Follow us      
  
ขนม เด็ก โฆษณา ปัญหาสุขภาพ




 

ขนม เด็ก โฆษณา ปัญหาสุขภาพ และพฤติกรรมการเลี้ยงดูล้วนมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ทั้งทางตรงและทางอ้อม

การมอง “เด็ก” คือจุดขายสินค้าของผู้ผลิต นักการตลาด และนักทำโฆษณา ทำให้ “เด็ก” ถูกกระทำอย่างต่อเนื่อง บางรายอ้วนตกเกณฑ์และเป็นเบาหวานชนิดที่ ๒ ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง ๑๐ ขวบ และรอวันตาย... บางรายผอมตกเกณฑ์ ขาดสารอาหารระยะที่ ๒ สภาพน้องๆ เด็กเอธิโอเปีย คือมีร่างกายที่ผอมโซ พุงโร ก้นปอด ซี่โครงบาน เวลาเดินไปไหจะมีแร้งคอยบินตาม ถ้าล้มลงเมื่อไหร่แร้งจะเข้ามาจิกเนื้อกินเมื่อนั้น ซึ่งแร้งไม่รู้หรอกว่าเด็กขาดสารอาหารเนื้อกินไม่อร่อย บางรายอายุน้อยกว่า ๘ ขวบ แต่ใช้จ่ายเงินหมดไปกับค่าขนม (อาหารขยะ) เฉลี่ยวันละ ๑๐๐ บาด ซึ่งยังไม่รวมถึงค่ารักษาพยาบาล และความสูญเสียที่เกิดจากการขาดงานของพ่อแม่ผู้ปกครอง เหล่านี้คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ยุคการค้าเสรี มีแต่โลกาภิวัตน์ทั่วไปหมด


“หมอชาวบ้าน” ตระหนักถึงพัฒนาการของเด็กที่เป็นกำลังของชาติ และต้องการให้ลูกหลานของคนผลิตงานโฆษณา ญาติพี่น้องของนายทุนผลิตขนมเด็ก เติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์ มีพัฒนาการทั้งกาน ใจ และสังคมที่ดี รวมทั้งมีความสุขด้วย “ขนมเด็ก” ฉบับนี้ได้รับความรู้และข้อมูลจาก นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี และรองศาสตราจารย์ ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล ที่ห่วงในเด็กไทยอนาคตของชาติ

ขนมกับสุขภาพเด็ก

ขนมเด็กคืออะไร ด้วยอิทธิพลของสื่อ ขนมเด็กอาจจะเรียกเป็นปัจจัยที่ ๕ หรือ ๖ ของเด็กไปแล้ว ความรู้ที่เท่าไม่ถึงการณ์ของพ่อแม่เองก็นับขนมเป็นอาหารว่างชนิดหนึ่ง มีคำว่าอาหารหลัก ก็มีคำว่าอาหารว่าง อาหารหลัก ก็ต้องตั้งหลักให้ดี อาหารหลักก็คออาหารครบ ๕ หมู่ และ ๓ มื้อ

ขณะนี้อาหารว่างในความหมายของมันก็คือ นอกเหนือจากอาหารหลักครบ ๕ หมู่ ๓ มื้อนี้แล้ว ยังมีอาหารว่างเข้ามาชดเชยในบางจังหวะ เช่น ถ้าเป็นการเจริญเติบโตในเด็กแล้ว เด็กจะมีการใช้พลังงาน เช่น บางครั้งไปวิ่ง บางครั้งไปเล่น มีความจำเป็นที่จะต้องมีอาหารว่างต่างๆ เหล่านี้เข้าไปเสริมชดเชยพลังงานที่สูญเสียไปอย่างรวดเร็ว หลังการออกกำลังกายเพราะอาหารว่างที่ดีที่สุดโดยคำนิยามของมันก็คือ ผลไม้ ผลไม้จึงนับเป็นอาหารว่างที่ดีที่สุด

ในความเป็นจริง อาหารว่างที่เป็นผลไม้ปัจจุบันนี้ถูกละเลยไป กินก็ยาก เคี้ยวก็ยาก หาซื้อก็จะลำบาก เก็บรักษาก็ลำบาก ในขณะที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกประโคมไว้ในรูปของขนมต่างๆ แทน เพราะฉะนั้นขนมก็กลายมาเป็นอาหารว่างชนิดที่หนึ่งในยุคโลกาภิวัตน์

จริงๆ แล้วขนมมีมาแต่ดั้งเดิมในวิถีชีวิตไทยๆ ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมี แต่ขนมที่เรียกว่าวิถีชีวิตไทยๆ มีประโยชน์ต่างกันมาก ขนมวิถีชีวิตไทยๆ เช่น พอถึงเทศกาล ถึงวาระต่างๆ ก็จะมีการทำขนมกันขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง กระยาสารท ข้าวต้มมัด (ข้าวต้มผัด) ฟักทองแกงบวด แกงบวชชี จะมีตัวขนมเป็นลักษณะที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตไทยแบบเดิมๆ

ถ้าดูโฆษณาบางชิ้นจะพบว่าวิถีชีวิตไทยเดิมๆ จะมีการรวมกลุ่มกันระหว่างหมู่บ้าน พอถึงเทศกาลงานบุญวาระต่างๆ ก็จะมีบ้านนั้นบ้านนี้ มารวมตัวกันที่บ้านศูนย์กลางและช่วยกันทำ ความสมัครสมานสามัคคีหรือว่าการสร้างพฤติกรรมอารมณ์ให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะเกิดขึ้นในวิถีชีวิตไทยๆ แบบนี้ และเมื่อสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาก็จะทำไปตามวาระและเทศกาลตรงนี้

เพราะฉะนั้นถ้าว่าไปแล้ว ขนมไม่ใช่เพิ่งจะมีมา แต่มีมานานแล้ว และขนมในวิถีไทยเดิมจะออกมาในรูปของขนมที่มีประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น ข้าวต้มมัด ๑ ชิ้น มีข้าวเหนียว มีกล้วย มีถั่วดำ จริงอยู่อาจจะมีความหวานอยู่ในตัวมันเองบ้าง แต่ทุกอย่างที่ออกมาจะเป็นโมเลกุลเชิงซ้อน

โมเลกุลเชิงซ้อนในลักษณะที่พูดถึงอยู่นี่คือเมื่อร่างกายกินหรือรับเข้าไปแล้วจะต้องผ่านกระบวนการย่อยสลาย คือต้องมีการย่อยสลายแล้วถึงจะนำเอาไปใช้ประโยชน์

ถ้าเป็นน้ำตาลที่อยู่ในตัวกล้วยเองก็จะต้องเข้าไปสู่กระบวนการย่อยสลายที่กระเพาะและลำไส้ แตกตัวออกมาเป็นโมเลกุลเล็กแล้วถึงจะดูดซึมเข้าไป เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้มันจะใช้เวลา ในจะไม่เหมือนกับในสิ่งซึ่งปัจจุบันที่มีการเติมน้ำตาลเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นความมันที่เพิ่มเติมเข้าไปแล้วออกมาในรูปของโมเลกุลเชิงเดี่ยว คือพลังงานที่กินเข้าไปสามารถดูดซึมได้เลย อาจจะไม่จำเป็นต้องย่อยมากมายเท่าใดนัก นั่นคือขนมวิถีชีวิตตรงนั้น

อาหารว่าง ในความหมายที่ดีที่สุดก็คือ ผลไม้สด ถ้าเป็นผลไม้ที่แปรรูปออกมาในลักษณะของการเชื่อมบ้าง ดองบ้าง อย่างนั้นไม่ถือว่าเป็นอาหารว่างที่ดี

เราย้อนกลับมาดูขนมเด็กในปัจจุบันเป็นอย่างไร

มีข้อมูลที่รวบรวมไว้แล้วว่าขนมเด็กๆ แบ่งออกได้ประมาณ ๔-๕ ประเภทใหญ่ๆ

๑. ขนมธรรมดาที่ไม่เคลือบน้ำตาล เช่น ขนมปังแครกเกอร์ มันฝรั่งทอดรสธรรมดา หรืออาจจะเป็นขนมปังแป้งสาลีอบบ้าง หรือกรอบบ้างแต่ไม่ได้เคลือบ

๒. ขนมกรอบเคลือบน้ำตาล และอาจจะบวกด้วยรสชาติต่างๆ เช่น ช็อกโกแลตเคลือบน้ำตาล กลุ่มของที่เป็นคุกกี้ หรืออาจจะเป็นในรูปของเวเฟอร์ต่างๆ เหล่านี้ก็จะจัดอยู่ในกลุ่มนี้

๓. ลูกอมน้ำตาล หรือขนมเหนียวติดฟัน ไม่ว่าจะเป็นหมากฝรั่ง ลูกอมชนิดต่างๆ อาจจะเป็นเยลลีหรืออาจจะเป็นลูกอมช็อกโกแลต

๔. ขนมโปรตีนอบแห้ง จำพวกปลาหมึกอบแห้ง หรืออาจจะเป็นเมล็ดธัญพืช เมล็ดทานตะวัน เมล็ดแตงโม หรือเมล็ดอะไรต่างๆ เหล่านี้

๕. ขนมไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นขนมชั้น ขนมหม้อแกง ข้าวต้มมัด เผือกกวน

ถ้าจะวิเคราะห์ขนมกับเด็กๆ ออกมา ก็จะจัดได้อยู่ประมาณ ๔-๕ ประเภทนี้ และถ้ามองดูรายละเอียดเองจะพบว่าประเภทที่เคลือบน้ำตาล หรือประเภทที่เหนียวติดฟัน เป็นประเภทที่ต้องบอกเลยว่าจะได้รับน้ำตาลค่อนข้างมาก แล้วส่งผลทำให้เป็นโรคภัยต่างๆ มากมาย ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน ก็คือว่า ทอฟฟี่ ๑ เม็ดจะมีน้ำตาลปะมาณ ๑ ช้อนชา ขนมหม้อแกง ๑ ชิ้นจะมีน้ำตาล ๕ ช้อนชา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะมีความหวานของมันอยู่ในตัวของมันเองด้วย ในทั้ง ๕ ประเภทนี้ก็บอกได้เลยว่าขนมที่มีลักษณะเหนียวติดฟัน และขนมที่มีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบเป็นหลักถือว่าเป็นขนมที่เราไม่แนะนำอย่างยิ่งเลย

เด็กควรกินขนมเมื่อไหร่

ก่อนอื่นต้องเข้าใจหลักปฏิบัติอันหนึ่งว่า ขนมไม่ใช่อาหารหลัก

ข้อนี้อยากจะย้ำว่า ขนมไม่ใช่อาหารหลัก ถ้าจะจัดขนมไว้อย่างมากก็จัดขนมเป็นอาหารว่าง แต่ถ้าถามว่าขนมเป็นอาหารว่างที่ดีที่สุดหรือเปล่า คำตอบก็คือไม่ใช่

ผลไม้เป็นอาหารว่างที่ดีที่สุดต่างหากแต่ถ้าจำเป็นจะต้องกินขนมขึ้นมาก็ย้อนกลับไปเลือกที่เป็นรสชาติใกล้เคียงธรรมชาติให้มากที่สุด มีความเหนียวติดฟันน้อยที่สุด หรืออย่างเช่นประโยชน์แบบขนมไทยๆ เพราะเขาอาจจะได้โปรตีนในรูปแบบต่างๆ เช่น ออกมาในรูปของฟักทอง กล้วย หรือ ออกมาในรูปของบัวลอยไข่หวานซึ่งจะมีไข่อีก จะได้โปรตีนในรูปแบบนี้อีกด้วย

ถ้าคุณพ่อคุณแม่เข้าใจว่าขนมไม่ใช่อาหารหลัก จะกินเมื่อไหร่ ก็ต้องย้อนกลับมาดูว่ากินอาหารหลักหรือยัง อาหารครบ ๕ หมู่ ๓ มื้อกินหรือยัง รับได้ไหม

สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมกับทันตแพทยสภาให้คำแนะนำประชาชน แม้แต่บุคลาการทางสาธารณสุข ในประเด็นอาหารว่างดังนี้

อาหารว่างคือ อาหารระหว่างมื้ออื่นๆ ควรเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง ทำจากเนื้อสัตว์หรือถั่ว หลีกเลี่ยงอาหารว่างที่ทำจากแป้งหรือน้ำตาล แต่หากจะกินควรกินหลังมื้ออาหารหลักทันที

ชีวิตความเป็นอยู่ปัจจุบันของเด็กเปลี่ยนไปหมดแล้ว เขากินขนม ถ้าคุณพ่อคุณแม่ตั้งหลักไม่ดี ไม่เข้าใจตรงนี้ ก็จะหลายเป็นชดเชยด้วยขนม ขนมจะกลายเป็นอาหารหลัก แน่นอนตรงนี้ก่อเรื่อง ถ้าเป็นเด็กที่มีพื้นฐานกินอะไรทุกอย่างขวางหน้า คนที่กินขนมพวกนี้เพิ่มเข้ามาด้วยก็จะได้พลังงานสูญเปล่าเข้าไปเก็บสะสมมากเกิน ท้ายที่สุดเด็กกลุ่มนี้จะกลายเป็นโรคอ้วน

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่กินขนมเป็นอาหารหลักโดยที่พ่อแม่อาจไม่มีเวลาหรือความรู้ในการเลี้ยงดูลูก ปล่อยให้ลูกกินอาหารไม่ครบ ๕ หมู่ หรือกินอาหารไม่ครบ ๓ มื้อหลัก ท้ายที่สุดจะหลายเป็นเด็กขาดสารอาหาร สิ่งสำคัญก็คือขาดธาตุเหล็ก เพราะว่าขนมต่างๆ เหล่านี้จะให้เพียงพลังงานสูญเปล่า กล่าวคือได้แต่ลักษณะของพลังงาน แต่ขาดคุณค่าทางโปรตีน ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ จึงเรียกว่า “อาหารขยะ” เพราะไม่ได้กอประโยชน์ต่อร่างกาย อาจจะทำให้ขาดวิตามิน เกลือแร่ และโปรตีน บางประเภทด้วยซ้ำไป กลุ่มนี้ถึงแม้พยายามที่จะกินก็อาจจะเกิดภาวะซีด (เลือดจาง) ได้ด้วยเหมือนกัน น่าตกใจตรงที่พบว่าเด็กไทยในปัจจุบัน ๑ ใน ๓ ได้รับพลังงานจากอาหารขยะเต็มไปหมด

ตรงนี้เป็นสิ่งที่อยากฝากคุณพ่อคูณแม่ไปด้วยควรกินขนมมั้ย คำตอบก็คือถ้าเป็นไปได้ไม่ควรกินเลย แต่พอพูดว่าไม่ควรกินเลยมันเป็นไม่ได้หรอกสำหรับชีวิตเด็กๆ เพราะขนมกับเด็กเหมือนจะเป็นสิ่งที่คู่กัน ดังนั้นจึงแนะนำให้กินขนมให้น้อยที่สุด ขอให้กินหลังมื้ออาหารทันที แล้วต้องกินไม่เกิน ๑ หน่วยบริโภค (๑ ถุง ๑ ซองเล็ก) ต่อวัน ถ้าเมื่อไหร่ที่หยิบถุงที่ ๒ ขึ้นมา นั่นจะต้องคิดไว้เลยว่ากำลังจะก่อโรค อาจจะมีฟันผุตามมา หรืออาจจะเป็นเด็กที่ผอม หรือกลายเป็นเด็กที่อ้วน

เด็กติดขนมมากกว่าติดข้าว เกิดอะไรขึ้นในปัจจุบัน

ตุ่มรับรสที่ลิ้นมีพัฒนาการมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ และตุ่มรับรสที่ดีที่เร็วที่สุดคือ ตุ่มรับรสหวาน ความหวานมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับคำว่าหวานมัน

คุณแม่ตั้งครรภ์ถ้ากินอาหารที่รสหวาน น้ำที่อยู่ห้อมล้อมตัวเด็กขณะที่อยู่ในท้องแม่ก็จะมีรสหวานเพิ่มขึ้น เพราะร้อยละ ๔๐ ของน้ำคร่ำประกอบไปด้วยกลูโคสและฟรักโทส

เด็กที่กินรสชาติค่อนข้างไปทางหวาน มักจะมีความคุ้นเคยต่อรสหวานตั้งแต่ขณะอยู่ในท้องแม่เลย ไม่ใช่หมายถึงว่าติดหวานหรอกแต่คุ้นเคย รู้จักว่ารสชาติประมาณนี้คือรสหวาน พอพลอดออกมา ถ้ามีโอกาสที่จะได้รับรสหวาน ก็จะนึกรสชาติที่คุ้นเคยตั้งแต่อยู่ในท้องได้ทันที

พอพ้น ๖ เดือนขึ้นไป อาหารเสริมทั้งหลายที่ออกมาในรูปแบบพิเศษโดยเฉพาะอาหารกล่อง อาหารสำเร็จรูป มักจะมีการเติมเพิ่มความหวานอยู่แล้วและไม่ถือเป็นความหวานตามธรรมชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเด็กจะคุ้นเคยกับการกินอาหารต่างๆ เหล่านี้แล้วเด็กจะไม่มากินอาหารที่คุณพ่อคุณแม่เตรียมด้วยตนเอง

ถ้าเป็นอาหารประเภทหวานมัน ลูกชอบแม่ก็จะหยิบยื่นสิ่งที่สิ่งที่ลูกชอบตามประสาแม่ที่รักลูกอยู่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าจะทำให้เด็กเริ่มติดตั้งแต่ตรงนั้น แล้วพอเติบโตขึ้นมา ความคุ้นเคยที่มีแรงเสริมบวกกับสังคมที่มองภาพความหวานมันออกมาในรูปของรางวัลที่ล่อใจตลอด ผลที่เกิดขึ้นคือเด็กติดหวานมัน

มีผลสรุปชัดเจนจากการวิจัยของโรงพยาบาลเด็ก เด็กที่ขาดสารอาหารมักจะชอบกินอาหารรสหวาน และเด็กอ้วนมีอัตราการกินอาหารรสหวานร้อยละ ๗๑.๔ แสดงว่าการกินอาหารหวานมัน มีแนวโน้มทำให้ผอมก็ได้ อ้วนก็ได้ อยู่ที่ว่าเด็กคนนั้นมีพื้นฐานอารมณ์กินข้างเก่งหรือไม่เก่ง ถ้าเป็นเด็กที่กินเก่งอยู่แล้วและไปกินขนมถุง น้ำอัดลม โอกาสที่จะอ้วนสูง ถ้าเป็นเด็กที่กินข้างไม่ค่อยเป็น เรียกว่าอุตสาห์หิว แต่ไปกินขนมแทนข้าว ก็ลงเอยด้วยความผอม

มีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันเด็กกินขนมประจำประมาณร้อยละ ๗๐ และอายุที่เริ่มกินขนมครั้งแรกโดยเฉลี่ย ๘.๕ เดือน โดยมีอัตราการกินขนมเพิ่มขึ้นตามอายุของเด็ก

เด็กอายุ ๖-๑๒ เดือน กินขนมประมาณร้อยละ ๔๐

อายุ ๑๓-๒๔ เดือน กินขนมประมาณร้อยละ ๘๓.๘ และอายุ ๒๕-๓๐ เดือน จะกินขนมเกือบจะทุกคน อายุเริ่มซื้อขนมได้โดยเฉลี่คือ ๑๙ เดือน

น่าตกใจว่าเด็กวัยก่อน ๒ ขวบ จะคิดเป็นที่ไหน ว่าอะไรคืออาหารหลัก อะไรคืออาหารว่าง ค่าขนมโดยเฉลี่ยของเครือข่ายรณรงค์เด็กไทยไม่กินหวานและโรงพยาบาลเด็กคือ ๑๖ บาทต่อคนต่อวัน

ขนมเด็ก ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร

พฤติกรรมการกินขนมของเด็กส่งผลต่อสุขภาพต่างๆ ดังนี้

๑. กินขนมมากและกินอาหารหลัก ๓ มื้อมาก จะทำให้เด็กอ้วน ซึ่งจะมีอันตรายตามมาอีกมากมาย ถ้าเป็นเด็กผู้หญิง ก็จะมีประจำเดือนเร็ว มีประจำเดือนมาก่อนวัยอันควร แล้วก็กระดูกจะปิดเร็ว ท้ายที่สุดจะเตี้ย สูงน้อยกว่า ๑๕๐ เซนติเมตร เช่น เด็กหญิง ก ควรจะสูงไปได้ ๑๖๐-๑๗๐ เซนติเมตร แต่เพราะพฤติกรรมที่เขากินขนมหวานมันค่อนข้ามมากมาตั้งเล็กๆ จนเขาอ้วนและเข้าสู่วัยรุ่นเร็ว ก็อาจจะเหลือประมาณ ๑๕๕ ไม่ถึง ๑๖๐ เซนติเมตร คือสูงไม่ได้ตามศักยภาพของเขา

๒. กินขนมมาก แต่กินอาหารหลัก ๓ มื้อน้อย จะทำให้เด็กผอม รวมทั้งอาจขาดวิตามิน เกลือแร่ ทำให้ซีด (เลือดจาง) หรือภาวะขาดสารอาหาร พวกนี้ฮอร์โมนการเจริญเติบโตหลั่งไม่ดี ก็จะเข้าสู่วัยรุ่นช้า และท้ายที่สุดก็จะมีรูปร่างเตี้ยด้วยเหมือนกัน

๓. ถ้ากินขนมหวานแล้ว ไม่รู้จักดูแลฟันก็จะเกิดโรคฟันผุซึ่งส่งผลกระทบแง่ลบต่อสุขภาพตามมา

๔. คนที่กินหวานมัน มักจะไม่ค่อยชอบกินผัก ผลไม้ ซึ่งมีกากใยอาหาร ทำให้เกิดปัญหาท้องผูก ปวดท้อง ถ่ายแข็ง ถ่ายยาก ก้นฉีกเป็นแผล ถ้าติดนิสัยไม่กินผัก ผลไม้ไปจนโต พวกนี้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้มากกว่าคนที่กินผัก ผลไม้เก่งถึง ๒-๓ เท่า

๕. อาจะมีผลทางจิตใจ เราพบเลยว่าเด็กที่กินรสหวาน มัน เค็ม แซ่บ มักจะมีบุคลิกลักษณะนิสัยที่เสียไปด้วย เด็กมักจะมีความก้าวร้าวเป็นองค์ประกอบอยู่ ถ้าเป็นเด็กที่มีการกินอาหาร และฝึกวินัยในการกินที่ดีก็มักจะเป็นเด็กเติบโตอย่างมีอีคิวที่มีคุณภาพ

อันตรายที่เกิดกับเด็กอ้วน มีอะไรบ้าง

โรคอ้วนเป็นจุดตั้งต้นของโรคต่างๆ ต่อไปนี้

๑. ไขมันในเลือดสูง

๒. เบาหวาน

๓. โรคหัวใจ

๔. โรคความดันเลือดสูง

๕. โรคกระดูกเสื่อม

๖. โรคกระดูกข้อผิดปกติ เช่น ขาโก่งงอ

๗. โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น อ้วนมากจนหายใจไม่ออก กลางคืนจะนอนไม่พอ และตอนกลางวันจะมีอาการง่วงเหงาหาวนอน นานๆ เข้าอาจมีอาการชีพจรเต้นเร็วและความดันเลือดสูงตามมา

๘. โรคภูมิแพ้ (สารปรุงแต่งในขนม อาจทำให้เด็กเกิดอาการแพ้ได้)

๙. สภาพจิตใจ เด็กที่อ้วนมีความรู้สึกเป็นปมด้อย ถ้าสังคมมีการประกวดคนอ้วน เด็กต่างๆ ก็จะชดเชยว่าอ้วนแล้วอ้วนเลย อ้วนแล้วสามารถประกวดได้ แต่เบื้องหลังชีวิตของคนอ้วน ไม่มีใครไปสำรวจว่า กลุ่มคนอ้วนนี้อมทุกข์ขนาดไหน และถ้าพ้นจากตำแหน่งแล้วเขาจะลงเอยอย่างไร มีระบบการหายใจเป็นอย่างไร จะมีไขมันในเลือดสูงหรือไม่

ป้องกันไม่ให้เด็กอ้วนทำอย่างร

การป้องกันไม่ให้อ้วนต้องย้ำตั้งแต่เด็กเลย

ตั้งแต่แรกเกิดนมแม่ดีที่สุด แล้วพยายามให้เด็กกินนมแม่ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราว่านมแม่มีความหวานตามธรรมชาติโดยตัวมันเองอยู่แล้วและไม่เคยปรากฏว่ามีเด็กอ้วนจากการกินนมแม่ พอพ้นจากนมแม่ถ้าจำเป็นจะต้องกินนมสูตรต่อเนื่องขอให้ดูฉลากนมแล้วเลือกนมซึ่งมีรสจืดเป็นหลักไม่มีการเติมกลูโคส ซูโครส (น้ำตาลทราย) หรือฟรักโทส (น้ำผลไม้ที่หวานจัด) หรือแม้แต่น้ำผึ้ง ในรูปแบบใดทั้งสิ้น

ถ้าเป็นอาหารสำเร็จรูป ควรดูว่ามีการเติมเพิ่มความหวานมากน้อยแค่ไหน ควรจะหลีกเลี่ยงสูตรพวกนี้ไว้ด้วย และถ้าเป็นอาหารหลักก็ควรจะเป็นอาหารที่เราควรจะพยายามเตรียมเองตามธรรมชาติ

ถ้าเป็นเครื่องดื่มควรเป็นความหวานตามธรรมชาติ เช่น เครื่องดื่มที่เป็นผลไม้สด ไม่มีสารเจทอปนใดๆ ทั้งสิ้น และอาจจะไม่มีน้ำตาลในรูปแบบต่างๆ ที่อาจจะแฝงเติมมาเล็กๆ น้อยๆ ของผู้ผลิตต่างๆ

นมขอให้เป็นนมจืด ในเด็กเล็กและเด็กโตก็ควรเป็นนมจืด

ถ้าเป็นเด็กที่มีแนวโน้มจะอ้วนอยู่แล้วก็ควรจะเป็นนมจืดพร่องมันเนยจะเป็นประโยชน์ที่สุด

ปริมาณที่จะให้กินคือ ประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ ซีซี ต่อคนต่อวัน หมายถึงเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ถ้าเกินนี้ควรจะไปเน้นที่อาหารหลักมากกว่า และอาหารหลักควรจะต้องอุดมไปด้วยโปรตีนและพืชผักที่เป็นกากในอาหารร่วมไปได้ด้วย

เด็กทุกวัย ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีการเพิ่มเติมความหวานรวมทั้งน้ำหวาน และน้ำอัดลม

แก้ไขลดความอ้วนอย่างไรไม่ให้อ้วนอีก

ถ้าเป็นก่อนปฐมวัย (๐-๕ ขวบ) โอกาสที่จะอ้วนแล้วอ้วนเลย จำมีอยู่ประมาณร้อยละ ๒๐-๔๐

ถ้าเป็นกลุ่มที่เข้าสู่ปฐมวัย (๖-๑๒ ขวบ) โอกาสอ้วนแล้วอ้วนเลยไปจนถึงผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ ๔๐-๖๐

ถ้าอ้วนเข้าไปอยู่กลุ่มของวัยรุ่น โอกาสที่จะอ้วนไปจนถึงโตเป็นผู้ใหญ่ร้อยละ ๘๐

กรณีที่อ้วนแล้วควรปฏิบัติตัวดังนี้

๑. หลีกเลี่ยงทอดๆ มันๆ ถ้าเป็นไข่ จะเป็นไข่ต้มได้ก็จะดี แทนที่จะเป็นไข่เจียวหรือไข่ดาว

๒. หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน

๓. กินผัก ผลไม้ตามสัดส่วนที่เหมาะสมแก่วัย

๔. ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน

 



ข่าวสารและบทความดีๆจาก : หมอชาวบ้าน

 
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved