 |
หนังสือพิมพ์แนวหน้า [ วันจันทร์ ที่ 3 เดือน สิงหาคม 2552 ] |
|
| อย.เตือนอย่าซื้อยาบนเว็บ เล็งเอาผิดคนขายโทษหนัก |
อย.เตือนอย่าซื้อยาบนเว็บ เล็งเอาผิดคนขายโทษหนัก
สธ.เลื่อนกระจายยาต้านไวรัส นายกฯยันหวัด09ไม่วิกฤติ
นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการกระจายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์รักษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ว่า จำเป็นต้องเลื่อนการกระจายยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ให้คลินิกที่เข้าร่วมโครงการเข้าถึงยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 จากกำหนดเดิมในวันเดียวกันนี้ไปเป็นช่วงกลางสัปดาห์หน้า เนื่องจากการตรวจสอบใบรับสมัครของคลินิกที่เข้าร่วมโครงการยังไม่แล้วเสร็จ คาดว่าจะทราบจำนวนคลินิกที่เข้าร่วมโครงการชัดเจนในวันที่ 5-6 สิงหาคม ซึ่งการกระจายยาต้านจะเริ่มต้นได้ประมาณกลางสัปดาห์หน้า เมื่อทราบรายละเอียดของคลินิกที่เข้าร่วมโครงการชัดเจนแล้วสามารถส่งยาได้ทันที เพราะขณะนี้สธ.กระจายสต๊อกยาไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกพื้นที่แล้ว
คาดคลินิก50%ร่วมโครงการ
นพ.ไพจิตร์ยังกล่าวเตือนประชาชนอย่าซื้อยาโอเซลาทามิเวียร์ผ่านเว็บไซต์หลายแห่งที่ประกาศขายยาโอเซลทามิเมียร์ ช่องทางในการได้รับยามีเพียงสั่งจ่ายยาผ่านแพทย์ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทุกแห่งเท่านั้น เนื่องจากเป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องมีการสั่งจ่ายโดยแพทย์
ด้านนพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวว่า สธ.คาดจะมีคลินิกเข้าร่วมโครงการเพื่อรับการกระจายยาประมาณ 50% จากคลินิกทั่วประเทศที่มีอยู่ประมาณ 1.7 หมื่นแห่ง
ขณะนี้สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศกำลังอบรมคลินิกที่จะเข้าร่วมโครงการ เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ของคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุขโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุใหม่ 2009
กทม.พร้อมจ่ายยาให้คลินิก
วันเดียวกัน นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สธ.เป็นประธานประชุมการกระจายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ และจัดอบรมความรู้ในการวินิจฉัยโรคและการดูแลรักษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ให้คลินิกในพื้นที่ กทม. 181 แห่งที่สธ. โดยที่ประชุมแจกใบสมัครเข้าร่วมเป็นคลินิกเครือข่ายของสธ.มีให้เลือก 2 แนวทางคือ 1.เข้าร่วมเฉพาะการคัดกรองผู้ป่วยและส่งต่อในโรงพยาบาลแม่ข่ายที่กำหนด 2.เข้าร่วมโครงการและพร้อมจ่ายยาต้านไวรัสตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยคลินิกใดตอบรับที่จะกระจายยาต้านไวรัส และมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ กองประกอบโรคศิลปะจะจ่ายยาต้านไวรัสให้ทันทีคลินิกละ 50 เม็ดรักษาผู้ป่วยได้ 5 คนและพร้อมที่จะใช้รักษาประชาชนตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมเป็นต้นไป
มีแค่31แห่งสมัครใจสำรองยา
นพ.สมยศเปิดเผยด้วยว่า มีคลินิกลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเป็นเครือข่ายคัดกรองและส่งต่อผู้ป่วย 39 แห่งจากทั้งหมด 181 แห่ง ในจำนวนนี้มีเพียง 31 แห่ง ที่สมัครใจรับยาต้านไวรัสสำรองในคลินิก แต่ตัวเลขยังไม่นิ่งต้องรอให้ครบกำหนดคือ วันที่ 5 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันสุดท้าย แต่ต้องยอมรับว่า มีคลินิกที่สมัครรับยาต้านไวรัสน้อย เพราะคลินิกทั้ง 181 แห่ง ส่วนใหญ่หรือประมาณ 2 ใน 3 เป็นคลินิกรักษาโรคเฉพาะทาง เช่น ผิวหนัง หัวใจ หู คอ จมูก เป็นต้น ส่วนคลินิกตรวจรักษาโรคทั่วไปเป็น 1 ใน 3 ของคลินิกทั้งหมดในเขตกทม. ทั้งนี้ ประชาชนที่เข้าใช้บริการที่คลินิกที่ร่วมโครงการจะได้รับการยกเว้นค่ายาเฉพาะยาต้านไวรัสโอเซลทาเวียร์อย่างเดียวเท่านั้น แต่บริการอื่นๆ คงต้องจ่ายตามปกติ เช่น ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูกหรือยาแก้อักเสบและอื่นๆ เป็นต้น หากคลินิกพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่มีอาการรุนแรงให้ส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลในสังกัด สธ. ในกทม.และปริมณฑล 6 แห่งได้แก่ เลิดสิน สถาบันโรคทรวงอก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ราชวิถี นพรัตนราชธานี และสถาบันบำราศนราดูร ตลอด 24 ชั่วโมง
แพทยสภาหวั่นถูกฟ้องเข้าใจผิด
น.อ.(พิเศษ.) นพ.อิทธิพร คณะเจริญ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า การกระจายยาต้านไวรัสลงคลินิกเอกชนนั้น ไม่กังวลเรื่องการรักษาเพราะแพทย์มีมาตรฐาน และมีแนวทางรักษาไข้หวัดใหญ่ 2009 อยู่แล้ว แต่เป็นห่วงในส่วนประชาชน เพราะมีความรู้ความเข้าใจโรคแตกต่างกัน และมีจำนวนมากที่ยังเข้าใจไม่ถูกต้องว่า หากไปรักษาที่คลินิกแล้วต้องได้รับยาต้านไวรัสทันที ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วหากไม่เป็นกลุ่มเสี่ยง ไม่มีอาการของโรค ก็จะไม่ได้รับยาต้านไวรัส ซึ่งจุดนี้อาจทำให้เกิดปัญหาว่า ทำไมคนนี้ได้ยาคนนั้นไม่ได้ยา ดังนั้น แพทย์ต้องทำความเข้าใจกับผู้ป่วยว่าทำไมจึงจ่ายยาให้ และทำไมไม่จ่ายยาให้ ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับยาแพทย์ต้องอธิบายถึงผลข้างเคียงของยาที่อาจเกิดขึ้นด้วย เพราะภูมิต้านทานแต่ละคนไม่เหมือนกัน หากเกิดปัญหาความไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดเกิดขึ้น อาจเป็นจุดที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยฟ้องร้องแพทย์ได้ ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก
ห่วงจ่ายยาเด็กเล็กเสี่ยงผิดพลาด
นอกจากนี้ ยังเป็นห่วงเรื่องคลินิกจ่ายขาต้านไวรัสให้เด็กเล้ก ต้องผ่านกระบวนการแบ่งยา เพื่อให้ได้ปริมาณยาที่เหมาะสมกับน้ำหนักและอายุ ซึ่งไม่สามารถใช้การหักยา ตัด หรือแบ่งยาเหมือนยาทั่วไปอื่นๆ ได้ ต้องใช้เครื่องทำละลายตัวยาโดยเฉพาะ และผสมน้ำให้เด็กทาน แต่ในคลินิกจะไม่มีเครื่องละลายยา หรือไม่มีความเชี่ยวชาญพอ จึงเสี่ยงเกิดความผิดพลาด และอาจทำให้เด็กได้รับอันตรายได้ ดังนั้น หากมีผู้ป่วยเด็กเล็กควรส่งต่อไปรักษาในโรงพยาบาลเด็กทันที
เตือนอย่าซื้อยาในเว็บไซต์
ในส่วนนพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)กล่าวว่า จากการตรวจสอบเว็บไซต์ที่ขายยาโอเซลทามิเวียร์พบว่าเกือบทั้งหมดเป็นเว็บไซต์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ และมีการขายยาหลายชนิดรวมอยู่กับกลุ่มยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เชื่อว่าประชาชนจะเข้าถึงยาเหล่านี้ได้ยาก และมีแรงจูงใจในการซื้อมาใช้น้อย เพราะประเทศไทยมีช่องทางเข้าถึงยาได้อย่างรวดเร็ว ทั้งโรงพยาบาลขนาดใหญ่และกำลังจะกระจายยาลงไปในระดับคลินิก ต่างจากยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศที่มีความต้องการทางเว็บไซต์มากกว่า เพราะเป็นยาที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่อายจึงหันมาสั่งซื้อผ่านอินเทอร์เน็ตแทน
"การขายยาผ่านเว็บไซต์หากพบจะเข้าข่ายความผิดฐานโฆษณาไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ และหากพบว่าเป็นยาปลอมก็มีโทษอีกเช่นกัน ซึ่งจากการที่สธ.มีนโยบายกระจายยาในระดับคลินิก ทำให้จะมีการตรวจสอบการใช้ยาที่เข้มงวดมากกว่าเดิม โดยคลินิกต่างๆต้องปฏิบัติตามที่สธ.วางเกณฑ์ไว้" เลขาธิการ อย.กล่าว และว่า ถ้าตรวจพบคลินิกแห่งใดลักลอบขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษหนักทั้งการขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต และต้องส่งเรื่องให้แพทยสภาวินิจฉัย เพราะถือว่าเข้าข่ายผิดจริยธรรม
แนะจนท.คลินิก ใส่หน้ากาก
นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ 11 สธ. ให้ความรู้กับคลินิกรักษาพยาบาลที่เข้าร่วมภาคีเครือข่าย เพื่อการรักษาและดูแลผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยให้คลินิกต่างๆ เตรียมหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือไว้รองรับผู้ป่วยที่เข้ามาตรวจรักษา แพทย์และเจ้าหน้าที่ในคลินิกต้องสวมหน้ากากอนามัย เนื่องจากสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย หากพบผู้ป่วยมีอาการรุนแรง ให้ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลทันที โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไอ หอบ เหนื่อย เจ็บหน้าอก ซึมและไข้สูงเกิน 3 วัน
ย้ำสสจ.เคร่งครัดเลือกคลินิก
ทางด้านนายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สธ.กล่าวย้ำว่า คลินิกที่เข้าร่วมโครงการจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ต้องปฎิบัติตามที่คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุขกำหนดขึ้น 8 ข้อ อย่างเคร่งครัดในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้มอบหมายให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และกรุงเทพมหานคร(กทม.) ส่วนต่างจังหวัดมอบให้สสจ.ดำเนินการตรวจสอบความพร้อมของแต่ละคลินิก จังหวัดใดพร้อมสามารถจ่ายยาได้ทันที คาดว่าจะลงมือจ่ายยาโอลเซลทามิเวียร์ ได้สัปดาห์นี้ โดยตนกำชับให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เคร่งครัดกับการตรวจสอบเงื่อนไขคลินิกครั้งนี้
นายกฯยันหวัด09ไม่วิกฤติ
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ว่า รัฐบาลยังติดตามสถานการณ์ระบาดใกล้ชิด ขณะนี้จุดหลักอยู่ที่ระบบกระจายยา ถ้าเป็นไปด้วยความเรียบร้อยลดความเสียหายในเมืองได้ และติดพัฒนาการของเชื้อป้องกันการระบาดระลอก 2 ระลอก 3 และที่สำคัญคือ ผู้ป่วยต้องรับผิดชอบต่อสังคมคือหยุดรักษาตัว ทั้งนี้ ตนไม่สบายใจที่มีคนไปพูดว่าไทยมีปัญหามากที่สุดในโลก ทั้งที่ไม่จริง เพราะระบบการเปรียบเทียบตัวเลข องค์การอนามัยโลก (WHO) เลิกให้รายงานไปแล้ว เพราะหลายประเทศถือว่าเหมือนโรคปกติธรรมดา
"ไข้หวัดบางครั้งทำให้แผนงานของเรากระทบ อย่างด้านการท่องเที่ยว แต่ที่ควบคุมไม่ได้ไม่เป็นไร อย่างที่ว่าเกิดปัญหาไข้หวัดมาจากข้างนอก ไม่เป็นไร แต่พวกเรากันเอง อย่าให้มีเหตุการณ์อะไรที่มาทำให้สะดุดอีก"นายกฯ กล่าว
ศูนย์ฝึกทร.หวั่นระบาดซ้ำ
จากกรณีที่ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มีทหารใหม่ผลัด 1/2552 ล้มป่วยเป็นไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 หลายร้อยนายและเสียชีวิต 1 นายนั้น พล.ร.ท.ศิริชัย ขนิษฐกุล เจ้ากรมยุทธศึกษาทหารเรือประสานน.อ.นพ.วิเชียร นาวินพิพัฒน์ ผู้อำนวยการกองเวชกรรมป้องกัน โรงพยาบาลอาภากรเกียรติวงศ์ ฐานทัพเรือสัตหีบ ให้ความรู้ข้าราชการ ครอบครัวพลทหาร ที่ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือป้องกันตัวเองให้มากที่สุด เพราะเกรงประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เนื่องจากเดือนสิงหาคม ต้องรับบุคคลพลเรือนมาเป็นพลทหารใหม่อีก 4,000 กว่านาย เข้ามาฝึกอบรม ก่อนส่งไปรับราชการในหน่วยขึ้นตรงกองทัพเรือ
ส.วิชาชีพจี้ยกหวัดวาระแห่งชาติ
วันเดียวกัน สมาคมวิชาชีพสาธารณสุขออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลกำหนดให้การควบคุมและป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นวาระแห่งชาติ ดึงทุกภาคส่วนในสังคมเข้าร่วม ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแม้สธ.ตั้งใจปฎิบัติหน้าที่ แต่การปฏิบัติมีปัญหามาก ชี้สาเหตุหลักมาจากการละเลยการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค ซึ่งเป็นต้นเหตุการแพร่ระบาด แต่กลับทุ่มเททรัพยากรไปในเรื่องยาและวัคซีน ซึ่งเป็นปลายเหตุ ไม่ใช่การป้องกันโรคแต่อย่างใด
| |
|
|
|
 |
| |