 |
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง [ วันจันทร์ ที่ 3 เดือน สิงหาคม 2552 ] |
|
| ปอดบวมแทรกซ้อน.....อีกภัยร้ายสุขภาพยุค 2009 |
ความรุนแรงของโรคปอดบวมขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อนั้นๆ ในร่างกายของแต่ละคน ซึ่งมีระดับต่างกัน อีกทั้งชนิดของเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคปอดบวมก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ เพราะเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคปอดบวมมีหลายชนิด หากเป็นเชื้อไวรัสก็อาจพบปัญหาการกลายพันธุ์ ทำให้ยาต้านไวรัสไม่สามารถรักษาได้ รวมทั้งโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสไม่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน และหากเป็นเชื้อแบคทีเรีย ก็จะพบปัญหาการดื้อยา ที่พบบ่อยได้แก่เชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส (นอกจากปอดบวมแล้ว เชื้อนี้ยังก่อให้เกิดกลุ่มโรคไอพีดีอีกด้วย) ซึ่งทำให้ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาไม่ได้ผล แต่โรคปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ ปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันได้แล้ว
ในกรณีเด็กเล็ก ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอดบวมนั้น พ่อแม่ควรเฝ้าระวังและป้องกันอย่างใกล้ชิด ด้วยการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและดูแลสุขภาพของลูกให้แข็งแรง และหากลูกไม่สบายต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกกล่าวอาการเจ็บป่วยได้ด้วยตนเอง และบางครั้งมีโอกาสมีปอดบวมแทรกซ้อนได้ โดยหากเป็นไข้หวัดหรือโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เด็กจะมีเพียงอาการไข้ มีน้ำมูก ไอมีเสมหะ เจ็บคอ แต่ไม่มีอาการหายใจเร็ว แต่หากเป็นโรคปอดบวม เด็กจะมีอาการหายใจเร็ว หอบ หรือหายใจลำบาก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้จากการนับอัตราการหายใจของลูก โดยถือว่ามีอาการหายใจเร็ว (หอบ) เมื่ออัตราการหายใจมากกว่า 60 ครั้งต่อนาทีในเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน มากกว่า 50 ครั้งต่อนาที ในเด็กอายุ 2 เดือน-1 ปี และมากกว่า 40 ครั้งต่อนาทีในเด็กอายุ 15 ปี ซึ่งอาการดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนว่าลูกอาจเป็นปอดบวม ควรรีบพาไปพบแพทย์
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือการป้องกันโรคร้ายต่างๆ มากกว่าที่จะมาคิดวิธีรักษา เพราะเดี๋ยวนี้โรคต่างๆ มีการพัฒนาตัวเองเพื่อให้อยู่รอด จึงทำให้รักษาได้ยากยิ่งขึ้น โดยวิธีเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค เพื่อให้ลูกมีสุขภาพดีและแข็งแรง ได้แก่ การให้ลูกได้รับนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งนมแม่ถือเป็นวัคซีนเข็มแรกของลูก การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ นอนหลับและพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ นอกจากนี้ยังต้องเสริมภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ด้วยการให้ลูกได้รับวัคซีนให้ครบตามกำหนด วัคซีนในปัจจุบันมีทั้งวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับ และวัคซีนทางเลือกอีกหลายชนิด เช่น วัคซีนไอ พี ดี ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัส ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโรคติดเชื้อรุนแรงในเด็ก แต่ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องพิจารณาถึงประโยชน์และความคุ้มค่าด้วย
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า โรคปอดบวม จะพบการแพร่ระบาดมากในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป แต่ หนุ่มๆ สาวๆ วัยทำงานก็อย่าวางใจ หากพักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด ตลอดจนหากมีโรคประจำตัว ร่างกายอ่อนแอ จะทำให้ง่ายต่อการติดเชื้อต่างๆ ฉะนั้นเพื่อสุขอนามัยที่ดีต้อง กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือให้สะอาด รวมทั้งพยายามหาความรู้ใหม่ในการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจของตนเองและลูกน้อยจากแหล่งต่างๆ และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อครอบครัว
ข้อมูลจาก ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ
น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์
| |
|
|
|
 |
| |