Follow us      
  
พ่อแม่กับเครื่องมือเท่าทันสื่อ




 

บทความดีๆ ชิ้นนี้ถูกส่งมาจากโครงการสื่อสารเพื่อสุขภาพ หนึ่งในโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสสส. เนื้อหาน่าสนใจตรงที่ช่วยกระตุ้นเตือนภัยร้ายที่มากับสื่อ พร้อมทั้งเสนอแง่มุมที่พ่อแม่ควรตระหนักรู้เพื่อเท่าทันสื่อ แนะนำวิธีป้องกันสร้างภูมิชีวิตเพื่อเป็นเครื่องมือคัดกรองเลือกสรรสื่อที่ดีให้กับลูกรักตัวน้อยของเรา... น่าสนใจและเชื่อแน่ว่าเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคุณพ่อคุณแม่ผู้อ่านอย่างแน่นอนค่ะ...

วันนี้มีใครถามลูกคุณมั้ยว่า “ มีเซ็กซ์แล้วหรือยัง ” อย่าเพิ่งรีบตอบเราว่า “ ไม่ ” นะคะ เพราะโลกในยุคปัจจุบัน เราทุกคนและลูกๆ หลานๆ ของเราก็เช่นกัน ล้วนแล้วแต่ถูกกระหน่ำด้วยข่าวสารต่างๆ ทั้งที่ดีและไม่ดีจากรอบทิศทางอย่างไม่ขาดสาย ทั้งกลายคืน กลางวัน ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ตลอดสัปดาห์ ตัวอย่างเช่นเนื้อหาข่าวสารที่ชักชวนลูกของเราให้ลองดื่มเบียร์ ไวน์เหล้า สูบบุหรี่ หรือมีเพศสัมพันธ์ หรือบอกลูกสาวของเราถึง “ วิธีการแต่งตัวให้แย้มบานในหัวใจของชายหนุ่ม ”

• หลากสื่อ จากหลายทิศทาง

ข่าวสารที่พุ่งระดมตรงเข้าหาลูกๆ หลานๆ ของเราทุกวันนี้นั้นมาจากปากกระบอกสื่อหลากหลายประเภท อย่างเช่น โทรทัศน์ ( ทั้งรายการ ละคร กีฬา โฆษณา เกม มิวสิกต่างๆ) วิทยุ อินเทอร์เน็ต นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ซีดีเพลง ภาพยนตร์ หรือ SMS ในมือถือ รวมไปถึงเพื่อนที่โรงเรียน เพื่อนที่เรียนพิเศษ วีเจ และดาราในดวงใจ ฯลฯ

ทุกวันนี้ลูกหลานของเราเติบโตขึ้นมาในวัฒนธรรมสื่อ สื่อที่เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วและแข็งแรงด้วยโฆษณา โฆษณาที่มีเด็กเป็นกลุ่มเป้าหมายนั้นทั้งเจตนาและตั้งใจที่จะวางรากฐานค่านิยม ความคิดและการตัดสินใจต่างๆ ของเด็ก เพื่อให้กลายเป็นกลุ่มลูกค้าที่ภักดี ที่ซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของบริษัทตั้งแต่เล็กจนโต เด็กที่มีอำนาจในการซื้อ มีเงินติดตัว เพื่อซื้อของได้ด้วยตัวเอง เด็กวัยรุ่นที่กำลังวุ่นวายค้นหาอัตลักษณ์ของตัวเองพอๆ กับความต้องการความเป็นอิสระ ล้วนแต่เป็นเด็กในฝันของกลุ่มนักการตลาดนักโฆษณาทั้งนั้น

• สื่อ...อิทธิพลของยุคสมัย

ด้วยการ “ อบ-รม-บ่ม-เพาะ ” จากสื่อดังกล่าวทำให้เด็กๆ ของเราเติบโตมาในแบบที่สื่อสร้าง และแม้ว่าเราต่างรู้อยู่แก่ใจกันแล้วว่า สื่อมีกลเม็ดมากมายในการสร้างและสอนลูกหลานของเรา แต่เราอาจนึกไม่ถึงตามไม่ทันเลยว่า ในวัฒนธรรมสื่อครองโลกแบบนี้ กลยุทธ์ของสื่อไปได้ไกลและแรงขนาดไหน โดยในเฉพาะในประด็นข่าวสารที่เกี่ยวกับสุขภาพ

เรามีตัวอย่างมาจากอเมริกาค่ะ มารีแคลร์ ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2003 โปรยหน้าปกไว้ในทำนองว่า “ ถอด...เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ของคุณ กล้าหรือเปล่าที่จะลอง …” ในขณะที่โฆษณาน้ำหอมยี่ห้อหนึ่ง ภายในเล่มได้ใช้ภาพนู้ดของผู้หญิงที่อยู่ใต้ฝักบัวหรือโฆษณาบุหรี่ที่ใช้บาร์เทนเดอร์หุ่นเซ็กซี่มาเป็นแบบ พร้อมด้วยถ้อยคำโฆษณาว่า “Pleasure to be burn”

ในขณะที่นิตยสารทีนพีเพิล มีโฆษณากางเกงยีนส์ที่เล่นคำกับราคาของน้ำมันว่า “ น้ำมันลดราคา ขอบเอวก็ต้องต่ำลง ” ที่มีคำเตือนตัวเล็กๆ จางๆ จนแทบจะมองไม่เห็นใต้ภาพโฆษณาว่า ให้ลดขอบเอวต่ำลงได้เฉพาะตอนที่อยู่ที่บ้านเท่านั้นนะ และนิตยสารเล่มเดียวกันนี้เองก็ยังมีโฆษณา เกมออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตที่บอกให้เด็กๆ ของเรา “ ลองเป็นคนอื่นดูบ้างสิ ” เกมนี้เป็นเกมที่อนุญาตให้ผู้เล่นสวมบทบาทของใครหรืออะไรก็ได้ที่เราอยากจะเป็น และตัวผู้เล่นเองก็จะไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของคนอื่นๆ ที่เรากำลังเล่นเกมอยู่ด้วยเลย

นี่เป็นตัวอย่างพอหอมปากหอมคอพอให้นึกออกเท่านั้นนะคะ เพราะยังมีสื่ออีกมากมายหลากหลายประเภทที่เรายังไม่ได้พูดถึง และเด็กเล็กๆ ที่พัฒนาการของระบบการรับรู้ ทักษะ และประสบการณ์ต่างๆ ยังคงอยู่ ในขั้นเริ่มต้นนั้น เขาแทบจะแยกไม่ออกเลยว่า ข่าวสารที่สื่อส่งมานั้นเป็นการให้ข้อมูล ให้ข้อเท็จจริง เป็นการโน้มน้าวใจให้ซื้อสินค้าและบริการ หรือว่าเป็นอะไรกันแน่

• ผลกระทบ...ใหญ่หลวงกว่าที่คิด

สื่อส่งผลกระทบต่อสุขภาพลูกหลานของเรา ด้วยการส่งข่าวสารที่เปรียบเสมือนกับลูกกวาดที่เคลือบไว้ด้วยยาพิษ ผลจากการวิเคราะห์เนื้อหาในสื่อพบว่า จุดใหญ่ใจกลางของโฆษณาสินค้าโดยเฉพาะเหล้า เบียร์ หรือไวน์และบุหรี่ มักเน้นไปที่เรื่องของความพึงพอใจแบบชั่วครู่ชั่วยาม และกระตุ้นโดยทางอ้อมให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์ โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นตามมา

เนื้อหาโฆษณาและรายการต่างๆ ในสื่อที่มีโฆษณาแฝงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอีกประเภทหนึ่งก็คือ เรื่องของน้ำหนักตัว เรื่องของเด็กผู้หญิงที่อยากจะผอมแบบบาง เด็กผู้ชายที่อยากจะดูมีกล้ามเนื้อ แนวคิดหลักของโฆษณษสินค้าหรือบริการประเภทนี้จะเป็นเรื่องของความสวยความงามทางกายภาพ และยังพุ่งเป้ามายังเด็กหนุ่มเด็กสาว (แม้แต่เราที่เป็นผู้ใหญ่ก็เหอะ) ว่าสินค้าผลิตภัณฑ์ หรือบริการที่นำเสนอมานี้ เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องซื้อหาได้มา ต้องกิน หรือต้องไปใช้บริการเพื่อให้มีรูปร่างและน้ำหนักตัวในแบบที่ต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกาย ยาลดความอ้วน ร้านเสริมสวย หรือสถาบันเสริมความงามที่มีบริการลดหุ่น รวมไปถึงโรงพยาบาลที่ให้เราสวยด้วยการทำศัลยกรรม

• ทำไมต้องเฝ้าระวัง “ สื่อ ”

อาจต้องเปิดประเด็นกันต่อว่า ทำไมโฆษณาถึงได้กลายเป็นเป้าที่สังคมและพ่อแม่อย่างเราๆ ต้องจ้องจับ เฝ้าระวัง กังวลใจ เป็นห่วง และวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในปัจจุบัน หากเราลองเปลี่ยนมามองในมุมของธุรกิจ เราจะพบว่าในเดือนหนึ่งๆ นั้นมีสินค้าเกิดใหม่ถึงกว่า 200 ชนิด แต่กลับมีสินค้าเพียง 10% เท่านั้นที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคจนเกิดพฤติกรรมการซื้อได้ ดังนั้น โฆษณาจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เจ้าของธุรกิจนำมาใช้เพื่อให้เราเกิดความสนใจในตัวสินค้าหรือบริการเหล่านั้น เกิดทัศนคติที่ดี เกิดการซื้อ และพฤติกรรมการซื้อของเรานั้นเป็นไปอย่างยั่งยืน

หากจะมองผลกระทบของโฆษณาต่อสังคมในทางบวก โฆษณาถือได้ว่าเป็นสถาบันทางสังคมในรูปแบบหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนหรือวัด เพราะโฆษณามีอิทธิพลในการสอนเรื่องค่านิยมต่างๆ และนำพาข่าวสารให้ถึงมือผู้รับ และที่สำคัญโฆษณายังช่วยกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจให้ช่วงโชติโรจน์รุ่งได้อีกด้วย

แต่หากว่าอิทธิพลของโฆษณาในด้านดังกล่าวตกอยู่ในมือของนักธุรกิจที่หวังเพียงผลกำไร และอาศัยนักการตลาดและนักโฆษณาที่ไร้จรรยาบรรณให้สรรค์สร้างโฆษณาที่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคมขึ้นมาแล้วล่ะก็ โฆษณาจะกลายเป็นตัวบงการชั้นดีที่สอดไส้ทัศนคติ ค่านิยม จริยธรรม วิธีการคิดและตัดสินใจ และวิถีชีวิตที่ควรจะเป็น เพื่อสร้างและควบคุมความต้องการให้เราและเด็กของเรา เชื่อว่านี่แหละคือสินค้าหรือบริการที่น่าลอง ที่ต้องซื้อ ต้องมี ต้องใช้ และท้ายที่สุดเราจะซื้อมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพ่อแม่อย่างเราๆ จะเชื้อในอิทธิพลของโฆษณาผ่านสื่อและห่วงกังวล ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็กที่ดูโฆษณาว่า เด็กจะกลายเป็นคนที่อ่อนไหวง่าย และผลก็คือการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการต่างๆ เหล่านั้น โดยเฉพาะการซื้อของกินของใช้ที่ไม่เป็นประโยชน์ แต่ด้วยภาระต่างๆ มากมายในชีวิตของเราได้ใช้เวลากับลูกน้อยลง บางบ้านต้องจำยอมให้สื่อ โดยเฉพาะโทรทัศน์กลายมาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก หรือบางครอบครัวอาจปล่อยให้ลูกหลานของตนเปิดรับสื่อหรือดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ อ่านนิตยสาร อ่านการ์ตูน เล่นเกมออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตแต่เพียงลำพัง โดยมีการควบคุมน้อยมาก และในบางครั้งแม้ว่าพ่อแม่จะดูโทรทัศน์อยู่ด้วยกันกับลูก แต่การพูดคุยระหว่างกันก็น้อยลง

• ถึงเวลาต้อง “ เท่าทันสื่อ ”

ดังนั้น ปัญหาอย่างหนึ่งที่พ่อแม่ “ รู้เท่าทัน ” อย่างเราๆ มักจะพบก็คือ เราไม่สามารถสอนลูกหลานให้รู้เท่าทันสื่ออย่างเราได้ดั่งใจนึก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะกลยุทธ์การตลาดการโฆษณาที่พัฒนาและปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะเรามีเวลาให้ลูกน้อยลง หรืออาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้อยู่กับลูกในช่วงเวลาที่เรากำลังเปิดรับข่าวสารจากสื่อ นขณะที่ผลจากงานวิจัยมากมายต่างก็เสนอแนะว่า พ่อแม่และครูควรแสดงบทบาทในเชิงรุก ในการเป็นสื่อกลางระหว่างประสบการณ์ของเด็กกับสื่อ เพราะประโยชน์ที่ได้นั้นนอกจากจะช่วยให้เด็กเข้าใจในตัวสื่อ และเนื้อหาแล้ว ยังช่วยให้เด็กมีความสามารถในการรับสารที่ดีหรือปฏิเสธสารที่ไม่เหมาะสมออกไปได้ นอกเหนือจากนั้นแล้วยังช่วยพัฒนาระดับการรู้เท่าทันสื่อของเด็กให้เพิ่มสูงขึ้นได้อีกด้วย

แล้วจะทำยังไงกันดี ??? มาเป็นพ่อแม่เฝ้าระวังสื่อแบบเชิงรุก ( รวมทั้งปู่ย่าตายายลุงป้าน้าอา) กันมั้ยคะ เราจะไม่อยู่เฉยๆ ปล่อยให้ลูกเราเปิดรับสื่อโดยลำพังอีกต่อไปแล้ว แต่เราจะช่วยกันเสริมสร้างทักษะ ในการรับข่าวสารที่มาจากสื่อ มาจากโฆษณาต่างๆ อย่างเช่น

เวลาที่ดูโทรทัศน์หรือขณะที่ลูกอ่านนิตยสาร เราอาจจะชักชวนลูกของเราพูดคุย วิพากษ์วิจารณ์ข่าวสารที่ได้รับจากสื่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องไม่ลืมว่า เราจะไม่ใช้วิธีการควบคุม บงการ สั่งสอน หรืออยากให้เด็กๆ ได้อย่างใจเราแบบทันทีนะคะ เด็กๆ อาจจะต่อต้านได้

ส่งท้ายอีกนิดนะคะว่า การจะรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาพที่ดีไม่ได้อยู่เพียงแค่การจับตามองว่า โฆษณาเป็นผู้ร้าย หรือการเฝ้าระวังและจับผิดสื่อที่ไม่ดีเท่านั้นนะคะ แต่การรู้เท่าทันสื่อเพื่อสุขภาพยังรวมไปถึงการที่เราช่วยให้เด็กๆ ของเราสามารถจดจำสื่อที่ดี รวมถึงข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์และที่รับผิดชอบต่อสังคมที่ถูกส่งผ่านสื่อมาได้อีกด้วยค่ะ

 



ข่าวสารและบทความดีๆจาก : นิษฐา หรุ่นเกษม ( นิตยสารดวงใจพ่อแม่ )

 
pageview  701698    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved