หนังสือพิมพ์บ้านเมือง [ วันพุธ ที่ 5 เดือน สิงหาคม 2552 ]
กรมสุขภาพจิตจับมือกรมพินิจฯ ช่วย “เด็ก”...เปิดโอกาสคืนสู่สังคม


โอกาสเปรียบเสมือนเส้นทางที่ก้าวไปสู่จุดหมาย หลายคนประสบความสำเร็จในชีวิตได้ส่วนหนึ่งมาจากการไขว่คว้าหาโอกาสที่ดี และพากเพียรอุตสาหะจนประสบความสำเร็จ ขณะที่หลายคนมีโอกาสมากมายในชีวิตแต่ไม่รีบไขว่คว้ามันไว้ แต่ที่โชคร้ายกว่านั้นบางคนเพียรหาโอกาสอยู่เสมอแต่ยังไม่เคยได้รับโอกาสจากสังคมเลย

แม้กระทั่งในสังคมไทยที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสังคมแห่งการให้และรอยยิ้ม โอกาสสำหรับผู้ที่เคยกระทำความผิดและต้องการกลับตัวใหม่เพื่อเป็นคนดีของสังคมยังคงดูเหมือนเป็นสิ่งที่เลือนลางและไกลตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนที่เคยกระทำผิดเมื่อต้องการกลับตัวมักถูกปิดกั้นโอกาสจากสังคม และมักถูกตราหน้าไปตลอดชีวิตว่าเขาเป็นคนเลว

น.พ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า เด็กและเยาวชนที่เคยกระทำผิดมักถูกมองในทางลบ และขาดโอกาสในการพัฒนาด้วยความเข้าใจจากครอบครัวและสังคม จึงเป็นกลุ่มที่ควรได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้เขากลับมาเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมต่อไป หากสังคมและหน่วยงานต่างๆ ไม่ให้โอกาสเขาเหล่านี้ก็จะไม่มีที่ยืน และจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการกระทำที่จะกลับมาเป็นโทษต่อสังคม ซึ่งในปัจจุบันมีเด็กที่กระทำผิดเป็นจำนวนไม่น้อย โดยพบว่าข้อมูลการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนในแต่ละปี จะมีเด็กและเยาวชนจากทั่วประเทศกระทำความผิดรวมทั้งสิ้น 50,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นการกระทำผิดครั้งแรก และยังพบอีกว่าเด็กที่กระทำผิดเหล่านี้จะมีอัตราการทำผิดซ้ำถึงประมาณ 12-15% ดังเช่นในปี 2551 พบผู้กระทำผิดจำนวน 46,981 ราย และมีผู้กระทำผิดซ้ำถึง 14.06%

“ตั้งแต่วันที่ 28 ม.ค.45 กระทรวงยุติธรรมได้มีข้อตกลงความร่วมมือการให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กับ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) ประจำประเทศไทย และมูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล (เมอร์ซี่) โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันในการสนับสนุนและส่งเสริมสุขภาพ การจัดการศึกษา การพัฒนาอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับเด็กและเยาวชนในสถานพินิจฯ ให้สามารถกลับคืนสู่สังคมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีคุณค่า โดยสิ่งสำคัญคือการให้ความช่วยเหลือทางด้านจิตใจ เพื่อให้ข้อตกลงดังกล่าวเกิดประสิทธิผล มีแนวทางการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมและชัดเจน รวมทั้งเกิดประโยชน์สูงสุด กรมสุขภาพจิตในฐานะหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุขได้ทำบันทึกข้อตกลงเป็นการเฉพาะกับกรมพินิจฯ เพื่อการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดให้ได้รับการบำบัด แก้ไข และฟื้นฟูด้านจิตใจ โดยกรมสุขภาพจิตจะให้การสนับสนุนด้านวิชาการ และด้านการบริการที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ซึ่งจะมีการประสานความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและสม่ำเสมอ” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

ทางด้าน นายธวัชชัย ไทยเขียว อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวว่า กรมพินิจฯ ตระหนักในบทบาทที่สังคมได้มอบให้ ในการดูแลเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนพร้อมครอบครัว เพื่อกลับมาเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคม โดยได้พัฒนารูปแบบการบำบัดที่สามารถลดอัตราการทำผิดซ้ำได้ ซึ่งมุ่งเน้นการบำบัดแก้ไข ฟื้นฟู มากกว่าการลงโทษ และเน้นปัจจัยต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมต่อต้านสังคมในเด็กและเยาวชนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยส่วนใหญ่กิจกรรมจะเกี่ยวข้องกับงานสุขภาพจิต ทั้งในด้านประเมินบุคลิกภาพ การพัฒนาทักษะการดำเนินชีวิต การบำบัดเยียวยาจิตใจ และการประเมินและช่วยเหลือครอบครัว ด้วยกระบวนการบำบัดที่หลากหลายภายใต้แนวคิดที่เน้นให้ความสำคัญที่ประโยชน์ของเยาวชน โดยนำครอบครัวเข้ามาเป็นศูนย์กลาง (Child-Focused Family-Centered Approach) กรมพินิจฯ จึงร่วมมือกับกรมสุขภาพจิตในการพัฒนาระบบการดูแลทั้งสำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการให้ความสนับสนุนด้านวิชาการ การบริการ และการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้การทำงานช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวนเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดและอยู่ในความดูแลของศูนย์ฝึกและอบรมของกรมพินิจฯ มีทั้งสิ้นกว่า 6,500 คน แต่สถานที่ได้รับการออกแบบให้รองรับคนได้ประมาณ 4,000 คน จึงเกิดปัญหาการอยู่อย่างแออัด กระทบต่อคุณภาพการดูแลเยาวชน กรมสุขภาพจิตในฐานะที่มีประสบการณ์ในการรับดูแลผู้ป่วยจิตเวชในโรงพยาบาลจิตเวชซึ่งมีจำนวนมากจนเกิดความแออัด แต่สามารถแก้ปัญหาด้วยการให้ชุมชนและวัดช่วยกันดูแลผู้ป่วย เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้อยู่ร่วมในชุมชนโดยไม่กีดกัน อันเป็นการฟื้นฟูและเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ โดยชุมชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ จึงนำวิธีดังกล่าวมาปรับใช้เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลเยาวชนในชุมชน ซึ่งนอกจากจะเป็นการบรรเทาปัญหาความแออัดลงได้แล้ว ยังทำให้เยาวชนไม่ถูกแยกออกจากสังคมมากเกินไป ยังช่วยให้การบำบัดได้ผลดียิ่งขึ้นด้วย

นอกจากนี้กรมสุขภาพจิตยังได้สนับสนุนเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพื่อให้นักจิตวิทยาจากหน่วยงานในสังกัดกรมพินิจฯ ทั่วประเทศใช้ในการพัฒนาระบบการดูแลเด็กและเยาวชน และเติมความพร้อมให้กับพ่อแม่เยาวชนผู้กระทำความผิดให้มีทักษะในการเลี้ยงดูลูกมากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย สื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชน ชุดเติมเต็มความเข้มแข็งทางใจ สื่อการเรียนรู้สำหรับพ่อแม่ ชุดวิธีคุยกับลูกวัยรุ่น และสื่อเสียงละครสั้น ชุดพ่อแม่เลี้ยงบวก ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยแผนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเพื่อสุขภาวะสังคมไทย โดยเครื่องมือทุกชิ้นสามารถนำไปใช้ในการจัดบริการให้กับเยาวชนและครอบครัวในสถานพินิจทั่วประเทศ ซึ่งกรมสุขภาพจิตมีแผนงานที่ชัดเจนที่จะพัฒนาความร่วมมือกับกรมพินิจฯ ให้เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม