Follow us      
  
รับมือกับ…ความเจ็บปวดและการป่วยเรื้อรัง




 


ในขณะที่วิทยาการทางการแพทย์ได้เจริญก้าวหน้ามากขึ้น ปัญหาเรื่องโรคระบาด หรือโรคติดเชื้อ เช่น โรคบิด วัณโรคปอด มาลาเรีย ฯลฯ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป ปัญหาสำคัญทางด้านสุขภาพในปัจจุบันเป็นปัญหาของโรคเรื้อรังซึ่งไม่อาจรักษาให้หายขาดหรือกลับคืนสู่สภาพเดิมได้


โรคเรื้อรังหรือความเจ็บปวด ทางด้านร่างกาย เป็นความทุกข์ทรมานอย่างหนึ่งเช่นเดียวกันกับความทุกข์ทางด้านจิตใจ การที่จะบรรเทาความทุกข์นี้ในขั้นแรกจะต้องยอมรับต่อความเป็นจริง ซึ่งมิได้หมายความว่าไม่ต้องรักษาหรือไม่ต้องหาทางแก้ไขปัญหาอีกต่อไป การยอมรับความจริงหมายถึงการเลิกที่จะเสียเวลาไปกับความคาดหวังว่าจะหายขาด หรือกลับไปเหมือนแต่ก่อน โทษโชคชะตาที่คอยซ้ำเติมเราอยู่ตลอด หรือคิดอยู่แต่ว่าถ้าเพียงแต่เราไม่เป็นเช่นนี้เราคงจะ…. การจมอยู่กับสิ่งเหล่านี้ทำให้เราตัดขาดตนเองออกจากโลกภายนอกไปทุกขณะ

ความเจ็บป่วยนั้นได้จัด เงื่อนไขและโอกาสของชีวิตขึ้นใหม่ เราสามารถที่จะจัดชีวิตใหม่ให้อยู่อย่างมีความสุขได้ โดยการใช้ชีวิตอยู่กับสภาพเป็นจริงในแต่ละขณะ ตอบสนองในด้านบวกต่อทางเลือกที่มี เลิกหมกมุ่นอยู่กับตนเองหันมาใส่ใจอยู่กับสิ่งที่ควรจะทำ บางคนคอยคิดอยู่ตลอดต่อสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับตนเอง จมอยู่กับความโศกเศร้าความท้อแท้ มองเห็นแต่ความทุกข์ของตนเอง เขาเหล่านี้จะรู้สึกเจ็บปวดหรือทุกข์มากกว่าคนอื่นที่เป็นโรคเดียวกัน แต่ใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์

ถ้าความเจ็บปวดจะมีข้อดี อยู่บ้าง ก็คงได้แก่การที่มันทำให้เราตระหนักถึงสิ่งที่เกิด ขึ้นในปัจจุบัน ทำให้เราต้องมาหาว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น ทำไมเราถึงปวดหลังอยู่บ่อย ๆ ตอนนี้ทำไมเราถึงปวดท้อง เรามักใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ ถ้าทุกอย่างสุขสบาย ความเจ็บปวดทำให้เราต้องชะงักลง และหากความเจ็บปวดนี้มีอยู่ยาวนาน จะทำให้เราต้องปรับชีวิตใหม่ ทำให้เราเริ่มคิดถึงความหมายของชีวิตซึ่งไม่เคยสนใจมาก่อน

ในการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์นั้น ทุก ๆ สถานการณ์ ทุก ๆ ขณะ ล้วนแต่ให้โอกาสแก่เราที่จะพัฒนาตนเอง สภาพเป็นจริงในแต่ละขณะเปรียบเสมือนคลื่นที่เข้ากระแทกฝั่งขณะเราเล่นโต้ คลื่น ถ้าเรายืนอยู่เฉย ถ้าเรากะจังหวะหรือตำแหน่งกระโจนโต้คลื่นไม่ดี หรือพยายามหนีเรา ก็จะถูกฝูงคลื่นกระแทกซัด การโต้คลื่นที่ดีจะต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดต่อคลื่นลูกถัดไป ไม่ว่าจะกลัวหรือไม่ ไม่ว่าจะเหนื่อยหรือไม่ ไม่ว่าจะเจ็บปวดบ้างหรือไม่ เราก็ยังสู้อยู่ต่อไป ในที่สุดแม้คลื่นลูกใหญ่ก็ไม่ทำให้เราหวั่นเกรง เพราะการรับรู้ของเราไวมากขึ้น ความชำนาญมีเพิ่มขึ้นจนพร้อมที่จะรับแม้คลื่นของความตาย

ผู้ที่เสียชีวิตมิได้จากไปอย่างทุกข์ทรมานไปทุกคน มีไม่น้อยที่จากไปอย่างสงบสุข เขาเรียนรู้ที่เผชิญหน้ากับความจริงอย่างที่มันเป็น มีบ่อยครั้งที่กลับกลายเป็นเขาที่ต้องคอยปลอบญาติใกล้ชิด เขาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีคุณค่า คลื่นแห่งความตายมิได้ทำให้เขาหวาดกลัว มันก็เป็นเหมือนคลื่นลูกอื่น ๆ ที่ได้ผ่านมาในชีวิต เช่น การตกงาน การหย่าร้าง ถึงแม้สถานการณ์จะต่างกัน แต่วิธีการที่ ที่ใช้ในการโต้คลื่นนั้นเป็นเช่นเดียวกัน

การแพทย์ในปัจจุบันเจริญมาก ขึ้นการบริการทั่วถึงกว่าแต่ก่อน ชีวิตในระยะสุดท้ายตกอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์มากขึ้น ซึ่งในช่วงหลังได้มีการเน้นถึงการให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ในระยะสุดท้ายอย่าง มีคุณภาพ แต่ไม่ว่าแพทย์หรือทางโรงพยาบาลจะทำอย่างไรก็ตาม เราก็ยังหลีกไม่พ้นความทุกข์ หากไม่พร้อมที่จะยอมรับต่อความตาย การกระทำของเราในปัจจุบันนี้ พรุ่งนี้ และต่อ ๆ ไป จะเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ในระยะสุดท้ายที่เราทุกคนจะต้องพบ

เราทุกคนล้วนกลัวต่อความตาย ไม่สบายใจที่จะพูดถึง หรือพบเห็นปรากฏการณ์นี้ สัญชาติญาณแห่งการอยู่รอดเป็นสิ่งที่มีติดตัวมนุษย์เรา ลองกลั้นหายใจดูชั่วขณะ สังเกตถึงความรู้สึกอึดอัด ความต้องการที่จะหายใจของเรา ร่างกายเราพยายามที่จะต่อสู้กับความตายอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าเราจะตั้งใจหรือ ไม่ก็ตาม

ความกลัวต่อความตายที่ฝัง ลึกในจิตใจของคนเรานี้ มีลักษณะเช่นเดียวกันกับความกลัวต่อการล้มเหลวหรือการสูญเสียไม่ว่าในรูปแบบใด ๆ ด้านตรงข้ามของความกลัวนี้คือความต้องการการประสบความสำเร็จ หรืออีกนัยหนึ่งคือการเพิ่มศักยภาพของตนเอง หากปราศจากความเกรงกลัวต่อความตาย ปราศจากสัญชาติญาณแห่งการอยู่รอด เราคงไม่มีความปรารถนาที่จะอยู่อย่างใช้ชีวิตให้เต็มความสามารถที่มีอยู่ ในแง่ของการใช้ชีวิตนี้ คนเรามีความต้องการที่เปลี่ยนระดับสูงขึ้น ตั้งแต่การพยายามให้ชีวิตอยู่รอด ไปจนถึงการใช้ชีวิตอยู่อย่างเต็มศักยภาพเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็น “ตัณหาต่อชีวิต”

ผลตามมาจากการต้องการพัฒนา ตนเองคืออะไร เมื่อความต้องการที่จะประสบความสำเร็จของเราพบกับอุปสรรคจากสภาวะเงื่อนไข บางอย่าง (รวมทั้งจากเราเอง) เรามักจะหงุด-หงิด ท้อแท้ และรู้สึกว่าตัวเองแย่ แต่หากมัวใส่ใจอยู่กับความรู้สึกในตนเอง หมกมุ่นกับตนเอง เราก็จะประสบความสำเร็จน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้ยิ่งผิดหวัง ยิ่งคิดแต่เรื่องของตนเองมากขึ้น ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว จุดมุ่งหมายของการอยู่อย่างสร้างสรรค์คือ ยอมรับต่อความต้องการของเราที่จะพัฒนาตนเองมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยอมรับต่อสิ่งเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับเรา ว่าอะไรที่เราทำได้บ้าง อะไรที่เราทำไม่ได้ ทำในสิ่งที่เราทำได้ให้ดีที่สุด รวมถึงการกระทำที่อาจช่วยแก้ไขสภาพเป็นจริงที่เป็นอุปสรรคให้ดีขึ้น

บทความโดย นพ.มาโนช หล่อตระกูล

 



ข่าวสารและบทความดีๆจาก : http://thaipsychiatry.wordpress.com/

 
pageview  718302    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved