหว่างตัวอ่อนกับไข่แดงและขยายพันธุ์ได้เยอะ เมื่อเชื้อเจริญเติบโตดีแล้วเขาจะดูดเอาของเหลวคือไข่ขาวนำมาทำให้มันตายแล้วมาทำเป็นวัคซีน อันนี้เป็นแผนเดิมที่เราวางไว้นะ ซึ่งขั้นแรกทดลองเลี้ยงในไข่ไก่นี้สำเร็จแล้ว ก็จะทำเฟสต่อไปคือทดลองในคน...

...แต่ระหว่างที่เริ่มเฟส 2 ของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ โดยทำการปรับปรุงห้องทดลองซึ่งเดิมของเราเป็นห้องทดลองแบบบีเอสแอล 3 (Bio Safety Level 3) อยู่แล้ว หมายความว่ามีควบคุมการเข้า-ออกของคนทั้งหลาย และควบคุมสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยทั้งคนเข้าทำงานและสภาพแวดล้อมข้างนอก ให้ได้ตามมาตรฐานจีเอ็มพี หรือแมนูแฟคเตอริ่ง แพ็คทีส อยู่นั้น H1N1 2009 ก็มาเลย ฉะนั้น หน่วยงานที่ดูแลคือกระทรวงสาธารณสุขจึงมาดูว่ามีสถานที่ที่ไหนบ้างที่จะพัฒนาให้ศึกษาทดลองผลิตวัคซีนของ H1N1 2009 ได้มากขึ้น ที่นี่จึงเป็นความหวัง เขาจึงให้ทุนมาปรับปรุงทำเป็นห้องแล็บผลิตวัคซีน 2009" เสียงคณบดีสาวบอกเล่าความเป็นมา

เมื่อเห็นพ้องต้องกันในหลักการและแนวคิดแล้ว จึงมีการตั้งคณะกรรมการและลงมือปรับปรุงห้องแล็บของคณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากรให้เป็นห้องทดลองผลิตวัคซีนไข้หวัด H1N1 2009 โดยเป็น โครงการต้นแบบ หากประสบผลสำเร็จก็จะทำเป็นระดับอุตสาหกรรมต่อไป

ดร.วิสิฐ ตั้งเคียงศิริสิน ภาควิชาชีวเภสัชศาสตร์ อธิบายเพิ่มเติมว่าห้องแล็บที่จะทำการทดลองและผลิตวัคซีน H1N1 2009 ตั้งอยู่ในอาคารปฏิบัติการควบคุมและประเมินคุณภาพทางเภสัชศาสตร์และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ชั้น 6 ของคณะเภสัชศาสตร์

เป็นห้องที่ควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพระดับ 3 (BSL3) คือเป็นห้องควบคุมความสะอาดที่มีความเหมาะสมสำหรับการที่จะทำการทดลองวิจัยเกี่ยวกับเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัสก็ได้ ที่ก่อให้เกิดโรคโดยติดต่อทางเดินหายใจ

"ในการสร้างห้องทดลองนั้นเรื่องของความปลอดภัยทางชีวภาพจะมี 4 ระดับด้วยกัน ของเราเป็นระดับ 3 และสามารถทำได้ถึงระดับ 4 อธิบายกว้างๆ ได้คือ ระดับที่ 1 เป็นการทดลองหรือวิจัยเกี่ยวกับเชื้อทั่วๆ ไป ทั้งไวรัสและแบคทีเรีย แต่อาจจะไม่ก่อให้เกิดโรค ไม่เป็นอันตรายต่อคน

...ระดับ 2 จะเป็นสำหรับเชื้อที่อาจจะเกิดโรคได้ แต่ไม่รุนแรง คือมียารักษา ไม่ก่อให้เกิดอันตราย เป็นเชื้อที่ยังไม่กำหนดขอบเขตที่มากับคน และติดต่อทางเดินหายใจได้ ส่วนระดับ 3 เป็นแบบที่มีวัคซีนป้องกันได้หรือว่ามียาที่รักษาได้ H1N1 จะอยู่ในระดับ 3 และห้องระดับ 4 เป็นห้องทดลองที่มีความปลอดภัยสุด อย่างพวกเชื้ออีโบล่าจะต้องใช้ระดับนี้ เพราะ เป็นเชื้อที่ยังไม่มีการรักษา เป็นแล้วรุนแรงหรือตายได้ เพราะฉะนั้นห้องระดับนี้จะมีการควบคุมอานุภาคที่เข้าไป เรียกว่าแผ่นกรองอากาศ จะกรองอากาศได้ขนาด 0.3 ไมครอน ซึ่งเชื้อส่วนใหญ่จะถูกกรองไปด้วย แล้วประสิทธิภาพประมาณ 99.97% เพราะฉะนั้นอากาศที่เข้าออกในห้องจะต้องถูกกรอง เป็นห้องที่สะอาดมากและต้องมีระบบการฆ่าเชื้อ" (ซ้ายบน) ทางเข้าห้องทดลอง (ขวาบน) ไข่ไก่ฟักที่ฉีดเชื้อเข้าไป (ซ้ายล่าง) ตัวฟอร์เร็ต (ขวาล่าง) ดร.วิสิฐ ตั้งเคียงศิริสิน-ดร.จุไรรัตน์ นันทานิช

นั่นคือระดับความสำคัญของความปลอดภัยในห้องทดลอง ซึ่งที่คณะเภสัชศาสตร์นั้นเป็นห้องระดับ 3

"ห้องของเรามีขนาดใหญ่พอที่จะเป็นโครงการนำร่องได้ในเวลานี้ เพราะโรงงานใหญ่ที่ จ.สระบุรี ขององค์การเภสัชกรรมยังไม่เสร็จ องค์การฯจึงมาร่วมกับทางเราปรับใช้ตรงนี้ให้เป็นโรงงานต้นแบบ ซึ่งห้องของเรามีการควบคุมความดันภายในห้องด้วย และต้องเป็นความดันลบ 80 องศา เพื่อที่เชื้อจะหลุดรอดออกไปข้างนอกได้ยาก ที่สำคัญคือห้องต้องมีการดีไซน์เพื่อการนี้โดยเฉพาะและสามารถปรับเป็นการผลิตได้ เพราะถ้ามีแค่ห้องวิจัยเล็กๆ แค่นั้นไม่สามารถทำได้" เสียงบอกเล่าของอาจารย์วิสิฐ

จากนั้นเพื่อให้เห็นภาพจริงของห้องทดลอง คณบดีและอาจารย์ทั้งสองจึงพาไปที่อาคารปฏิบัติการฯ ชั้น 6 ซึ่งมีสภาพเป็นห้องทึบปิดประตูแน่นหนา มีทั้งส่วนที่เป็นกระจกและส่วนที่เป็นผนังหลายชั้น มีการควบคุมทุกขั้นตอนตามที่บอกเล่ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเข้า-ออกห้องต้องปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด

ห้องทดลองผลิตวัคซีนของคณะเภสัชศาสตร์มีกำลังการผลิตเท่าที่ประเมินกันไว้จะสามารถผลิตได้ถึง 2.5 ล้านโดซต่อเดือน ทั้งนี้ หมายความว่าประสบความสำเร็จในการทดลองในคน

สำหรับการผลิตวัคซีนตั้งแต่เริ่มต้น คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ กล่าวว่า องค์การอนามัยโลกจะเป็นผู้นำเชื้อมาให้ จากนั้นหน่วยงานที่ศึกษาทดลองจะนำเชื้อที่ได้รับมาเตรียมในไข่ไก่ฟักล็อตแรกเพื่อสร้างเป็น "สต๊อคเชื้อ" ไว้ก่อน เพราะจะไม่นำเอาเชื้อทั้งหมดที่ได้มา-มาทำการทดลอง เมื่อทำการขยายพันธุ์เชื้อที่ได้รับมาได้แล้วก็จะเก็บเข้าไว้ในตู้เย็นลบ 80 องศา

จากนั้นเมื่อจะทำการศึกษาทดลอง จะนำเชื้อมาขยายเพิ่มจำนวนให้ได้มากพอ แล้วนำไปฉีดเข้าไปในไข่ไก่ฟัก เมื่อมีการเจริญเติบโตของเชื้อได้ดีแล้วจะดูดเอาส่วนที่เป็นของเหลวในไข่ออกมา แยกไข่แดง ตัวเชื้อ ออกจากกัน ทำให้ตัวเชื้อบริสุทธิ์ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลา เมื่อเสร็จขบวนการนี้แล้วจะได้ตัวเชื้อที่ยังไม่ตาย จากนั้นทำให้เชื้ออ่อนแรงลงโดยนำมาผสมกับสารบางอย่าง ก็จะได้วัคซีนออกมา พร้อมที่จะนำไปบรรจุส่งไปโรงงาน

ซึ่งขบวนการทั้งหมดจะต้องผลิตให้ได้วัคซีนล็อตแรกออกมาก่อน เพื่อจะได้นำไปทดลองในคนโดยวิธีพ่น หากการทดลองปลอดภัยได้ผลดีจึงจะมีการผลิตใหญ่ให้คนทั่วไปใช้ต่อไป

สำหรับการทดลองผลิตวัคซีนไข้หวัด 2009 ของคณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากร ดร.จุไรรัตน์บอกว่าเป็นการทดลองผลิตวัคซีนสายพันธุ์จาก "เชื้อเป็น" ซึ่งมีวิธีการคือนำเชื้อมาเลี้ยงขยายพันธุ์ไว้หลายเดือน แล้วทำให้เชื้ออ่อนกำลัง แล้วพอนำไปใช้ในคนไข้จะให้โดยพ่นทางจมูก จะกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันขึ้น

"ในขั้นตอนทดลองในสัตว์นั้นเราผ่านการทดลองกับตัวเฟอร์เร็ตแล้ว ซึ่งเป็นสัตว์ในตระกูลอีเห็นนำเข้าจากต่างประเทศ ขั้นตอนต่อจากนี้คือการทดลองในคน เวลานี้กำลังเปิดรับสมัครอาสาสมัครอยู่ โดยการทดลองในคนนั้นจะต้องให้วัคซีน 2 โดซ ให้โดซแรกห่างกัน 1 เดือนแล้วให้อีกโดซเพื่อให้การคุ้มกันครอบคลุม ซึ่งรายละเอียดในส่วนนี้ไม่สามารถเปิดเผยได้ และการทดลองในคนนี้เมื่อให้ยาแล้วก็จะต้องติดตามคนกลุ่มนี้ไปเรื่อยๆ จนแน่ใจว่าใช้ได้ปลอดภัย"

ขบวนการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือการเตรียมรับมือกับการระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่คาดว่าจะ "ระบาดหนัก" ในอนาคต

ส่วนสถานการณ์เฉพาะหน้าถ้าเป็นไปได้ประชาชนคนไทยทั้งหลายโปรดปฏิบัติตามคำประกาศของกระทรวงสาธารณสุขเป็นดีที่สุด

"กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ"

ดร.จุไรรัตน์ นันทานิช คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ม.ศิลปากร

เมืองไทยเราเคยผลิตวัคซีนเองหรือยัง


ยังเลย เชื้อเป็นก็ยังไม่เคย วัคซีนไข้หวัดทั่วไปก็ยังไม่มี คือมีผลิตเหมือนกันแต่ยังไม่ขึ้นทะเบียน เป็นวัคซีนจากเชื้อตาย คือตอนแรกเขากะว่าจะผลิตวัคซีนเชื้อตายแต่พอเกิดอันนี้ขึ้นมาก็เลยปรับแผนเป็นผลิตจากเชื้อเป็น แต่ในสหรัฐมีบริษัทผลิตอยู่ 2-3 บริษัท แต่ก็เป็นวัคซีนป้องกันไข้หวัดตามฤดูกาล ส่วนวัคซีนป้องกันไข้หวัดสายพันธุ์ 2009 ยังไม่มี หมอนี่พลิกตำราไม่ทันเหมือนกัน แม้แต่เม็กซิโก ประเทศที่เริ่มต้นค้นพบเชื้อ

อาสาสมัครที่มาทำการทดลอง

ตอนนี้กำลังประกาศรับสมัครจำนวน 424 คน และอาสาสมัครต้องสุขภาพดีไม่มีโรคต้องห้าม 9 โรค ซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับวัคซีน เมื่อได้รับแล้วเจ้าหน้าที่จะจดบันทึกเบื้องต้นไว้หมด มีอาการอะไรบ้าง เป็นอย่างไร ถ้าปลอดภัยในอาสาสมัครก็เรียกว่าสามารถนำมาใช้ได้

ไข้หวัดสายพันธุ์ 2009 จะทำลายล้างโลกมนุษย์เป็นไปได้ไหม?

อืม..อย่างไข้หวัดสเปนก็ไม่ได้ล้างโลก เพราะหวัดไม่ใช่โรคใหม่ แต่อยู่ในโลกนี้และพัฒนาขึ้นมาพร้อมๆ กับโลกมนุษย์ ไข้หวัดครั้งนี้ที่เรียกว่าสายพันธุ์ใหม่ เพราะว่าไข้หวัดปกติในคนมีอยู่แล้ว แต่สายพันธุ์นี้มันรวม 3 อย่างเข้าด้วยกันทั้งไข้หวัดนก ไข้หวัดหมู และไข้หวัดคน ซึ่งเราไม่เคยเจอมาก่อนเพราะฉะนั้นทุกคนไม่เคยมีภูมิคุ้มกัน มันจึงเป็นเรื่องที่ต้องระวัง

คือ..โอกาสที่เชื้อมันจะพัฒนาความรุนแรงแล้วถึงขั้นเสียชีวิตก็มี..แต่ถามว่าปริมาณมากไหม ก็ไม่มากเท่าโรคซาร์ส หรือหวัดนก คือว่ามนุษย์เราถ้าสุขภาพแข็งแรง เราดูแลตัวเองทำตามที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศ มีไข้สูงเมื่อไหร่ต้องรีบไปโรงพยาบาล ก็จะทำให้ป้องกันได้ระดับหนึ่ง

เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าล้างโลกไหม? คงไม่- - แต่ถ้าถามว่าน่ากลัวไหม? ...ก็ น่ากลัว