Follow us      
  
ความรุนแรงในหนัง มีผลต่อสุขภาพจิต

คุณคงเคยได้ชมภาพยนตร์กันมาบ้างแล้วใช่ไหมละครับ หลายคนคงตอบว่า..ใช่.. แล้ว เคยไหมกับการนั่งชมภาพยนตร์ที่มีภาพความรุนแรงอยู่ในนั้นด้วย หลายคนคงตอบว่า..ใช่.. เพราะว่าในภาพยนตร์ที่คุณชมอยู่แทบทุกเรื่อง มักจะมีฉากที่มีการแสดงออกถึงอากัปกิริยา ที่เรียกว่า "รุนแรง" อยู่ด้วย นั่นส่งผลทำให้ต้องมีการจัด Rating ภาพยนตร์ ซึ่งภาพยนตร์แต่ละแนว แต่ละประเภท ก็จะมีการจัด Rate (ขออนุญาตใช้คำนี้ครับ) ที่แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ปัญหาการลอกเลียนแบบพฤติกรรมจากภาพยนตร์ ที่รับชมไป

ก่อนอื่นขอยกเอาคำพูดที่ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกรมสุขภาพจิต ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับภาพยนตร์ไทยที่เป็นแบบอย่างที่ดี ดังนี้ "หนังที่ได้ชม ได้ผ่านหูผ่านตาของคุณไป จะเป็นตัวสะท้อนความเป็นไปในสังคม ลองย้อนกลับไปดูว่า ช็อตนี้สอนอะไรบ้าง อย่างเรื่อง Season Change ก็จะเป็น เรื่องราวที่แสดงออกถึงความรักความอบอุ่นในครอบครัวที่ดี เป็นเรื่องพ่อกับลูกที่มีทัศนคติไม่ตรงกัน พอได้ปรับทัศนคติกันก็จะเข้าใจกัน ถ้าให้พ่อกับลูก ที่เป็นแบบในหนังมาดูด้วยกันก็จะกลับมาคุยกัน สามารถสลายปัญหาได้ทันที ส่วนหนังเรื่อง BREAK-UP ก็เป็นปัญหาของการหย่าร้าง สามารถแก้ไขได้ เป็นภาพสะท้อนความเป็นจริงที่จะไม่ให้คนที่มีคู่หย่าร้างกัน เป็นภูมิคุ้มกันได้ ส่วนเรื่องโคตรรักเอ็งเลย เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล เป็นการแสดงออกถึงการสูญเสียคนรักที่วันหนึ่งจะรู้สึกเสียใจเมื่อต้องสูญเสียบางสิ่งที่มีค่าในชีวิตไป"

จากความสำคัญของสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ข้างต้น กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ราชวิทยาลัยจิตแพทย์ และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย จึงได้ร่วมมือกันจัดงานเสวนาขึ้น ในหัวข้อ "เลือด...ปืน และความตาย ความรุนแรงในภาพยนตร์ มีผลต่อ (จิตใจ) คุณจริงหรือ? โดย มี รศ. ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ. นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง เข้าร่วมการ เสวนาในครั้งนี้

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกรม สุขภาพจิต กล่าวถึงที่มาของการ จัดงานเสวนาในครั้งนี้ว่า "วัตถุประสงค์ ของการจัดงานก็เพื่อให้ประชาชน ผู้ชมภาพยนตร์ได้ตระหนักถึงปัญหาความรุนแรง ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันได้ปรากฏอยู่ในสื่อทุกประเภท ให้มีความเข้าใจเพื่อ ที่จะป้องกันและเล็งเห็นถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว อันเป็นสถาบันแรกของคนที่มีความผูกพันที่สุด ส่วนตัวเลขของการป่วยเป็น โรคที่เกิดจากปัญหาความรุนแรงนั้น มีเพียง 1 ใน 5 ของประชากร แต่ก็ต้องถือว่ามากพอแล้ว ดังนั้น จึงต้องมีความร่วมมือจากทุกด้านในการหาแนวทางการจัดการ"

"ส่วนที่เน้นที่สื่อภาพยนตร์ เป็นเพราะว่าสื่อภาพยนตร์เป็นสื่อที่มีความนิยม เป็นสื่อที่สามารถแสดงอารมณ์ สามารถดึงอารมณ์ร่วมเข้า ไปฝังในจิตใจของคนได้ง่ายและเร็ว นอกจากนี้การนำภาพยนตร์ที่เข้าฉายตามโรงภาพยนตร์มาผลิตเป็นสื่ออย่างแผ่นซีดี สามารถดูซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือเก็บไว้ดูได้หลาย ๆ รอบ ซึ่งจะแตกต่างจากสื่อโทรทัศน์ จึงได้นำเอาประเด็นตรงนี้มาเสวนากัน ทั้งนี้ ก็ได้รับความร่วมมือจาก ราชวิทยาลัยจิตแพทย์ กรมสุขภาพจิต และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการร่วมทำ การศึกษา"

ผศ. นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า "มองว่าผู้ชมภาพยนตร์ที่มีฉากก้าวร้าวหรือมี ความรุนแรงมาก ๆ อาจจะนำไปสู่การเกิดพฤติกรรมการลอกเลียนแบบได้ เมื่อก่อนภาพยนตร์จะมีฉาก ที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวร้าวน้อยกว่าสมัยนี้ อย่างเรื่อง SAW และ Friday Thirteen นั้น เป็นภาพยนตร์ที่มีความก้าวร้าวสูงมากเกินไป จะมีฉากที่แสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยม การลงมือฆาตกรรมที่มี ความแปลกใหม่ พิสดาร ทั้งยังมีฉากที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่ชัดเจนมากเกินไป ทำให้ผู้ชมใน บางกลุ่ม เช่น เด็ก เยาวชน เกินที่จะรับชมได้

ในความเป็นจริง ภาพและฉากต่าง ๆ ในภาพยนตร์ที่จำเป็นต้องมีการแสดงให้เห็นถึงความรุนแรง อาจจะไม่จำเป็นต้องมีภาพที่รุนแรงอยู่ในนั้นก็ได้ ตัวอย่างพวกฉากงัดฟันที่ต้องแสดงภาพให้ เห็นว่างัดจริง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ อาจจะแสดงภาพในอีกมุมหนึ่งเพื่อให้เกิดความหวาดเสียวก็พอ ส่วนการปลุกเร้า เพียงแค่ครั้งแรกก็อาจจะทำให้เกิดปัญหา และความพยายามในการสรรหาสิ่งปลุกเร้าขึ้นได้ และเมื่อสรรหาสิ่งปลุกเร้ามากขึ้น ก็จะกลายเป็นเรื่องปรกติธรรมดาไป ผลที่ตามมาก็คือ การแสดงออกทางพฤติกรรมที่บ่งบอกได้ว่ามาจากอะไร เป็นการเลียนแบบพฤติกรรมในสิ่งที่ได้ปลุกเร้ามา สิ่งสำคัญในภาพยนตร์ทุกเรื่องก็คือ มีตัวละคร ที่แสดงออกถึงความก้าวร้าวหรือไม่ ถ้ามี ผู้สร้าง มีเจตนาอย่างไรในการนำเสนอ อันนี้ถือเป็นเรื่อง ที่สำคัญมาก"

"กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงมากที่สุด อย่างเด็ก วัยรุ่น และเยาวชน ที่ยังไม่มีวิจารณญาณในการชม อาจจะกลายเป็นผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเจ็บป่วยทางสังคมได้ โดยที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต่อสิ่งที่กำลังชมอยู่ ทั้งยังจะกลายเป็นปัญหาทางสังคมอันเกิดจาก การเลียนแบบได้อีกด้วย มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความก้าวร้าวในสื่อภาพยนตร์และโทรทัศน์ โดยศึกษาจากเด็กที่มีอายุไม่เกิน 5 ขวบ ที่มีต่อการบริโภคสื่อ ว่าพฤติกรรมที่เด็กได้รับมา อาจจะถูกนำมาแสดงออกได้มากขึ้น โดยถ้าเด็กเป็นผู้ชาย ก็จะ ไม่พอใจจนเกิดการทำร้ายร่างกายได้"

"นอกจากนี้ตัวของสื่อเองก็จะทำให้เกิดปัญหาจากความก้าวร้าวที่ถูกแสดงออกมาได้ เช่น เด็กเห็นซูเปอร์แมนเหาะได้ ก็คิดว่าน่าจะเหาะได้ การเอาค้อนทุบหัวในการ์ตูนแล้วไม่เจ็บ ก็เลยเอามาทุบบ้าง ตรงนี้เด็กอาจจะแยกแยะไม่ออก การทำร้ายร่างกาย การงัดฟันด้วยค้อน การใช้ซีดีมาหัก เพื่อทำเป็นอาวุธ ก็จะทำให้คนที่ชมภาพความรุนแรง คิดวิธีการที่จะฆ่าคนในรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้น

ส่วนการจัด Rate ภาพยนตร์ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ผู้ชมจะต้องวิเคราะห์ก่อนที่จะเข้าไปชมว่าจะได้อะไรกลับไปบ้าง สิ่งใดไม่ควรลอกเลียนแบบ เพราะในภาพยนตร์จะมีฉากความรุนแรง ซึ่งสามารถกระตุ้นความรู้สึกได้ง่าย เหมือนกับการนั่งรถไฟเหาะตีลังกา ถ้าเราต้องการสิ่งเร้าแล้ว ครั้งต่อไปก็จะต้องการสิ่งเร้ามากขึ้น เป็นสิ่งที่วนเวียนกันอยู่"

คุณปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับภาพยนตร์ กล่าวว่า "ภาพยนตร์บางเรื่องที่จะต้องมีฉากความรุนแรง ผู้สร้างก็ควรจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้วยว่าสมควรหรือไม่ มากน้อยแค่ไหนที่จะมีฉากเหล่านั้น แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าภาพยนตร์ยังต้อง มีความจำเป็นที่จะมีฉากความรุนแรงอยู่ การชมภาพยนตร์สักเรื่อง ผู้ชมจะเป็นผู้เลือกเอง ซึ่งถ้าสามารถเลือกชมได้ก็น่าจะหมายความว่ามีวิจารณญาณในการรับชมแล้ว ส่วนเรื่อง SAW ก็ไม่รู้ว่าเขาคิดวิธีต่าง ๆ ในการฆ่าคนออกมาได้อย่างไร ก็แปลกมาก ส่วนตัวแล้วชอบไอเดียของผู้สร้างเรื่องนี้ ซึ่งถ้าจะทำภาพยนตร์แนวนี้ออกมาก็จะทำให้มีวิธีการ มากกว่านี้ ทำให้น่าตื่นเต้นมากกว่านี้ แต่ทั้งนี้ก็ ขึ้นอยู่กับว่าต้องการที่จะสื่ออะไรออกไปด้วย ถ้า ทำออกไปแล้ว ฟีดแบ็กกลับมาไม่ดี มีข้อวิจารณ์มาก ก็จะต้องนำมาพิจารณาว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น"

"มีความเชื่อว่า คนที่ดูภาพยนตร์ส่วนใหญ่จะชอบภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาตื่นเต้น ก็อาจจะทำให้มีฉากที่มีความรุนแรงออกมาให้เห็นบ้าง ไม่ใช่แค่ภาพหรือฉากในภาพยนตร์เท่านั้นที่แสดงออกถึงความรุนแรง การใช้คำพูดก็รุนแรงได้เช่นกัน อย่างการ ใช้คำหยาบ ก็มักจะพบได้ในหนังตลก ก็เคยไปถามตลกว่า การใช้คำหยาบนี่ทำให้คนดูมีปฏิกิริยายังไง ก็ได้คำตอบกลับมาว่า ทุกครั้งที่เล่นตลกแล้วมีการ ใช้คำหยาบด้วย คนดูก็จะชอบ มันเลยกลายเป็นเรื่องธรรมดา

ส่วนการจัด Rate ภาพยนตร์นั้น ก็เห็นว่ายังควรที่จะต้องให้มีอยู่ เพราะการทำตรงนี้จะเป็นเหมือนการแบ่งระดับการรับชมของผู้ที่จะชม เป็นความเหมาะสมตามอายุ กรณีหนึ่งคือ ภาพยนตร์ ที่มี Rate อายุต่ำกว่า 15 ปี บางเรื่องประเทศไทย จะไม่ได้ดู นั่นก็แปลว่ายังคงมีหนังบางเรื่องใน Rate X หรือ Rate R ที่คนไทยก็ยังห้ามดูอยู่ เร็ว ๆ นี้ก็จะ มีการจัด Rate ภาพยนตร์อีกครั้ง ซึ่งก็น่าจะเพิ่ม Rate ผู้ชมที่อายุต่ำกว่า 25 ปีเข้าไปด้วย"

รศ. ดร.ปาริชาติ สถาปิตานนท์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า "ต้องยอมรับในความจริงว่า ความก้าวร้าวเป็น ส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ครั้งหนึ่งเคยชมภาพยนตร์ ที่เกี่ยวกับคนใช้ที่พอพ่อไม่พอใจก็ตบหัวคนใช้ ทีนี้พอเด็กได้ดูอยู่ด้วยแล้ว ก็เลยตบหัวคนใช้เป็น การเลียนแบบ จึงต้องมีการสอน พูดคุยว่าสิ่งที่ทำ ในหนังกับชีวิตไม่เหมือนกัน เราก็จะต้องสอนให้เขารู้ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาถ้าหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ต้องมีการสอนในเรื่องจริยธรรมแทรกอยู่ทุกครั้ง

โดยธรรมชาติของคน เราจะพยายามหาว่า ใครเป็นฮีโร่ในดวงใจของเรา ถ้ามีก็ถามว่าอยากเป็นแบบเขาไหม เรามุ่งที่จะเลียนแบบ พร้อมเลียนแบบทั้งการพูดจา การแต่งตัวเหมือนเขาไหม แต่ทั้งนี้ ก็ต้องดูด้วยว่าอยากเลียนแบบคนดีหรือคนไม่ดี สื่อเข้ามาจะทำหน้าที่เหมือนเป็นอุปกรณ์ในการ นำภาพเสนออกมา ซึ่งถ้าภาพไปโดนใจก็มีแนวโน้ม ที่จะเลียนแบบ คำตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ ยังไม่เพียงพอ แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย"

"การทำหนังจะต้องมีการทำวิจัย พูดคุยกันก่อนว่าถ้าทำหนังนี้ออกมาแล้วจะเป็นเช่นไร หนังดี ๆ จะเกิดขึ้นได้ต้องขึ้นอยู่กับผู้บริโภค ด้วย สิ่งที่เดือดร้อนกลับไปคือ การโพสต์ในเน็ตว่าหนังไม่ดี จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีกลุ่ม ที่ช่วยสอนเด็กให้รู้จักหนัง ยอดของการฆ่าตัวตายจะลดลง จำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีตัวอย่างของการฆ่าตัวตายด้วยการอ่านข่าวฆ่าตัวตายบนหน้าหนังสือพิมพ์ของเด็ก เด็กคนนั้นเมื่อได้อ่านข่าวแล้วก็รู้สึกว่าเวทนา ไม่อยากฆ่าตัวตายเหมือนคนที่อยู่ในข่าว จึงได้รอดชีวิตมาได้ ถ้าเด็กคิดได้จะเป็นผลดีต่อตัวเขาเอง ทั้งนี้พ่อแม่ ครอบครัว เป็นส่วนสำคัญในการลดพฤติกรรมเลียนแบบที่ไม่ดีของลูกได้"

 



ข่าวสารและบทความดีๆจาก : www.medicthai.com

 
pageview  702921    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved