Follow us      
  
เด็กที่มีปัญหาทางการได้ยิน วิวัฒนาการแพทย์ช่วยได้แล้ว




 

ลองคิดดูว่า ถ้าลูกเกิดมาแล้วหูหนวก หัวอกคนเป็นแม่จะเป็นอย่างไร แน่นอน คงไม่มีแม่คนไหนอยากให้ลูกเกิดมา แล้วอยู่บนโลกที่ไร้เสียง แต่กว่าจะรู้ว่าเด็กมีการรับรู้ทางเสียงที่ผิดปกติหรือไม่ พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็มักจะรอจนลูกโตพอที่จะส่งเสียง ฟังเสียง หรือหันตามเสียงได้ โดยหารู้ไม่ว่า นั่นสายเกินไป เพราะลูกสูญเสียการได้ยินไปแล้ว

อย่าง ไรก็ดี ปัจจุบัน วิวัฒนาการทางการแพทย์สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเหล่านี้สามารถกลับมาได้ยินได้ อีกครั้ง ด้วยการใส่เครื่องช่วยฟัง ร่วมกับวิธีการผ่าตัด ที่เรียกว่า การผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม (Cochlear Implants) เราจึงเดินทางมาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ เพื่อพูดคุยกับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ‘แพทย์หญิงสุจิตรา ประสานสุข’ ผู้อำนวยการศูนย์การได้ยิน การพูด การทรงตัว และเสียงในหู โรงพยาบาลกรุงเทพ เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณหมอกล่าวเริ่มต้นว่า

“การ ตรวจสมัยก่อน จะตรวจโดยใช้พฤติกรรมของเด็กเป็นหลัก คือ รอจนเด็กโตแล้วสังเกตพฤติกรรมว่าไม่พูด ก็จะพาเด็กมา แล้วลองสั่นกระดิ่ง ปรบมือ ดูว่าเด็กหันไปทางไหน ซึ่งวิธีนี้สายเกินไป เนื่องจากในเด็กแรกเกิด เขาไม่สามารถบอกเราได้ว่าได้ยินหรือรับรู้ปกติหรือไม่ พ่อ แม่ส่วนใหญ่จะรู้ว่าลูกมีความผิดปกติทางการได้ยิน ก็จากการสังเกตพัฒนาการด้านการพูด การส่งเสียงที่ล่าช้ากว่าปกติ อาจรอจนลูกอายุสัก 6 เดือนขึ้นไป แล้วสังเกตว่าเขาไม่หันตามเสียงเรียกของพ่อแม่ หรือยังไม่พูดเมื่อถึงเวลาที่ควรจะพูดได้ ซึ่งกว่าจะรู้ว่าลูกมีปัญหาทางการได้ยิน ก็ใช้เวลานาน 6 - 7 เดือน จึงค่อยพามารักษา ทีนี้ผลการรักษาแทนที่จะทำได้ดีขึ้นและเร็วขึ้นเหมือนเด็กปกติ ก็กลับล่าช้าไป ทำให้เด็กเสียโอกาส และเสียเวลาในการพัฒนาทางด้านการได้ยินภาษาและสังคม

ในเด็กเล็ก โอกาสที่เขาจะหูหนวก หูตึง ไม่ได้ยินเลย หรือได้ยินบ้าง มากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ของเด็ก และของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ ว่าประวัติในครอบครัวมีใครผิดปกติทางการได้ยินหรือไม่ หรือแม้แต่เด็กบางคนมีการคลอดปกติทุกอย่าง แต่ก็มีโอกาสที่จะหูตึงหรือหูหนวกขึ้นมาได้เช่นกัน กลุ่มนี้ก็จะมีประมาณสองในพันคน อาจ มีสาเหตุจากพันธุกรรม หรือการคลอดที่ผิดปกติล่าช้า หรือตั้งครรภ์แล้วไปรับยาบางอย่างหรือมีโรคติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ เช่น หัดเยอรมัน หรือ คุณแม่อาจ จะมีความผิดปกติในทางเลือดกระแสโลหิตก็ได้ รวมทั้งขณะที่คลอด เด็กอาจจะคลอดล่าช้า เกิดมาแล้วน้ำหนักตัวน้อย ตัวเหลือง ทำให้สมองขาดออกซิเจน ต้องเข้าตู้อบ ก็อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งถ้า รวมกลุ่มนี้ด้วย มันก็ไม่ใช่สองในพันแล้วล่ะ อาจจะสักสิบในร้อยเลย หรือ อย่างสมมติ ถ้าแม่เป็นหัดเยอรมัน ช่วงสามเดือนของการตั้งครรภ์ การพัฒนาการของไข่ในครรภ์ของคุณแม่ กว่าจะเป็นหู ตา จมูก แขน ขา อะไรก็แล้วแต่ มันจะอยู่ในช่วงสามเดือนแรกนี้ ทีนี้ถ้าแม่เกิดติดเชื้อ เช่น หัดเยอรมัน โอกาสที่เด็กจะหูหนวก ก็มีเพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 25”

“การตรวจการได้ยินในเด็ก เราจะใช้เครื่องมือพิเศษที่เรียกว่า โอโตอะคูสติกอิมิชั่น (Otoacoustic Emissions) ซึ่ง จะมีลักษณะเป็นท่อเล็กๆ ปล่อยเสียงเข้าหูเด็กและวัดเสียงสะท้อนกลับออกมาว่าปกติหรือไม่ เป็นการตรวจคัดกรองระดับ Cochlear (ส่วนก้นหอย) เท่านั้น ควรตรวจในขณะเด็กหลับ และทำการตรวจในห้องเงียบ ซึ่งเราจะไม่ใช่แค่ส่องกล้องดูว่าเด็กมีแก้วหู มีรูหูหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องความผิดปกติที่มองเห็นได้ แต่เราพูดถึงการได้ยินที่เป็นความผิดปกติที่มองไม่เห็น ถ้าตรวจคัดกรองแล้วไม่ผ่านหรือไม่แน่ใจ ให้ตรวจการได้ยินระดับก้านสมอง ต่อไปคือ การทำ Brainstem Electrical Response Audiometry (BERA) โดย จะทำการตรวจทางกระแสประสาทตอบสนองต่อเสียง โดยเครื่องนี้จะปล่อยเสียงเข้าที่รูหู แล้วทำการวัดการรับรู้ที่ก้านสมอง แยกทั้งซ้ายและขวา เหมือนการตรวจคลื่นสมอง จากนั้นเราค่อยๆ ลดระดับเสียงลงมาเรื่อยๆ ดูว่าเด็กสามารถรับรู้ต่อเสียงได้ค่อยที่สุดเท่าไร ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เราก็จะสามารถบอกได้ว่า เด็กมีการรับรู้ต่อเสียงดีมากน้อยเพียงใดในหูแต่ละข้าง ซึ่งวิธีนี้ไม่มีอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น ในเด็กเล็กไม่ต้องใช้ยานอนหลับ ถ้าเป็นเด็กโตและไม่อยู่นิ่งอาจให้ยานอนหลับ และเด็กก็ไม่ได้รับความเจ็บปวดแต่อย่างใด

ที นี้ถ้าเราพบว่า เด็กมีการได้ยินปกติ ก็ไม่มีอะไร แต่ถ้าเขาไม่สามารถได้ยินเสียงในระดับที่ปกติ เราก็จะดูว่าเขาสามารถได้ยินเสียงในระดับเท่าใด ณ ความถี่ต่างๆ โดยการตรวจ ASSR ระดับก้านสมองเช่นกัน เด็กกลุ่มนี้ก็สามารถใช้ เครื่องช่วยฟัง ซึ่งมีลักษณะคล้ายหูฟังบลูทูธติดไว้ที่หู เพื่อขยายเสียง เขาก็สามารถรับรู้เสียงได้ มีชีวิตปกติเหมือนเด็กทั่วไป สามารถเรียนรู้ วิ่งเล่นกับเพื่อน ทำกิจกรรมต่างๆ ได้ แต่ถ้าทำการตรวจแล้ว เด็กไม่สามารถรับรู้ได้เลย ไม่ว่าระดับเท่าใดก็ตาม ก็ต้องมาดูว่าเขามีปัญหาอะไร ถ้าเขาหูหนวกทั้ง 2 ข้าง ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใส่เครื่องช่วยฟัง และไม่มีความพิการผิดปกติของหูชั้นใน ก็อาจจำเป็นต้องพิจารณาการรักษาด้วย การผ่าตัดฝังประสาทหูเทียม โดยเครื่องที่ฝังเข้าไปจะเป็นขดลวดไฟฟ้าต่อกับเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ทำหน้าที่รับและส่งสัญญาณเสียงแทนอวัยวะรับเสียง โดยเครื่องนี้จะเปลี่ยนสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นประสาทรับเสียงต่อไปยังสมอง ทำให้ผู้ป่วยสามารถได้ยินเสียงเหมือนคนปกติที่ใช้หูเป็นตัวรับเสียง และการผ่าตัดฝังเครื่องประสาทหูเทียมจะทำเพียงแค่ครั้งเดียว แล้วใช้ได้ตลอดชีวิต”

คุณหมอทิ้งท้ายว่า “หมอ ก็อยากฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นสามารถช่วยเหลือเด็กให้มีพัฒนาการที่ดีได้ ตั้งแต่แรกเกิด สมัยก่อนคุณพ่อคุณแม่อาจจะรอให้เด็กโตสักหน่อย แล้วค่อยมาสังเกต ค่อยพามาตรวจ ซึ่งนั่นเป็นการสายเกินไป เด็กก็สูญเสียอะไรไปมากแล้ว ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจการได้ยินของเด็กก็ไม่แพงเลย อยากให้ใส่ใจตรงนี้ และลองตัดสินใจดูค่ะ ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของเด็กและของคุณพ่อคุณแม่เอง”

 



ข่าวสารและบทความดีๆจาก : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

 
pageview  731867    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved