 |
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ปีที่ 32 ฉบับที่ 11471 [ วันพฤหัสบดี ที่ 6 เดือน สิงหาคม 2552 ] |
|
| ครม.ไฟเขียวแก้กม.ประกันสังคม ขยายสิทธิถึงคู่สมรส-บุตร แฉผู้บริหารสปส.อึดอัด หวั่นนโยบายกระทบกองทุน
|
ครม.ไฟเขียวขยายสิทธิรักษาพยาบาลคู่สมรส-บุตรผู้ประกันตน "ไพฑูรย์"คุยโวเห็นผลสิ้นปี สั่ง สปส.เร่งเก็บตัวเลข-ศึกษาผลกระทบ 3 สัปดาห์ รองเลขา สปส.ชี้ให้สิทธิ์คู่สมรสจดทะเบียนเท่านั้น แฉผู้บริหารสปส.อึดอัด หวั่นนโยบายกระทบกองทุน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 5 สิงหาคมเห็นชอบในหลักการให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคมโดยขยายสิทธิครอบคลุมคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน เพื่อให้ประชาชนมีสวัสดิการทั่วถึงมากขึ้น โดยครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงานกลับไปพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้งว่ารัฐบาลจะต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเท่าใด โดยไม่ต้องให้ลูกจ้างและนายจ้างส่งเงินสมทบเพิ่มและยืนยันว่า ณ สถานะกองทุนประกันสังคมทั้ง 4 สิทธิอยู่ในสถานะที่จะรองรับได้
ที่กระทรวงแรงงาน นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการให้ขยายสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตนมาตรา 40 (ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ) จาก 3 กรณี เป็น 5 กรณี ได้แก่ กรณีคลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต เงินชดเชยการขาดรายได้ระหว่างการเจ็บป่วยรักษาในโรงพยาบาล 3 วันขึ้นไป ได้รับเงินครั้งละ 1,000 บาท ปีละ 2 ครั้ง และให้สิทธิประโยชน์กรณีเงินบำเหน็จชราภาพ นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบในหลักการให้ขยายสิทธิประโยชน์รักษาพยาบาลให้กับผู้ประกันตนมาตรา 33 (ผู้ประกันตนในระบบปกติ) ครอบคลุมไปถึงคู่สมรสและบุตรด้วย เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ 4 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต ซึ่งคู่สมรสที่จะได้รับสิทธิดังกล่าว จะต้องมีหลักฐานการจดทะเบียนสมรสอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น
นายไพฑูรย์ กล่าวว่า ตนได้มอบหมายให้นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ไปศึกษาตัวเลขคู่สมรสผู้ประกันตนมีจำนวนเท่าไหร่ และดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกองทุนประกันสังคมให้แล้วเสร็จภายใน 3 สัปดาห์ เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วก็จะดำเนินการแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 และเสนอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจาณา หลังจากนั้นจะเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภา คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ไม่เกินสิ้นปี 2552
"การขยายสิทธิครอบคลุมไปสู่คู่สมรสและบุตร ผมยืนยันได้ว่า สปส.จะไม่มีการเก็บเงินสมทบจากผู้ประกันตนเพิ่มอีก เพราะเป็นนโยบายรัฐบาลอยู่แล้ว และต้องการผลักดันเป็นกฎหมายโดยเร็ว เพราะไม่แน่ใจว่าหากเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดพลิกผัน กฎหมายฉบับนี้จะเป็นรูปธรรมแค่ไหน" นายไพฑูรย์ กล่าว
ขณะที่ นางสุจิตรา บุญชู รองเลขาธิการ สปส. กล่าวว่า ได้สั่งการให้กองวิชาการ สปส.เก็บสถิติผู้ประกันตนทั้งชายและหญิงที่มาเบิกค่าคลอดบุตรย้อนหลัง 3 ปี เพื่อหาตัวเลขทำเป็นฐานข้อมูลคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน และให้เสนอข้อมูลการศึกษาเพื่อพิจารณาในวันที่ 11 ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวอาจจะไม่สามารถครอบคลุมไปถึงผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่อยู่กันฉันสามีภรรยาได้ ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามติ ครม.ที่ให้ขยายสิทธิประโยชน์ไปยังคู่สมรสอาจเป็นโมฆะ เพราะยังไม่ได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการประกันสังคม แต่นายไพฑูรย์ ชิงนำเรื่องขอความเห็นชอบจาก ครม.ก่อนนั้น เรื่องนี้แม้บอร์ด สปส.ยังไม่มีมติ แต่ก็เคยรับทราบแนวทางนี้มาแล้ว ดังนั้น การที่ ครม.เห็นชอบ ก็ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย
แหล่งข่าว สปส.กล่าวว่า นโยบายขยายสิทธิไปยังคู่สมรสผู้ประกันตนสร้างความอึดอัดใจให้กับผู้บริการ สปส. เพราะเกรงว่า ในระยะยาว จะกระทบต่อสถานะเงินกองทุน สปส.เนื่องจากปัจจุบันการเก็บเงินสมทบใน 4 กรณีได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต มีสัดส่วนใกล้เคียงกับรายจ่ายที่จ่ายออกไป มิหนำซ้ำ บางเดือนกองทุนยังต้องจ่ายมากกว่ารายรับที่ได้มา ดังนั้น ผู้บริหารจึงเตรียมหารือกับ นายไพฑูรย์ เพื่อให้รัฐบาลโอนเงินเหมาจ่ายรายหัวกองทุน สปสช.ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายให้คู่สมรส จำนวน 1,509 บาทต่อปี ให้กับ สปส.นำมาบริหารจัดการแทน เนื่องจากปี 2557 กองทุนชราภาพ มีภาระต้องจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญคืน ให้กับผู้ประกันตนจำนวนไม่น้อย หากยังต้องรับภาระจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ให้กับ คู่สมรสและบุตรอีก โดยที่รัฐบาลไม่ช่วยสมทบกองทุนจะต้องไปไม่รอด
ด้านนางอรพินทร์ วิมลภูษิต เครือข่ายแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่รัฐบาลให้ความสนใจแรงงานนอกระบบมากขึ้น เห็นได้จากการที่กระทรวงการคลังเสนอให้มีการกองทุนการออมชราภาพ ที่รัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบให้กับแรงงานนอกระบบหรือการที่สำนักงานประกันสังคม ได้มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์เพิ่มมากขึ้นในมาตรา 40 เพื่อให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันตนโดยสมัครใจ ซึ่งในปีแรกรัฐบาลจะจ่ายเงินประเดิมให้ 2,000 บาท เรื่องนี้กลุ่มแรงงานนอกระบบได้หารือและมีข้อสรุปร่วมกันที่ต้องการนำจุดเด่นของทั้งสองระบบปรับเข้าเป็นระบบเดียว เพื่อให้แรงงานนอกระบบได้รับสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 40 และได้รับการสนับสนุนในเรื่องเงินสมทบจากรัฐบาล ตามแนวคิด กอช.ที่รัฐบาลจะร่วมจ่ายเงินสมทบในมาตรา 40
"คนในกลุ่มแรงงานนอกระบบกำลังมึนงงกับการทำงานของระบบราชการที่ต่างฝ่ายต่างคิด และทำกันตามแนวทางของตัว ทั้งที่เป็นเรื่องที่ทำให้กับคนในกลุ่มเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานราชการน่าที่จะทำงานเชิงบูรณาการให้เป็นระบบเดียว ให้เกิดความสมบูรณ์ เป็นประโยชน์ต่อแรงงานนอกระบบที่จะได้สิทธิประโยชน์และเงินบำนาญชราภาพ" นางอรพินทร์ กล่าวและว่า สปส.ควรที่จะเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลกลุ่มแรงงานนอกระบบ ทำหน้าที่บริหารจัดการให้มีระบบสวัสดิการด้านต่างๆ โดยมีกระทรวงการคลังสนับสนุน
รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตามการคำนวณอัตราประกันภัยจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าเมื่อขยายสิทธิประโยชน์แล้ว จะนำเงินงบประมาณจากส่วนใดมาชดเชยภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เพราะขณะนี้น่าเป็นห่วงว่าจากกการลดเงินสมทบในช่วงที่ผ่านมามีผลให้กองทุนมีรายรับลดลง เมื่อมีการเพิ่มรายจ่ายเช่นนี้รัฐบาลต้องระบุในร่างกฎหมายที่ชัดเจน ว่าจะนำเงินมาชดเชยอย่างไร ส่วนกรณีที่บอร์ดสปส.ยังไม่มีมติขยายการคุ้มครองไปยังครอบครัวของผู้ประกันตนแต่ครม.มีมติเห็นชอบแล้ว เป็นเรื่องที่ สปส.และรัฐบาลต้องพูดคุยให้ชัดเจน และถือเป็นจุดระวังในการบริหารงานกองทุน สปส. ซึ่งรัฐบาลไม่ควรเข้ามาแทรกแซง
วันเดียวกัน นางวรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านหลักประกันสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบในหลักการให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคมโดยขยายสิทธิครอบคลุมคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน ว่า กรณีนี้ต้องพิจารณาอย่างละเอียดว่า มีการขยายสิทธิครอบคลุมคู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตนทั้งระบบ หรือแค่ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 (แรงงานนอกระบบ) เท่านั้น แต่ไม่ว่าจะขยายในส่วนใด สิ่งสำคัญต้องคำนวณอัตราเงินสมทบให้คุ้มค่ากับการขยายสิทธิด้วย ไม่ใช่เพิ่มสิทธิ แต่เงินสมทบเท่าเดิม ก็จะไม่เหมาะสม เรื่องนี้หากสำนักงานประกันสังคมมีการวิจัยความคุ้มค่าก็ควรเสนอต่อสาธารณะให้ชัดเจน ซึ่งตนเข้าใจว่าต้องมีการศึกษาเรื่องนี้อยู่แล้ว
"แต่หากการขยายสิทธิกรณีนี้เกิดขึ้นเพียงผู้ประกับตนมาตรา 40 เท่านั้นก็ควรมีการแยกกองทุนระหว่างผู้ประกันตนมาตรา 40 หรือแรงงานนอกระบบ และผู้ประกันตนทั่วไป จะได้ไม่งง โดยอาจตั้งชื่อกองทุนใหม่อีกกองทุน เป็นกองทุนสำหรับแรงงานนอกระบบ ซึ่งการเรียกเก็บเงินสมทบก็จะแตกต่างจากผู้ประกันตนทั่วไป หากทุกอย่างชัดเจนก็จะไม่มีปัญหา" นางวรวรรณ กล่าว
น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตียว ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า จริงๆ อยากฝากไปยังนายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานว่า กำลังหลงประเด็น เพราะจริงๆ ข้อเรียกร้องของแรงงานนอกระบบไม่ได้ต้องการให้ขยายสิทธิไปยังครอบครัว แต่ข้อเรียกร้องอันดับแรกๆ ต้องการให้ขยายสิทธิประโยชน์3 กรณี เป็น 5 กรณี จากเดิมประกอบด้วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ และเสียชีวิต เป็นเพิ่มกรณีชราภาพ และกรณีเจ็บป่วย รวมทั้งให้การขยายสิทธิการคุ้มครองแรงงานนอกระบบมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ไม่อยากให้รัฐบาลหวังแต่จะสร้างผลงาน 6 เดือน เพราะอย่าลืมว่าที่ผ่านมากระทรวงแรงงานแทบไม่มีผลงานชัดเจน หากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ตนให้เพียง 3.5 คะแนนเท่านั้น
| |
|
|
|
 |
| |