Follow us      
  
  

ไทยโพสต์ [ วันที่ 15/03/2560 ]
สธ.เร่งคลอดกม.ป่วยฉุกเฉินลั่นฟันรพ.แจกคูปองน้ำมัน

  สาธารณสุข * สธ.เร่งคลอด กม.ควบคุมป่วยฉุกเฉิน ห้าม รพ.เอกชนเรียกเก็บเงินตามอำเภอใจ แต่ต้องเก็บตามที่ กม.ระบุ หากละเมิดต้องคืนเงินให้ผู้ป่วย ถ้าไม่คืนมีสิทธิ์ฟ้องร้อง ด้าน สบส.เตรียมฟัน รพ.เอกชนแจกคูปองน้ำมันรถฉุกเฉิน ชี้เข้าข่ายผิด กม.สถานพยาบาลปี 41 มีโทษปรับ 2 หมื่น จำคุก 1 ปี หรือเพิ่มโทษปรับอีกวันละหมื่น
          นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการออกประกาศ สธ. เรื่องหลักเกณฑ์ เงื่อนไขข้อกำหนดฯ การควบคุมปัญหาการเก็บเงินผู้ป่วยเจ็บป่วยฉุกเฉินนั้น ขณะนี้ทีมกฎหมายอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดร่างประกาศกระทรวงฯ ก่อนเสนอต่อ รมว.สธ.ภายใน 1-2 วัน โดยจะมีทั้งหมด 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1.เรื่องกำหนดผู้ป่วยฉุกเฉิน 2.เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยฉุกเฉิน การระดมทรัพยากรและมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเยียวยา พร้อมจัดให้มีการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่น และ 3.หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ
          ปลัด สธ.กล่าวต่อว่า โดยหลังจากรัฐมนตรีว่า การ สธ.ลงนามในประกาศ 2 ฉบับ คือ 1.เรื่องกำหนด ผู้ป่วยฉุกเฉิน 2.เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยฉุกเฉิน การระดมทรัพยากรและมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเยียวยา และการจัดให้มีการส่งต่อผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลอื่น จะประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ส่วนอีกฉบับได้เร่งกลุ่มกฎหมายให้ศึกษาเนื้อหาเพื่อรีบนำเสนอต่อ รมว.สธ.เพื่อให้กฎ หมายทันใช้โดยเร็ว และให้ 3 กองทุนสุขภาพภาครัฐ ทั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง กองทุนประกันสังคม และกองทุนสิทธิสวัสดิการข้าราชการรับทราบ เพื่อจ่ายเงินให้แก่โรงพยาบาลเอกชนตามอัตราที่กำหนด ซึ่งเป็นไปตามมติ ครม.ที่ผ่านมา
          "ขณะนี้ทุกอย่างได้ผ่านการพิจารณาจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ รพ.เอกชน ล่าสุดเห็นว่าทาง รพ.เกษมราษฎร์ ประชาชื่น ก็ออกมาให้ข่าวว่าเห็นด้วย แม้แต่ในเครือ รพ.กรุงเทพ สมาคม รพ.เอกชน ก็เห็นด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นสัญญาณที่ดีที่ในอนาคตอันใกล้จะมีกฎหมายมาควบคุมเรื่องนี้" นพ.โสภณกล่าว
          นพ.ธงชัย กีรติหัถยากร รองอธิบดีกรมสนับ สนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า หาก สธ.ประ กาศกฎกระทรวงฯ ออกมา คาดว่าน่าจะช่วยลดปัญหาการเก็บเงินผู้ป่วยเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติได้ เช่น หากมีกรณีวิกฤติสีแดง ก็มีการควบคุมไม่ให้ รพ.เอกชนเก็บเงินจากผู้ป่วยหรือญาติตามใจชอบ แต่ต้องเก็บตามอัตราตามกฎหมายและกองทุนระบุ แต่หากไม่ทำตามกฎหมาย และมีการพิสูจน์โดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ว่าเป็นฉุกเฉินวิกฤติสีแดงจริง ทาง สบส.ก็จะมีอำนาจตามกฎหมายบังคับให้ รพ.เอกชนคืนเงินแก่ผู้ป่วย แต่หาก รพ.เอกชนนั้นๆ ไม่ยอมคืนเงิน ทางผู้ป่วยหรือญาติสามารถฟ้องร้อง โดย สบส.จะไปเป็นพยานให้ และถ้าผู้ป่วยฉุกเฉินพ้นวิกฤติแล้ว ทาง รพ.เอกชนจะต้องส่งต่อผู้ป่วยไปยัง รพ.ตามสิทธิ์ของผู้ป่วย และต้องประสานไปยังกองทุนนั้นๆ เพื่อจัด รพ.และเตียงรองรับ แต่หากเตียงเต็ม ทางกองทุนฯ จะต้องหารือกับทางโรงพยาบาลเอกชนว่าพร้อมรับในราคาที่ตกลงกันของแต่ละกองทุนหรือไม่ รวมทั้งหากผู้ป่วยหรือญาติมีกำลังจ่าย ต้องการรักษาต่อโรงพยาบาลเดิม ก็ต้องยินยอมจ่ายเอง เป็นต้น โดยสิ่งสำคัญญาติสามารถสอบถามโรงพยาบาลเอกชนได้ว่าเคสนี้เป็นวิกฤติสีแดงหรือไม่ หากไม่มั่นใจก็สอบถามไปยัง สพฉ.
          ด้านปัญหา รพ.เอกชนแห่งหนึ่งแจกคูปองน้ำ มันเจ้าหน้าที่ สพฉ.เพื่อให้ส่งต่อคนไข้เข้า รพ.ของตนนั้น ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการ สพฉ. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า ทาง รพ.ที่ปรากฏตามข่าวได้ทำหนังสือชี้แจงและทำหนังสือขอโทษมายัง สพฉ.อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งแสดงเจตจำนงในการทำลายคูปองดังกล่าวทิ้งอย่างเร่งด่วน และยืนยันว่าจะไม่มีการจัดทำคูปองในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก
          "ผมอยากฝากถึง รพ.เอกชนทุกแห่งว่า การดำเนินการที่ใช้ในลักษณะของอามิสสินจ้างใดๆ ให้ได้มาซึ่งผู้ป่วยนั้นขัดต่อกฎหมายหลายฉบับ อาทิ พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม พ.ร.บ.สถานพยาบาล และถ้ามีผู้ป่วยฉุกเฉินและได้รับการดูแลไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็จะมาผิดที่ พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉินอีกด้วย ไม่ว่าโรงพยาบาลใดๆ ก็ไม่ควรทำในลักษณะแบบนี้" เลขาธิการ สพฉ.กล่าว
          นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า ขณะนี้ทาง รพ.ที่เป็นข่าวได้ยุติโปรโมชั่นแล้วตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากได้เริ่มโปรโมชั่นตั้งแต่ช่วงเดือน ก.พ. และเมื่อทาง รพ.ดังกล่าวได้รับการตรวจสอบ และยอมรับว่าได้กระทำการจัดโปรโมชั่นจริง ทาง สบส.ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ที่แก้ไขปรับปรุงฉบับที่ 4 พ.ศ.2559 ในมาตรา 38 ที่ว่าด้วยการห้ามโฆษณา โอ้อวด ลด แลก แจก แถม เพื่อชักชวนให้มีผู้มารับบริการจากสถานพยาบาลของตน มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท ทั้งนี้ ในการตรวจสอบไปยัง รพ.เอกชนทั่วประเทศ ยังไม่พบการ กระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน.

pageview  1016892    
สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ Health Information System Development Office (HISO)
ห้อง A3 ชั้น 3 อาคาร 4Plus Buiding เลขที่ 56/22-24 ซอยงามวงศ์วาน 4 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
Tel : 02-5892490-2 Fax : 02-5892493 www.healthinfo.in.th
 
© Health Information System Development Office (HISO) . All Rights Reserved