Follow us      
  
กฎหมายสุขภาพจิตเพื่อสังคม

เพื่อนรักษ์สุขภาพจิตฉบับนี้ต้องออกล่าช้าไปหน่อย สุขภาพจิตของผู้เขียนเองก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศตลอดช่วง สองเดือนนับแต่มีการชุมนุมทางการเมืองเช่นเดียวกับประชาชนไทยคนอื่นๆ คงต้องให้เวลาระยะหนึ่งเพื่อที่จะทำใจยอมรับว่าเหตุการณ์การวางเพลิงศูนย์การค้าหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร การวางเพลิงสถานที่ราชการหลายๆ จังหวัดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ได้เกิดขึ้นจริงๆ ในมาตุภูมิที่แสนรักของเรา

กลางดึกของวันที่ 6 มิถุนายน 2553 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐมซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติภาวะฉุกเฉิน หลายๆ คนคงอดที่จะเชื่อมโยงไปกับเหตุการณ์ทางการเมืองไม่ได้ ต่อเมื่อพบว่าผู้ที่วางเพลิงนั้นเป็นนักเรียนของโรงเรียนแห่งนั้นเอง จึงกลายเป็นประเด็นที่สื่อสารมวลชนให้ความสนใจ “ตีประเด็นข่าวและเจาะข่าว” กันไปต่างๆ นานา หลายๆ หน่วยงานก็ยื่นมือเข้ามา “ช่วยเหลือ” กันอย่างออกหน้าออกตา ข้อมูลส่วนบุคคลและครอบครัวของเด็กได้รับการปกปิดแบบ “กระพร่องกระแพร่ง กะรุ่งกะริ่ง” นักข่าวสามารถโทรศัพท์เพื่อขอสัมภาษณ์ผู้ปกครองของเด็กได้ ดูเหมือนว่าไฟที่ไหม้อาคารได้ดับมอดไปแล้ว แต่ไฟข่าวกลับมีความพยายามที่โหมให้ลุกลามต่อไป

ในอารัมภบทของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กได้ระบุไว้ว่า “สหประชาชาติได้ประกาศในปฏิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชนว่าเด็กมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลและการช่วยเหลือเป็นพิเศษ” เนื้อหาของอนุสัญญาฯ ในส่วนที่ 1 ข้อ 3 นั้น ได้ระบุว่า “ในการกระทำทั้งปวงที่เกี่ยวกับเด็ก ไม่ว่าจะกระทำโดยสถาบันสังคมสงเคราะห์ของรัฐหรือเอกชน ศาลยุติธรรม หน่วยงานฝ่ายบริหารหรือองค์กรนิติบัญญัติ ผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นลำดับแรก” ข้อ 16 ได้ระบุว่า “เด็กจะไม่ถูกแทรกแซงโดยพลการ หรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในความเป็นส่วนตัว ครอบครัว บ้าน หรือหนังสือโต้ตอบ รวมทั้งจะไม่ถูกกระทำโดยมิชอบต่อเกียรติและชื่อเสียง รวมทั้งเด็กมีสิทธิได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายจากการแทรกแซงหรือกระทำดังกล่าว” สำหรับประเทศไทยแล้ว พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2553 มาตรา 27 ได้ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณา หรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใด ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครอง โดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็กหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ” นอกจากนี้ยังมีการระบุเนื้อหาห้ามมิให้ผู้ปกครองสวัสดิภาพและผู้คุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กเปิดเผยข้อมูลของเด็กไว้ในมาตรา 50 รวมทั้งได้กำหนดบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนไว้ด้วย มีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นหน่วยงานพหุภาคีของรัฐทุกหน่วยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งต้องให้ข้อมูลและความรู้ทางกฎหมายและจริยธรรมแก่สื่อสารมวลชนด้วย จากเหตุการณ์ดังกล่าวเป้าหมายของการเจาะข่าวเกิดได้ทั้งที่สถานีตำรวจ โรงเรียนที่เกิดเหตุ หน่วยงานที่รับเด็กไว้ดูแล ผู้บริหารทางการเมืองและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง การคุ้มครองสิทธิของเด็กจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความเข้าใจ ความตระหนักและมีวิธีรับมือกับนักข่าว ทั้งนี้การนำเสนอรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็กนั้นมี ผลกระทบทำให้เกิดความเสียหายต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก โดยผู้นำเสนอข่าวได้ประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว รวมทั้งอาจจะมีการผูกเรื่องราวซึ่งไม่ได้มีฐานของความเป็นจริง เด็กจะต้องกลายเป็นจำเลยของสังคม ทั้งๆ ที่ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กนั้น ได้ระบุถึงสิทธิของเด็กที่ถูกกล่าวหา ตั้งข้อหา หรือถูกถือว่าได้ผ่าฝืนกฎหมายอาญาจะต้องได้รับการปฏิบัติในลักษณะที่สอดคล้องกับการส่งเสริมความสำนึกในศักดิ์ศรีและคุณค่าของเด็ก ส่งเสริมการกลับสู่สังคมของเด็ก โดยเด็กจะต้องได้รับหลักประกันว่าได้รับการสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะได้รับการพิสูจน์ว่ามีความผิดตามกฎหมาย ได้รับการแจ้งข้อหาทันทีและโดยตรง หรือผ่านทางบิดามารดาหรือผู้ปกครองตามกฎหมาย ต้องได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายหรือทางอื่นที่เหมาะสมเพื่อการเตรียมต่อสู้คดีของเด็ก โดยกำหนดให้ได้รับการพิจารณาอย่างยุติธรรมโดยไม่ชักช้าจากองค์กรทางตุลาการที่มีอำนาจเป็นอิสระและเป็นกลาง ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องนำข้อมูลที่จำเพาะของเด็กมาแถลงกับสื่อสารมวลชน หากจิตแพทย์มีบทบาทที่จะต้องร่วมเกี่ยวข้องกับกรณี ดังกล่าวก็ต้องยืนยันและยืนหยัดที่จะคุ้มครองสิทธิของเด็ก รวมทั้งเป็นปากเป็นเสียงแทนเด็กในการป้องกันการละเมิด สิทธิของเด็กด้วย

การรับมือกับสื่อสารมวลชนที่ต้องการนำเสนอข่าวนั้นต้องใช้ท่าทีที่ยืดหยุ่นบนหลักการที่มั่นคง กล่าวคือ จำเป็นต้องให้ข่าวบ้าง แต่เป็นในลักษณะกว้างที่ไม่ระบุเนื้อหาที่เจาะจงไปที่ตัวเด็ก โน้มน้าวให้สื่อเข้าใจถึงเป้าหมายสูงสุด คือการคุ้มครองให้เด็กได้รับความเป็นธรรม มีพัฒนาการที่เหมาะสม ได้รับการส่งเสริมให้เต็มศักยภาพ และได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในส่วนที่บกพร่อง เพื่อให้ เด็กสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ต้องกล้าที่จะปฏิเสธในการให้ข่าวที่นักข่าวมักจะใช้วิธีการตั้งคำถามลวงเพื่อให้ตอบ ต้องให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จิตแพทย์จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังควรเป็นผู้ประสานงานกับภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่ออุดรอยรั่วของข่าว รวมทั้งฝึกทักษะการปฏิเสธและทักษะการยืนยันสิทธิส่วนบุคคลที่ต้องได้รับความคุ้มครองให้กับเด็กและครอบครัวด้วย

ตอนนี้ไฟข่าวดังกล่าวได้ดับลงแล้ว….จึงพอมีเวลามาเขียนบทความนี้ค่ะ

บทความโดย พญ.ดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์ รองประธานมูลนิธิสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์

 



ข่าวสารและบทความดีๆจาก : www.thaifamilylink.net

 
pageview  702938    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved