หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ปีที่ 32 ฉบับที่ 11470 [ วันพุธ ที่ 5 เดือน สิงหาคม 2552 ]
กพย.ติดตามผล"โคลพิโดเกรล" เสริมความมั่นใจบังคับใช้ซีแอล


เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ในการประชุมวิชาการเพื่อพัฒนาระบบยาประจำปี 2552 ที่แผนงานกลไกเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดขึ้นที่โรงแรมทวิน ทาวเวอร์ ภญ.ปัทมา ตัณฑวิวัฒน์ เภสัชกรผู้ชำนาญการ โรงพยาบาล (รพ.) มหาราชนครศรีธรรมราช เปิดเผยถึงการประเมินประสิทธิผลของยาลดไขมันในเลือดโคลพิโดเกรล (clopidogrel) ซึ่งประเทศไทยได้ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรโดยรัฐ (ซีแอล) เมื่อปี 2550 เพื่อทดแทนยาลดไขมันรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด พลาวิกซ์ (plavix) ว่า หลังจากใช้ซีแอลในยาโคลพิโดเกรล พบว่าทั้งประชาชนผู้ใช้ยา รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ยังคงไม่มั่นใจว่าคุณภาพของยานี้จะเทียบเท่ายาต้นแบบอย่างพลาวิกซ์ซึ่งมีราคาแพงหรือไม่ จึงเตรียมศึกษาโดยทำการเปรียบเทียบประสิทธิผลในการใช้ยาโคลพิโดเกรลกับพลาวิกซ์ในคนไข้โรคหัวใจและหลอดเลือดทั้งที่ใช้โคลพิโดเกรลอย่างเดียว และที่เคยใช้พลาวิกซ์แล้วเปลี่ยนมาใช้โคลพิโดเกรล ทั้งนี้ วางแผนจะทำการสำรวจผลการรักษาของคนไข้ทุก 3 เดือน ตลอดระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ใน รพ.ราชวิถี รพ.วชิระ และโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการใน จ.อุบลราชธานี ระยอง นครศรีธรรมราช

ภญ.ปัทมากล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอโครงการศึกษาระบบเรียกเก็บยาคืน ทั้งยาปลอม ยาที่มีปัญหาด้านคุณภาพ หรือยาที่ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ โดยข้อมูลเบื้องต้นจากการสำรวจบันทึกการเรียกเก็บยาคืนของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตั้งแต่ปี 2545-2551 พบว่ามีการเรียกคืนทั้งสิ้น 188 ครั้ง ในจำนวนนี้เรียกคืนเพราะมีการเพิกถอนทะเบียนยา 7 ครั้ง และมี 136 ครั้ง ที่พบปัญหาหลังออกสู่ตลาด

"ผลการศึกษาพบอีกว่า ในจำนวนนี้ มีร้อยละ 36.1 ที่ผู้ผลิตระบุว่าเรียกเก็บไม่ได้ หรือไม่มียาหลงเหลือในตลาด และมีร้อยละ 42 ที่เรียกเก็บยาคืนได้ช้ากว่าที่ อย.กำหนด ขณะที่ร้อยละ 47 ของผู้ผลิตที่เก็บได้ทัน พบว่าไม่มียาคืนกลับ อย. ซึ่งชี้ว่าการเก็บทันหรือไม่ ไม่ได้สัมพันธ์กับจำนวนยาที่เก็บมาได้ จึงควรเน้นการให้ข้อมูลผู้บริโภคมากกว่า นอกจากนี้ยังควรสนับสนุนการเรียกเก็บยาคืนโดยสมัครใจของผู้ผลิต เนื่องจากเป็นผู้ที่รู้ข้อมูลยาดีที่สุด และจะทำให้การเรียกเก็บยาคืนรวดเร็วขึ้น" ภญ.ปัทมากล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีการศึกษาพบว่า ยังมียาไม่เหมาะสมหลายชนิด รวมถึงยาที่ถูกเพิกถอนทะเบียนแล้วยังมีจำหน่ายอยู่ตามร้านยา และร้านขายของชำในหลายจังหวัด

รศ.ดาราพร ถิระวัฒน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอว่ากำลังจะมีโครงการศึกษากฎหมายควบคุมการส่งเสริมการขายยาในต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้ ว่ามีแนวทางในการควบคุมการส่งเสริมการขายอย่างไร รวมทั้งจะมีการศึกษากรอบกติกาในระดับระหว่างประเทศ เพื่อจะได้ใช้เป็นแนวทางจัดทำข้อกำหนดเรื่องนี้ในประเทศไทย เนื่องจาก พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 มีแต่เรื่องควบคุมการโฆษณา แต่ไม่ควบคุมการส่งเสริมการขาย

ด้าน ภญ.ฉัตราภรณ์ ชุ่มจิต นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงผลการศึกษาเบื้องต้นของปัญหาและการจัดการยาที่มีชื่อและรูปลักษณ์ตรงกันว่า กรณีศึกษา จ.ลำปาง เภสัชพบคู่ยาที่มีปัญหาพ้องชื่อและรูปลักษณ์กว่า 200 คู่ โดยมีทั้งที่เป็นของบริษัทเดียวกัน และต่างบริษัท ซึ่งรวมถึงยาขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ด้วย ทั้งนี้ พบว่าปัจจุบันมีการแก้ปัญหานี้กันเองในกลุ่มเภสัชกร เช่น ประสานงานกันระหว่างการจัดซื้อ การขอความร่วมมือแพทย์ให้เขียนชื่อสามัญในการสั่งยา และเขียนด้วยลายมือที่ชัดเจน